จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
จากนาราถึงรมณีนาถ
: การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
คุกแบบจารีตของสยามยุคต้นรัตนโกสินทร์ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดโพธิ์ ออกแบบขึ้นโดยเป็นเสมือนการจำลองสภาพของนรกตามคติไตรภูมิ
ในหนังสือเรื่อง “รัฐราชทัณฑ์ : อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” ของ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อธิบายสภาพไว้ว่า การออกแบบมีลักษณะคล้ายคลึงกับมหานรกรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่อยู่กลางนรกขุมใหญ่ที่มักปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือสมุดภาพไตรภูมิ
นอกจากนี้ ด้านหน้าคุกมีการตั้งเทวรูป “เจ้าเจตตคุปต์” ซึ่งเป็นชื่อเทวดาค้นบัญชีนักโทษในนรก
ส่วนเสนาบดีที่มีอำนาจบังคับบัญชาคุกใช้ราชทินนามที่สอดคล้องกับชื่อ “พระยม” หรือ “พระยายมราช” ที่เป็นใหญ่ในนรก
สภาพความเป็นอยู่ของนักโทษก็เลวร้ายแสนสาหัส สกปรก น่าขยะแขยง เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล
การลงโทษก็โหดร้ายทารุณ อันนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายของชาวต่างชาติ
เมื่อล่วงเข้าสมัยรัชกาลที่ 5 ภายใต้กระแสธารของความเปลี่ยนแปลงสู่ความศิวิไลซ์ในทุกด้าน คุกในฐานะพื้นที่ที่ไร้ความศิวิไลซ์ขั้นสูงสุดก็จำเป็นที่จะต้องเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน
ซึ่งแนวคิดนี้ปรากฏร่องรอยมาตั้งแต่ราวครึ่งแรกของทศวรรษ 2420



ที่มาภาพ : ศรัญญู เทพสงเคราะห์
รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดสร้างคุกใหม่ที่มีความทันสมัยขึ้น โดยกำหนดที่ตั้งไว้ใกล้กับวัดสุทัศนเทพวราราม จาก “แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย” พ.ศ.2430 แสดงให้เราเห็นถึงขอบเขตคุกใหม่ โดยด้านทิศตะวันตกติดกับเขตสังฆาวาสวัดสุทัศน์ ทิศตะวันออกจรดแนวถนนมหาไชยและกำแพงเมือง ทิศเหนือติดกับวังของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล ส่วนทิศใต้ยาวไปถึงแนวคลองหลอดวัดราชบพิธ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าว อำนาจในการคุมขังนักโทษมิได้รวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่กระจายตัวไปตามบ้านเรือนขุนนางทั่วไปด้วย ซึ่งระบบดังกล่าวขัดขวางการปฏิรูปคุกสมัยใหม่ของรัชกาลที่ 5
แต่ภายหลังการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางของพระองค์เริ่มประสบผลสำเร็จในปลายทศวรรษ 2420 โครงการสร้างจึงได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างจริงจัง โดยในปี พ.ศ.2432 ได้มีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมบริเวณตำบลตรอกคำ (พื้นที่ด้านทิศเหนือบริเวณที่เป็นวังของพระองค์เจ้าไชยันตมงคล) และทำการก่อสร้างคุกใหม่ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2433 โดยให้ชื่อว่า “กองมหันตโทษ” ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณเกือบ 30 ไร่
ควรกล่าวไว้ด้วยว่าในช่วงเดียวกันได้มีการสร้างคุก “กองลหุโทษ” ขึ้นด้วยบริเวณที่ดินหลังศาลอาญา แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2434
ในส่วนที่เป็นคุกใหม่ “กองมหันตโทษ” นั้น ก็คือบริเวณที่ปัจจุบันกลายเป็น “สวนรมณีนาถ”
ผู้ออกแบบคุกใหม่คือ โยอาคิม กรัสซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาลี ที่เดินทางเข้ามาทำงานในสยามช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนายกรัสซีได้ทำการแบ่งพื้นที่คุกออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้
