สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ชาวโลกลุ้นระทึกทุกวันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง สงครามจะลุกลามใหญ่โตขนาดไหน จะบานปลายกลายเป็นสงครามโลกหรือไม่ ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีอันหยิ่งผยอง ออกมาพูดหลังถล่มเมืองต่างๆ ในประเทศอิหร่านพังพินาศ สังหารผู้นำคนสำคัญๆ ตายเป็นเบือ ยิ่งทำให้กองทัพอิหร่านโกรธคับแค้น เติมเชื้อไฟสงครามให้โหมกระพือมากขึ้น
วันนี้พื้นที่ตะวันออกกลาง “ลุกเป็นไฟ” ในทุกหย่อมหญ้า กองทัพอิหร่านตอบโต้พันธมิตรของสหรัฐ อิสราเอล อย่างรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตราย การขนส่งสินค้าผ่านไปมาไม่ได้
แหล่งพลังงานใหญ่ๆ ทั้งก๊าซ น้ำมันที่อยู่ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน กาตาร์ เจออาวุธอิหร่านถล่มใส่จนต้องหยุดเดินเครื่อง คำว่าสันติภาพบนแผนที่โลกเลือนราง เศรษฐกิจโลกดิ่งด่ำลงเหว
ประเทศไทยหนีไม่พ้นต้องเจอบ่วงกรรมวิกฤตเหมือนๆ ทั่วโลก การวางแผนรับมือให้ประเทศรอดพ้นจากห้วงอันตรายเช่นนี้ อยู่ที่ฝีมือรัฐบาล “หนู” จะควบคุมสินค้าไม่ให้ราคาพุ่งทะลุ เงินเฟ้อสูงได้แค่ไหน
ส่วนชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราๆ ทำได้แค่เพียงภาวนาให้อยู่รอดปลอดภัยมีกินมีใช้เป็นวันๆ ไปก็เป็นพอ
กลับมาเรื่องเล็กๆ เมื่อเทียบกับปัญหาโลกแต่ไม่จิ๊บจ๊อยสำหรับชาวบ้านที่อยู่รอบๆ คลองสินปุนซึ่งเป็นคลองที่มีต้นน้ำอยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ไหลผ่านจังหวัดนครศรีธรรมราชรวมกับแม่น้ำตาปีที่ตำบลสินปุน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คลองสินปุนมีปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสียแทบทุกปี สาเหตุมาจากโรงงานที่ตั้งอยู่ริมคลองปล่อยน้ำเน่าเสียลง เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ชาวบ้านพบน้ำในคลองสินปุนไหลผ่านตำบลกุแหระ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสีดำส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง
ผู้นำชุมชนกุแหระเข้าไปในจุดเกิดเหตุคลองสินปุนพบปลาตายลอยเกลื่อน ตั้งข้อสงสัยว่า แหล่งปล่อยน้ำเสียน่าจะมาจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในพื้นที่อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่
สื่อไทยพีบีเอสรายงานว่า โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมีบ่อบัดน้ำเสียหลายบ่อ บางบ่อก่อสร้างติดกับคลองสินปุนและอยู่ระหว่างซ่อมแซมท่อระบายน้ำเสียเกิดความผิดพลาดทำให้น้ำเสียไหลลงคลองมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกุแหระราว 1,000 คน
“อุทธร ศรเศษตรินทร์”กำนันตำบลกุแหระ บอกกับนักข่าวไทยพีบีเอสว่า ปลาตายในคลองสินปุนเป็นเพราะน้ำเสีย ชาวกุแหระแจ้งอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชและทางอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีฯ ประสานไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ พบสาเหตุโรงงานล้างท่อ แต่ผู้รับเหมาทำเลินเล่อทำให้น้ำเสียไหลลงคลองสินปุนราว 200 ลูกบาศก์ลิตร
ต่อมานายสุทธินันท์ บัวดวง นายอำเภอลำทับ มอบหมายนางสาวบุษยากรณ์ บุญทอง ปลัดอำเภอฝ่ายอำนวยความเป็นธรรม นายภควัฒน์ ทองมาก ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นายธีระศักดิ์ พูลเงิน กำนันตำบลลำทับ นำทีมไปตรวจสอบข้อเท็จจริงการปล่อยน้ำเสียลงคลองสินปุน
ผลการตรวจสอบบริษัท ไทยอินโด ปาล์มออยล์ แฟคทอรี่ จำกัด ยอมรับว่า สาเหตุเกิดจากการรื้อท่อระบายน้ำเก่าของโรงงาน และบริษัทจะเร่งแก้ปัญหาน้ำเสียภายใน 7 วัน
เวลาผ่านไปเกือบเดือน ยังไม่มีวี่แววว่าปัญหาน้ำเสียในคลองสินปุนได้รับการบำบัดแก้ไขแล้ว มิหนำซ้ำ ยังมีรายงานอีกว่า เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงานไปดูจุดเกิดเหตุพร้อมกับตรวจสอบน้ำในคลองสินปุน และกล่าวอ้างว่ามีคุณภาพน้ำตามมาตรฐานทำให้ชาวบ้านเกิดข้อสงสัยเคลือบแคลง เพราะการตรวจสอบเกิดขึ้นภายหลังที่น้ำเปื้อนพิษเจือจางมาหลายวัน
สื่อไทยพีบีเอสเกาะติดเรื่องนี้ รายงานเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองสินปุนไม่คืบหน้าเพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบใส่เกียร์ว่างโยนกันโยนกันมาบ้างก็บอกว่าไม่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ ต้นเหตุอยู่กระบี่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่สุราษฎร์ฯ จนไม่รู้ว่า หน่วยงานใดคือเจ้าภาพแก้ปัญหาจริงๆ
ย่างเข้าเดือนมีนาคม สถานการณ์น่าคลี่คลายไปตามธรรมชาติเพราะในพื้นที่กระบี่มีฝนตกทำให้สารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำเจือจางลงไปเยอะ
