บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (19)
จำแนกเด็ดขาดร้ายแรง (2)
“แก้วน้ำ ช้อน ผ้า เอามากองไว้ตรงนี้ เอาให้ครบนะ!!!” พี่บัวขาวพูดหลังประตูห้องเปิดออก
“ของเอาไปเลยมั้ยครับ?” เราถามต่อ
“มีอะไรเอาไปให้หมดของตัวเอง เดี๋ยวลงไปข้างล่างของที่เขายึดไว้เดี๋ยวเขาจะเรียกชื่อคืนไปเอาด้วย” แกตอบกลับมา
ด้วยความเร่งรีบทุกคนมาล้อมกอดกัน ทั้งที่เพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วัน แต่มิตรภาพตรงนี้มันช่างยิ่งใหญ่ เราที่เห็นทุกคนไม่มีอะไรติดตัว เลยลุกไปหยิบลังแลคตาซอยขึ้นมาเดินแจกแต่ละคน คนละสี่ห้ากล่อง (ยกเว้นโย่งที่แค้นส่วนตัวไม่รู้ทำไม แล้วมีมาทวงด้วยนะ เราตอบกลับไปว่า “ไม่”)
“ถือเป็นการตอบแทนเล็กๆ ที่ผมพอจะให้กับพี่ๆ ได้ ขอบคุณนะครับที่ห่วงใยและดูแลผมตลอดหลายวันที่ผ่านมา” เราพูดทั้งน้ำตา เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
“ยังไงขนุนก็ดูแลตัวเองด้วยละกัน” ฟาตอบกลับมา
เมื่อแล้วเสร็จเราทุกคนก็ลงมายังข้างล่างที่วุ่นวายมากๆ ทั้งผู้ช่วยที่แจกของ แจกเสื้อที่ใส่เข้ามาวันแรกคืน ทั้งผู้ต้องขังที่มั่วบ้านเดินไปคุยกับคนโน้นคนนี้
“พวกมึงยืนคุยทำเหี้ยอะไร เสร็จแล้วก็รีบๆ เข้าโรงเลี้ยงไปเช็คยอด” พี่ตั้งพูดผ่านไมค์ ทำให้เหล่าฝูงผึ้งที่บินกระจัดกระจายเริ่มเดินกลับเข้าที่เข้าทางของตัวเอง
“ใครที่กางเกงขายาว มาตัดตรงนี้” เสียงผู้ช่วยที่ตัดผมให้เราในวันแรกตะโกนวนซ้ำเป็นระยะ
“ตัดทำไมพี่” เราเดินเข้าไปถามในทันที เพราะตกใจราคากางเกงเรามันก็ไม่ใช่ถูกๆ นะ
“มันผิดกฎเรือนจำน้อง ถ้าน้องไม่ตัดก็เก็บดีๆ เลยนะ ไม่งั้นโดนนะ แต่ยังไงน้องต้องตัดเพราะต้องเข้าแดนวันนี้ แล้วน้องจะใส่อะไร” แกถามกลับมา
“ในเรือนจำสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการไม่รู้ เราไม่อาจรู้ได้ว่าในกางเกงขายาวนั้นซ่อนอะไรไว้อยู่ สิ่งที่ทำได้คือทำให้เจ้าหน้าที่เห็นมากที่สุด พวกเสื้อแขนยาว กางเกงแขนยาวจึงถูกห้ามใส่ในเรือนจำ และใครมีจะถือว่ามีความผิด” แกเสริมต่อ
“ได้ครับ แต่บ้านผมซื้อ (เสื้อผ้า) ไว้ให้แล้วครับ” เราตอบกลับไปหลังนึกขึ้นได้ว่า แม่ได้สั่งกางเกงให้เรา แต่ใส่ไม่ได้เพราะกฎแดน 2 เลยโดนยึดอยู่ที่ร้านค้า
“ไม่ตัดก็ไม่ตัด แต่อยากให้มีเรื่องแล้วกัน” พี่ช่างพูด ก่อนหันกลับไปตัดกางเกงคนอื่นที่ต่อแถวต่อ
เรารีบวิ่งเข้าไปในโรงเลี้ยงหลังจากถามคนแถวนั้นต่อว่า ของจากร้านค้าจะไปเอาจากไหน “โน้นน้อง เข้าโรงเลี้ยงไปเลย” ชาวบ้านท่านหนึ่งตอบ
“พี่ครับ ผมจะขอเอาของผมครับต้องทำยังไง” เราถามผู้ช่วยร้านค้าที่ยืนเรียกชื่อคืนของผู้ต้องขังอยู่
“น้องสิรภพ นะ ของสิรภพ ของสิรภพอยู่ไหน” แกจำชื่อเราได้ทันที คงจากที่โดนเรียกไปเอาของที่ร้านค้าทุกวันแหละมั้ง ไม่นานเราก็ได้ข้าวของมาล้นเกินสองมือ พี่เล็กที่เดินมาด้วยก็อาสาช่วยถือของให้ ก่อนจะพากันกลับไปเอาชุด