หนึ่ง พื้นที่ส่วนโรงครัวสำหรับทำอาหารเลี้ยงนักโทษ
สอง พื้นที่ส่วนตึกขังนักโทษ ประกอบไปด้วย ตึก 3 ชั้นจำนวน 2 หลัง และตึก 2 ชั้นจำนวน 2 หลัง
โดยส่วนที่สามเป็นพื้นที่โรงงานสำหรับให้นักโทษทำงาน (อ้างถึงในหนังสือ ประวัติการราชทัณฑ์ 200 ปี)
หากมองเทียบกับญี่ปุ่นสมัยเมจิที่มีการสร้างคุกแบบสมัยใหม่ขึ้นแห่งแรกที่โตเกียวในชื่อว่า “Kajibashi Prison” เมื่อ พ.ศ.2417 ก็ถือว่าการปฏิรูประบบราชทัณฑ์สู่ความเป็นสมัยใหม่ของสยามที่แสดงออกผ่านสถาปัตยกรรมคุก ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนักจากญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างที่น่าสนใจในเชิงการออกแบบระหว่างสยามกับญี่ปุ่น คือ คุกสมัยใหม่ของญี่ปุ่นนิยมออกแบบแผนผังเป็นแบบปีกรัศมีที่กระจายตัวออกจากหอควบคุมตรงกลาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Haviland System และมีลักษณะการออกแบบตามแนวคิดแบบ Panopticon ซึ่งมีตัวแบบที่หลงเหลือชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือ “คุกเมืองนารา” (ตามที่อธิบายไว้ในสัปดาห์ก่อน)
ในส่วนของสยาม อาจารย์ศรัญญูตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า คุกสยามมิได้เลือกใช้การออกแบบแผนผังแบบปีกรัศมีที่นิยมสร้างในยุโรปและอเมริกา แต่กลับเลือกใช้โมเดลตามแบบเมืองอาณานิคมในบังคับของอังกฤษมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินเดีย พม่า และนิคมช่องแคบ (straits settlements)
นอกจากนี้ คุกสยามที่อ้างถึงความเป็นสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริงกลับมีหลักเกณฑ์การลงโทษผู้กระทำผิดที่แยกตามสถานะและลำดับชั้นทางสังคมอยู่ จนนำไปสู่ระบบการลงโทษ 3 รูปแบบ ได้แก่ “นักโทษชาวสยาม” “นักโทษชาวต่างชาติ” และ “นักโทษชนชั้นสูง”
นักโทษชาวสยาม จะถูกคุมขังในพื้นที่แออัดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ส่งผลต่อปัญหาสุขอนามัยและการดำรงชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในพื้นที่ส่วนนี้มิได้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างวินัย” หรือ “ปรับปรุงฟื้นฟูพฤติกรรมนักโทษให้กลายเป็นคนดี” แต่มุ่งเน้นไปที่การบังคับใช้แรงงานนักโทษเพื่อสร้างผลประโยชน์แก่รัฐ ซึ่งสะท้อนผ่านการสร้างพื้นที่ส่วนที่เป็นโรงงานและโกดังภายในคุก
นักโทษชาวต่างชาติ จะมีสภาพที่ดีกว่า มีระบบการคุมขังที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเช่นเดียวกับระบบคุกในประเทศอาณานิคม โดยส่วนนี้เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2452 แล้วเสร็จ พ.ศ.2453 ตั้งอยู่บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของคุกกองมหันตโทษ
ส่วนนักโทษชนชั้นสูง จะใช้ระบบที่สืบทอดตามแบบจารีตที่เรียกว่า “ขังสนม” และ “ขังหลวง” ซึ่งมีวิธีการคุมขังที่แยกออกไปต่างหากอีกสถานที่หนึ่ง และจำแนกออกตามความสูงต่ำของชาติกำเนิดด้วย
จากข้อสรุปดังกล่าว ทำให้เรามองเห็นว่าการออกแบบคุกสมัยใหม่ของสยามเป็นระบบลูกผสม (hybrid) ระหว่างความเป็นสมัยใหม่กับแบบจารีต ที่ในด้านหนึ่งเป็นการแสดงออกถึงความศิวิไลซ์ตามแบบอย่างตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นตึกคุมขังนักโทษชาวต่างชาติ ตลอดจนรูปทรงเปลือกนอกของการออกแบบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่สะท้อนแนวคิดการลงทัณฑ์แบบสมัยใหม่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับรักษาวิธีการลงทัณฑ์ที่มีลักษณะแบ่งแยกชนชั้นตามแบบจารีตอย่างชัดเจนโดยมิได้คำนึงถึงแนวคิดของระบบยุติธรรมแบบสมัยใหม่ที่ทุกคนต้องได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกันทางกฎหมาย อีกทั้งในส่วนของพื้นที่คุมขังนักโทษทั่วไปชาวสยามที่แม้จะมีลักษณะทางกายภาพทั่วไปที่ดีกว่า “คุกหน้าวัดโพธิ์” แต่ก็มิได้ดำเนินไปตามหลักการสมัยใหม่อย่างเต็มที่เท่าที่ควร
