bg-single

จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)

01.09.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

จากนาราถึงรมณีนาถ

: การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)

คุกแบบจารีตของสยามยุคต้นรัตนโกสินทร์ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดโพธิ์ ออกแบบขึ้นโดยเป็นเสมือนการจำลองสภาพของนรกตามคติไตรภูมิ

ในหนังสือเรื่อง “รัฐราชทัณฑ์ : อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” ของ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อธิบายสภาพไว้ว่า การออกแบบมีลักษณะคล้ายคลึงกับมหานรกรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่กลางนรกขุมใหญ่ที่มักปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือสมุดภาพไตรภูมิ

นอกจากนี้ ด้านหน้าคุกมีการตั้งเทวรูป “เจ้าเจตตคุปต์” ซึ่งเป็นชื่อเทวดาค้นบัญชีนักโทษในนรก

ส่วนเสนาบดีที่มีอำนาจบังคับบัญชาคุกใช้ราชทินนามที่สอดคล้องกับชื่อ “พระยม” หรือ “พระยายมราช” ที่เป็นใหญ่ในนรก

สภาพความเป็นอยู่ของนักโทษก็เลวร้ายแสนสาหัส สกปรก น่าขยะแขยง เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล

การลงโทษก็โหดร้ายทารุณ อันนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายของชาวต่างชาติ

เมื่อล่วงเข้าสมัยรัชกาลที่ 5 ภายใต้กระแสธารของความเปลี่ยนแปลงสู่ความศิวิไลซ์ในทุกด้าน คุกในฐานะพื้นที่ที่ไร้ความศิวิไลซ์ขั้นสูงสุดก็จำเป็นที่จะต้องเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

ซึ่งแนวคิดนี้ปรากฏร่องรอยมาตั้งแต่ราวครึ่งแรกของทศวรรษ 2420

รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดสร้างคุกใหม่ที่มีความทันสมัยขึ้น โดยกำหนดที่ตั้งไว้ใกล้กับวัดสุทัศนเทพวราราม จาก “แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย” พ.ศ.2430 แสดงให้เราเห็นถึงขอบเขตคุกใหม่ โดยด้านทิศตะวันตกติดกับเขตสังฆาวาสวัดสุทัศน์ ทิศตะวันออกจรดแนวถนนมหาไชยและกำแพงเมือง ทิศเหนือติดกับวังของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล ส่วนทิศใต้ยาวไปถึงแนวคลองหลอดวัดราชบพิธ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าว อำนาจในการคุมขังนักโทษมิได้รวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่กระจายตัวไปตามบ้านเรือนขุนนางทั่วไปด้วย ซึ่งระบบดังกล่าวขัดขวางการปฏิรูปคุกสมัยใหม่ของรัชกาลที่ 5

แต่ภายหลังการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางของพระองค์เริ่มประสบผลสำเร็จในปลายทศวรรษ 2420 โครงการสร้างจึงได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงจัง โดยในปี พ.ศ.2432 ได้มีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมบริเวณตำบลตรอกคำ (พื้นที่ด้านทิศเหนือบริเวณที่เป็นวังของพระองค์เจ้าไชยันตมงคล) และทำการก่อสร้างคุกใหม่ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2433 โดยให้ชื่อว่า “กองมหันตโทษ” ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณเกือบ 30 ไร่

ควรกล่าวไว้ด้วยว่าในช่วงเดียวกันได้มีการสร้างคุก “กองลหุโทษ” ขึ้นด้วยบริเวณที่ดินหลังศาลอาญา แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2434

ในส่วนที่เป็นคุกใหม่ “กองมหันตโทษ” นั้น ก็คือบริเวณที่ปัจจุบันกลายเป็น “สวนรมณีนาถ”

ผู้ออกแบบคุกใหม่คือ โยอาคิม กรัสซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาลี ที่เดินทางเข้ามาทำงานในสยามช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนายกรัสซีได้ทำการแบ่งพื้นที่คุกออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

หนึ่ง พื้นที่ส่วนโรงครัวสำหรับทำอาหารเลี้ยงนักโทษ

สอง พื้นที่ส่วนตึกขังนักโทษ ประกอบไปด้วย ตึก 3 ชั้นจำนวน 2 หลัง และตึก 2 ชั้นจำนวน 2 หลัง