“แล้วชุดต้องเปลี่ยนที่ไหน” เราไม่ทันถาม คนตรงหน้าก็ถอดเสื้อผ้าออก เปลี่ยนกลับไปเป็นชุดเดิมที่ใส่เข้ามา ซึ่งกลิ่นอับหมักนานเกินครึ่งเดือนคงจะไม่ต้องบรรยายพิษสงของมัน
“อ้าวๆ ถอดแล้วก็เอาเสื้อหลวงมาคืนด้วย” ผู้ช่วยคนหนึ่งพูดพร้อมข้างๆ เขามีถังพลาสติกสีฟ้าใบใหญ่ตั้งอยู่
เราที่ยืนอึนๆ ก็ถูกพี่เล็กเรียก “คืนแป๊บ” แล้วแกก็หยิบเสื้อที่ได้คืนมา พร้อมถอดทั้งหมดเปลี่ยนเป็นชุดเดิมต่อหน้าเราเลย
“อ้าว ‘ขนุน’ เร็วๆ หน่อย เขาเรียกละ” แกพูด อันเป็นสัญญาณว่าตาเราแล้ว
เราแม้จะเขินอายที่ต้องแก้ผ้าเปลี่ยนชุดกลางสนาม แต่จะให้ทำยังไง แก้ผ้าต่อหน้าผู้คุมก็ทำมาแล้ว เข้าบล็อกแบบไม่มีประตูกั้นก็ผ่านมาแล้ว “คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วมั้ง” เราคิดในใจ พร้อมสองมือที่ค่อยๆ ถกเครื่องแต่งกายของตัวเองออก เหลือแต่ร่างอันเปลือยเปล่ากลางลานปูน ท่ามกลางผู้คนนับสิบที่เดินผ่านไปผ่านมา
“ยังดีว่ะ แม่ซื้อเสื้อ กางเกงในมาไว้ให้ด้วย แต่ทำไมกางเกงใหญ่จังวะ” เราที่สภาพเหมือนเด็กโข่งเดินไปต่อแถวตามห้องในโรงเลี้ยงต่อ แล้วคิด “แม่คงเลือกไซส์เผื่อโตมั้ง 3XL”
บรรยากาศโรงเลี้ยงในตอนนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์ของชุด แม้โต๊ะจะถูกย้ายไปชิดมุม มีที่กว้าง พร้อมเปิดพัดลม แต่มันก็ไม่อาจลดความทรมานของเราไปได้
“เงียบ!!! แล้วฟังชื่อขานนามสกุล เดินออกมาตั้งแถวตามแดนของตัวเอง แดน 1 เจ็ดคน นายสุพง, สุราด, สมชาย…” เสียงพี่ต้นดังก้องทั่วโรงเลี้ยง กับผู้ช่วยที่เดินมาประกบคนที่ถูกขานชื่อทีละคน เพื่อค้นของอีกรอบ ซึ่งทำแบบนี้วนไปเกือบ 20 กว่านาที จนถึงตาเรา
“แดน 6 สามคน นายสิรภพ, สุขสม (พี่แม็ก) , สมชาย…” ทันทีที่ชื่อเราถูกขาน เราตอบสกุลกลับทันที “พุ่มพึ่งพุทธ” พร้อมเด้งตัวลุกขึ้นยืน เรามองไปรอบๆ เพื่อเป็นการบอกลาสถานที่แห่งนี้ แม้มันไม่ได้เป็นความทรงจำที่ดี แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนึ่งใน “ความ ‘ทรง’ จำ” ครั้งหนึ่งในชีวิตอะนะ เรายิ้มบอกลาทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถูกพาตัวไปตั้งแถวที่ในที่ทำการแดน
“ให้ผมได้แดนอื่นได้มั้ย ผมไปแทงบ้านเขาไว้ ถ้าผมไปผมตายแน่” ตอนที่ถึงพี่แม็กก็ยังคงโวยวายถึงความกังวลของตัวเอง เราที่กังวลเหมือนกันแต่พอมานึกกับความกลัวของแกแล้ว เราดูเด็กน้อยไปเลย
“เอ็งไม่ต้องห่วง ตอนนี้บ้านนั้นมีแต่พวกใหม่ๆ แล้ว พี่ไปคุยให้แล้วเขาบอกไม่อะไรกับเอ็งแล้ว” ผู้คุมคนหนึ่งพูดขึ้น ก่อนส่งสัญญาณไปยังผู้ช่วยว่าถึงเวลาแล้ว
ผู้ช่วยหลายคนเดินมาล้อมเรา พร้อมค้นตัวอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งทีเพิ่งตรวจไป ของในมือเราที่เยอะมากๆ ยังดีที่พี่แม็กช่วยถือให้อีกส่วนหนึ่ง ถูกเทออกมาตรวจซ้ำอีกครั้ง
“ไม่พบอะไรครับ” ผู้ช่วยคนนั้นพูดขึ้น แล้วประตูแดนจึงเปิดออก