ในขณะที่คุกในยุคเมจิของญี่ปุ่น ที่สะท้อนผ่านคุกเมืองนารากลับสะท้อนภาพความพยายามปฏิรูปที่ต่างออกไป การออกแบบแผนผังตามระบบของยุโรปและอเมริกา (ไม่ใช่เมืองอาณานิคม)
เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะนำแนวคิดใหม่ในการลงทัณฑ์แบบสมัยใหม่มาใช้อย่างเต็มที่
แม้ว่าในเชิงรายละเอียดย่อมต้องมีความแตกต่างอันเกิดขึ้นจากความต่างในทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
แต่กระนั้นโดยภาพรวมก็ต้องถือว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างเต็มระบบ
ในกรณีสยาม ลักษณะลูกผสมของระบบยุติธรรมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะถูกยกเลิกไปภายหลังการปฏิวัติ 2475
โดยคุกในเวลาต่อมาจะถูกออกแบบตามแนวคิดทางอาชญาวิทยาสมัยใหม่ที่ว่าด้วยการแก้ไขผู้กระทำผิดให้ได้รับการฟื้นฟูและสามารถดำเนินชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพลเมืองดีภายหลังจากที่พ้นโทษออกไปแล้ว ซึ่งแนวคิดในอุดมคติเช่นนี้จะสะท้อนให้เห็นชัดผ่านการออกแบบคุกที่ “เรือนจำกลางบางขวาง” (ประเด็นนี้จะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เนื่องจากเป็นอีกประเด็นที่ต้องอธิบายแยกออกไป)
จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าคุกกองมหันตโทษ (สวนรมณีนาถ) เป็นผลผลิตทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ พื้นที่ภายใน การใช้สอย ตลอดจนการออกแบบรูปทรงอาคาร ล้วนมีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของระบบยุติธรรมและการราชทัณฑ์แบบสมัยใหม่ที่ยังไม่เป็นสมัยใหม่โดยสมบูรณ์
ความเป็นลูกผสมที่สะท้อนผ่านแผนผังและสถาปัตยกรรมดังกล่าว เป็นที่น่าเสียดายที่ได้ถูกรื้อทำลายไปแล้วโดยส่วนใหญ่เมื่อ พ.ศ.2534 เพื่อปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่กลางกรุงเทพฯ โดยให้ชื่อในเวลาต่อมาว่า “สวนรมณีนาถ”
โดยส่วนตัวเห็นว่า การสร้างสวนสาธารณะ ณ ตอนนั้น สามารถออกแบบให้อยู่ร่วมกันได้กับกลุ่มอาคารอีกเป็นจำนวนมากที่เป็นของเดิมในพื้นที่ อาจมีการรื้อทิ้งบางส่วน แต่ไม่ควรที่จะรื้อลงมากอย่างที่ได้ทำไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เป็นการทำลายประวัติศาสตร์ที่สำคัญไปโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมคุกเมืองนารา และย้อนกลับมามองโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ณ สวนรมณีนาถปัจจุบัน ได้แก่ “โครงการการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สวนรมณีนาถ” ที่ทางเจ้าของพื้นที่ต้องการทำให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมและการราชทัณฑ์ในรูปแบบใหม่
ส่วนตัวจึงอยากเสนอให้มีการปรับปรุงและรื้อฟื้นความทรงจำบางอย่างของพื้นที่ให้กลับคืนมาอีกครั้ง และออกแบบพื้นที่ให้กลายเป็นสวนสาธารณะแนวใหม่ที่สอดผสานพื้นที่สีเขียวเข้ากับประวัติศาสตร์ของคุกกองมหันตโทษ และประวัติศาสตร์การยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านของไทย
ซึ่งรายละเอียดข้อเสนอ ขอยกไปกล่าวต่อในตอนหน้า