โดยส่วนที่สามเป็นพื้นที่โรงงานสำหรับให้นักโทษทำงาน (อ้างถึงในหนังสือ ประวัติการราชทัณฑ์ 200 ปี)

หากมองเทียบกับญี่ปุ่นสมัยเมจิที่มีการสร้างคุกแบบสมัยใหม่ขึ้นแห่งแรกที่โตเกียวในชื่อว่า “Kajibashi Prison” เมื่อ พ.ศ.2417 ก็ถือว่าการปฏิรูประบบราชทัณฑ์สู่ความเป็นสมัยใหม่ของสยามที่แสดงออกผ่านสถาปัตยกรรมคุก ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนักจากญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างที่น่าสนใจในเชิงการออกแบบระหว่างสยามกับญี่ปุ่น คือ คุกสมัยใหม่ของญี่ปุ่นนิยมออกแบบแผนผังเป็นแบบปีกรัศมีที่กระจายตัวออกจากหอควบคุมตรงกลาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Haviland System และมีลักษณะการออกแบบตามแนวคิดแบบ Panopticon ซึ่งมีตัวแบบที่หลงเหลือชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือ “คุกเมืองนารา” (ตามที่อธิบายไว้ในสัปดาห์ก่อน)

ในส่วนของสยาม อาจารย์ศรัญญูตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า คุกสยามมิได้เลือกใช้การออกแบบแผนผังแบบปีกรัศมีที่นิยมสร้างในยุโรปและอเมริกา แต่กลับเลือกใช้โมเดลตามแบบเมืองอาณานิคมในบังคับของอังกฤษมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินเดีย พม่า และนิคมช่องแคบ (straits settlements)

นอกจากนี้ คุกสยามที่อ้างถึงความเป็นสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริงกลับมีหลักเกณฑ์การลงโทษผู้กระทำผิดที่แยกตามสถานะและลำดับชั้นทางสังคมอยู่ จนนำไปสู่ระบบการลงโทษ 3 รูปแบบ ได้แก่ “นักโทษชาวสยาม” “นักโทษชาวต่างชาติ” และ “นักโทษชนชั้นสูง”

นักโทษชาวสยาม จะถูกคุมขังในพื้นที่แออัดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ส่งผลต่อปัญหาสุขอนามัยและการดำรงชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในพื้นที่ส่วนนี้มิได้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างวินัย” หรือ “ปรับปรุงฟื้นฟูพฤติกรรมนักโทษให้กลายเป็นคนดี” แต่มุ่งเน้นไปที่การบังคับใช้แรงงานนักโทษเพื่อสร้างผลประโยชน์แก่รัฐ ซึ่งสะท้อนผ่านการสร้างพื้นที่ส่วนที่เป็นโรงงานและโกดังภายในคุก

นักโทษชาวต่างชาติ จะมีสภาพที่ดีกว่า มีระบบการคุมขังที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเช่นเดียวกับระบบคุกในประเทศอาณานิคม โดยส่วนนี้เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2452 แล้วเสร็จ พ.ศ.2453 ตั้งอยู่บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของคุกกองมหันตโทษ

ส่วนนักโทษชนชั้นสูง จะใช้ระบบที่สืบทอดตามแบบจารีตที่เรียกว่า “ขังสนม” และ “ขังหลวง” ซึ่งมีวิธีการคุมขังที่แยกออกไปต่างหากอีกสถานที่หนึ่ง และจำแนกออกตามความสูงต่ำของชาติกำเนิดด้วย

จากข้อสรุปดังกล่าว ทำให้เรามองเห็นว่าการออกแบบคุกสมัยใหม่ของสยามเป็นระบบลูกผสม (hybrid) ระหว่างความเป็นสมัยใหม่กับแบบจารีต ที่ในด้านหนึ่งเป็นการแสดงออกถึงความศิวิไลซ์ตามแบบอย่างตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นตึกคุมขังนักโทษชาวต่างชาติ ตลอดจนรูปทรงเปลือกนอกของการออกแบบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่สะท้อนแนวคิดการลงทัณฑ์แบบสมัยใหม่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับรักษาวิธีการลงทัณฑ์ที่มีลักษณะแบ่งแยกชนชั้นตามแบบจารีตอย่างชัดเจนโดยมิได้คำนึงถึงแนวคิดของระบบยุติธรรมแบบสมัยใหม่ที่ทุกคนต้องได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกันทางกฎหมาย อีกทั้งในส่วนของพื้นที่คุมขังนักโทษทั่วไปชาวสยามที่แม้จะมีลักษณะทางกายภาพทั่วไปที่ดีกว่า “คุกหน้าวัดโพธิ์” แต่ก็มิได้ดำเนินไปตามหลักการสมัยใหม่อย่างเต็มที่เท่าที่ควร