“กระผมสมชาติ รักยิ่ง ผู้ช่วยนำแดน อนุญาตพาผู้ต้องขังจำนวน 3 คน ไปยังแดน 6 ครับ นับ!” สิ้นเสียง เรานับ 1 อย่างสุดเสียง เพื่อประชดโดยนัยด้วย แต่ไม่รู้ว่าเขารู้มั้ยเราประชดอยู่ ก่อนพวกเราจะถูกพาตัวออกไป
เวลาประมาณสี่โมงครึ่งของวันที่ 10 เมษายน 2567 คือวันที่เราก้าวออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้เราอยากจะอยู่ที่เดิมแค่ไหน แต่ชีวิตเราหาใช่เรากำหนด เราเดินบนถนนสายยาวพร้อมแสงอัสดงที่ส่องนำทางบอกยามแก่เรา
“ก๊อก ก๊อก” เสียงนำแดนเคาะประตู พร้อมหันมาบอกพวกเรา “ถึงแล้ว”
ตรงหน้าคือประตูเหล็กบานใหญ่แม้จะโครงเดียวกันกับแดน 2 แต่สภาพมีความเก่าอย่างบอกไม่ถูก นี้น่ะหรอแดน 6
“นำแดน 2 พาผู้ต้องขังจำแนกมาส่ง” นำแดนพูดผ่านช่องเล็กๆ ก่อนประตูบานในจะถูกเปิดออก
“อ้าวเข้ามา แล้วนั่งนิ่งๆ จะไปบอกพี่” ผู้ช่วยที่เปิดประตูพูดขึ้น
เราก้าวเข้าไปด้วยขาที่สั่นเทา ภาพตรงหน้าหลังรั้วเหล็กปรากฏสภาพแดนที่ดูต่างออกไป
“ดูดิบจัง” เราพูดพอเห็นสภาพโดยรอบ ทั้งพื้นปูนเปลือยที่ถูกเทถม ทั้งรั้วที่ทำการแดนที่ถูกสนิมกิน และห้องผู้คุมที่ดูโทรมอย่างบอกไม่ถูก เรานั่งลงรอฟังคำสั่ง
“อ้าวเทของออกมา ผู้ช่วยตรวจ คนไหนนะรายสำคัญ” ผู้คุมร่างใหญ่นุ่งผ้าขาวม้าก้าวออกมาจากเงามืดในที่ทำการแดน พร้อมเสียงที่ต่ำทุ้ม
“ผมใช่มั้ยครับ?” เราถามกลับไป
“112 ใช่มั้ย เดี๋ยวจัดที่ไว้ให้แล้วนอนห้อง 1 แถว 2 นะ เดี๋ยวพาเข้าไป อยู่ใกล้กล้องไม่ต้องห่วง ส่วนของเดี๋ยวไว้หน้าแดนก่อน เดี๋ยวยังไงเพื่อนเอ็งจะมารับพรุ่งนี้อยู่แล้ว พวก 112 อะ” ผู้คุมคนนั้นพูด ดูทรงน่าจะเป็นหัวหน้าฝ่ายแน่นอน
“ครับ” เราตอบกลับ ในขณะที่ผู้ช่วยเทถุงของเราออกมาตรวจของ (อีกแล้ว) แต่ในใจเราตอนนี้ได้แต่คิดและสงสัยว่าใครกันที่เขาพูดถึง แล้วเสียงพี่แม็กก็ลอยมา
“ผมจะไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ ผมจะไม่ตายใช่มั้ย” พี่แม็กถามผู้คุมคนนั้น
“เอ็งไม่ต้องห่วง มีข้าไม่มีใครทำไรเอ็ง เอ็งก็นอนห้อง 1 ด้วยแล้วกัน เก็บของแล้วไปได้แล้ว สายแล้ว” แกว่า ก่อนผู้ช่วยอีกคนจะเดินไปเปิดประตูพาไปเรือนนอนชั้น 2
ระหว่างเดินเราก็มองไปรอบๆ ถึงจะมีโครงสร้างเหมือนแดน 2 เลย แต่มันดูโทรมเอามากๆ ทั้งสีกำแพง ทั้งพื้น ทั้งหลอดไฟ หรือแม้แต่ในแดนที่สายไฟพันระโยงระยางมั่วไปหมด
“ถึงแล้ว 112 นอนตรงนั้น หยิบผ้าตรงนี้ไปด้วย ส่วนพวกเอ็งในห้องขยับๆ หน่อย เตรียมที่ไว้ให้รับใหม่” แกสั่ง โดยทุกคนในห้องปฏิบัติตามในทันที
ในห้องมีคนไม่ต่ำกว่า 40 คน ที่นอนเบียดอัดในนั้น และพื้นถูกทาด้วยสีน้ำตาลแดน บ่งบอกว่า “ในนี้แหละ ของจริง”
เราที่ไม่หือไม่อือใดๆ แล้ว คิดแต่เพียงว่าจะได้นอนตอนไหน เราไม่ไหวแล้ว มันเยอะเกินไปแล้ว ทำไมเราต้องมาอยู่ในนี้ “เราแค่พูด เราแค่คิดต่าง ทำไมรัฐต้องทรมานเรา เอาเรามาขังขนาดนี้ด้วย” เราคิดวนในใจ
ก่อนเราจะนอนหลับเพื่อให้ผ่านพ้นวันนี้ไปในที่สุด…