แต่ในอีกไม่ช้า ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองสินปุนต้องวนกลับมาอีก เพราะสายน้ำแห่งนี้มีความยาว 30 กิโลเมตร ไหลผ่าน 3 จังหวัด นอกเหนือจากโรงกลั่นน้ำมันปาล์มแล้วยังมีโรงงานยางพาราและโรงงานอื่นๆ ตั้งอยู่แนวริมลำคลอง รวมถึงบ้านเรือนรายรอบสองฝั่ง โอกาสจะมีน้ำเน่าเสียไม่ได้รับการบำบัดไหลลงสู่ลำคลองเป็นไปได้สูง ถ้ารัฐ เจ้าของโรงงาน และชุมชนไม่ร่วมกันแก้ไขที่ต้นตอปัญหานั่นคือการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่คลอง
ปัญหาน้ำเน่าเสียในแม่น้ำลำคลองเป็น 1 ในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่แก้กันจบสิ้น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ระหว่างปี 2559-2568 จำนวน 2,418 แห่งพบคุณภาพน้ำไม่ผ่านมาตรฐาน ร้อยละ 30
สาเหตุหลัก อย่างที่กล่าวเบื้องต้นนั่นคือ ชุมชน ครัวเรือน โรงงานระบายน้ำทิ้งโดยไม่ได้บำบัด ในพื้นที่ใดที่ชุมชนอยู่กันหนาแน่น ระบบบำบัดน้ำเสียไม่เพียงพอ ชุมชนนั้นๆ จะเจอปัญหาน้ำเน่าเสียรุนแรงมากขึ้น
อีกสาเหตุมาจากภาคเกษตร เนื่องจากชาวนาชาวไร่ใช้สารเคมีกันอย่างแพร่หลาย ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำที่ปนเปื้อนมลพิษจะไหลลงสู่คูคลอง แม่น้ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่แม่น้ำและคลองหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง คลองแสนแสบ กรุงเทพมหานคร หรือคลองสำโรง สมุทรปราการ ล้วนมีคุณภาพน้ำเสื่อมอย่างรุนแรง
ในช่วงที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษพยายามแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยตั้งเจ้าหน้าที่สังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก.ปทส. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมเป็นเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ มีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้ใช้เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพน้ำ เรียนรู้ระบบบำบัดน้ำเสียและการเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งตามหลักวิชาการ
พนักงานควบคุมมลพิษมีหน้าที่ออกตรวจสอบแหล่งปล่อยน้ำเน่าเสีย ถ้าพบใครฝ่าฝืนจะลงโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อเร็วๆ นี้ คุณสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ในปี 2569 ได้ตั้งเป้าส่งเจ้าหน้าที่ควบคุมมลพิษออกตระเวนตรวจสอบแหล่งน้ำเน่าเสียในกรุงเทพมหานคร 460 แห่ง
การลุยตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ควบคุมมลพิษ ถ้าทำจริงจังเข้มข้นสามารถเอาคนผิดมาลงโทษให้เป็นตัวอย่าง การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
แต่การบังคับใช้กฎหมายเป็นการแก้ปัญหาปลายทาง ต้นทางสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนตื่นตัวตระหนักรู้ว่า การปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัดมีผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อม กลายเป็นแหล่งมลพิษ เมื่อนำน้ำมาใช้ดื่มกินมีผลต่อสุขภาพ
ลองคลิกเข้าไปถามเอไอว่า ประเทศไหนประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย เอไอตอบกลับมาในเสี้ยววินาทีว่า หลายประเทศมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย 1 ในนั้นคือ ประเทศเยอรมนี
เอไอบอกว่า วิธีแก้ปัญหาน้ำเสียของเยอรมนีเป็นการออกกฎหมายและบังคับใช้อย่างเข้มงวด มีอยู่ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติน้ำแห่งสหพันธรัฐ (Federal Water Act) และระเบียบว่าด้วยการใช้น้ำ (Water Framework Directive) มีข้อกำหนดการใช้น้ำการปล่อยน้ำเสียและการบำบัดน้ำเสียอย่างถูกวิธีก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
เยอรมนีจัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย สนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรอย่างยั่งยืน ลดการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนสารพิษโดยใช้ระบบเกษตรธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี และปุ๋ยยาฆ่าแมลง
ขณะเดียวกัน เยอรมนีรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ อบรมเด็กนักเรียน ชุมชนให้เห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และป้องกันมลพิษรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและทำความสะอาดแหล่งน้ำ
เมื่อถามเอไอว่า ทำไมประเทศไทยจึงแก้ปัญหาน้ำเสียไม่ได้ มีคำตอบกลับมายาวเหยียด แต่สรุปได้ว่า การบังคับใช้กฎหมายของบ้านเราอ่อนแอ การขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำเสียมากขึ้น ระบบบำบัดมีไม่เพียงพอ และผู้คนในชุมขนขาดการตระหนักรู้ในการบำบัดน้ำเสีย
ท้ายสุด เอไอยังบอกอีกว่า “ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อม ปัญหาน้ำเสียจึงถูกละเลย”