ในขณะที่คุกในยุคเมจิของญี่ปุ่น ที่สะท้อนผ่านคุกเมืองนารากลับสะท้อนภาพความพยายามปฏิรูปที่ต่างออกไป การออกแบบแผนผังตามระบบของยุโรปและอเมริกา (ไม่ใช่เมืองอาณานิคม)

เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะนำแนวคิดใหม่ในการลงทัณฑ์แบบสมัยใหม่มาใช้อย่างเต็มที่

แม้ว่าในเชิงรายละเอียดย่อมต้องมีความแตกต่างอันเกิดขึ้นจากความต่างในทางวัฒนธรรมและความเชื่อ

แต่กระนั้นโดยภาพรวมก็ต้องถือว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างเต็มระบบ

ในกรณีสยาม ลักษณะลูกผสมของระบบยุติธรรมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะถูกยกเลิกไปภายหลังการปฏิวัติ 2475

โดยคุกในเวลาต่อมาจะถูกออกแบบตามแนวคิดทางอาชญาวิทยาสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการแก้ไขผู้กระทำผิดให้ได้รับการฟื้นฟูและสามารถดำเนินชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพลเมืองดีภายหลังจากที่พ้นโทษออกไปแล้ว ซึ่งแนวคิดในอุดมคติเช่นนี้จะสะท้อนให้เห็นชัดผ่านการออกแบบคุกที่ “เรือนจำกลางบางขวาง” (ประเด็นนี้จะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เนื่องจากเป็นอีกประเด็นที่ต้องอธิบายแยกออกไป)

จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าคุกกองมหันตโทษ (สวนรมณีนาถ) เป็นผลผลิตทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ พื้นที่ภายใน การใช้สอย ตลอดจนการออกแบบรูปทรงอาคาร ล้วนมีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของระบบยุติธรรมและการราชทัณฑ์แบบสมัยใหม่ที่ยังไม่เป็นสมัยใหม่โดยสมบูรณ์

ความเป็นลูกผสมที่สะท้อนผ่านแผนผังและสถาปัตยกรรมดังกล่าว เป็นที่น่าเสียดายที่ได้ถูกรื้อทำลายไปแล้วโดยส่วนใหญ่เมื่อ พ.ศ.2534 เพื่อปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่กลางกรุงเทพฯ โดยให้ชื่อในเวลาต่อมาว่า “สวนรมณีนาถ”

โดยส่วนตัวเห็นว่า การสร้างสวนสาธารณะ ณ ตอนนั้น สามารถออกแบบให้อยู่ร่วมกันได้กับกลุ่มอาคารอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นของเดิมในพื้นที่ อาจมีการรื้อทิ้งบางส่วน แต่ไม่ควรที่จะรื้อลงมากอย่างที่ได้ทำไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เป็นการทำลายประวัติศาสตร์ที่สำคัญไปโดยไม่จำเป็น

ดังนั้น เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมคุกเมืองนารา และย้อนกลับมามองโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ณ สวนรมณีนาถปัจจุบัน ได้แก่ “โครงการการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สวนรมณีนาถ” ที่ทางเจ้าของพื้นที่ต้องการทำให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมและการราชทัณฑ์ในรูปแบบใหม่

ส่วนตัวจึงอยากเสนอให้มีการปรับปรุงและรื้อฟื้นความทรงจำบางอย่างของพื้นที่ให้กลับคืนมาอีกครั้ง และออกแบบพื้นที่ให้กลายเป็นสวนสาธารณะแนวใหม่ที่สอดผสานพื้นที่สีเขียวเข้ากับประวัติศาสตร์ของคุกกองมหันตโทษ และประวัติศาสตร์การยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านของไทย

ซึ่งรายละเอียดข้อเสนอ ขอยกไปกล่าวต่อในตอนหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน