คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
สัปดาห์ที่แล้วผมชวนคุยถึงเรื่องตำรวจออกใบสั่งจราจรให้กับผม และประเด็นเรื่องความคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้คำอธิบายว่าประชาชนทำอะไรได้บ้างเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้รับความสะดวกตามควรแก่กรณีด้วย
สัปดาห์นี้เราจะไม่ไปโรงพักแล้วนะครับ แต่เราจะไปเที่ยวโรงพยาบาลกัน
หัวข้อการสนทนาเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งเมื่อพบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันคือ ใครมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ไปหาหมอที่ไหน เวลาไปหาหมอไปอย่างไร และต้องไปบ่อยแค่ไหน
หัวข้อแบบนี้คุยกันได้สนุกมากเพราะทุกคนมีข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน ถึงแม้ไม่ป่วยเป็นอะไรมากถึงขนาดที่เป็นอันตรายแก่ชีวิตแต่ผมและเพื่อนในวัยเดียวกันก็ต้องไปหาหมออยู่เป็นประจำ
นึกดูก็แล้วกันครับว่ารถยนต์เก่าเราต้องซ่อมแซมบ่อยแค่ไหน รถยนต์ที่เราใช้มาสิบกว่าปีเริ่มเจ็บออดๆ แอดๆ แล้ว ต้องส่งเข้าอู่อยู่เนืองๆ
นี่ร่างกายของผมใช้งานตะบี้ตะบันมา 70 กว่าปีแล้วจะไม่ให้เข้าโรงพยาบาลกันบ้างได้อย่างไร
เมื่อเพื่อนถามว่าผมต้องไปหาหมอด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่แรกบอกเพื่อนว่ามีอยู่ไม่กี่โรคหรอก แต่พอนับเข้าจริงแล้วก็เยอะเหมือนกัน
ขึ้นต้นตั้งแต่โรคประจำตัวเก่าแก่ที่เป็นมาตั้งแต่เกือบ 40 ปีก่อน คือโรคกรดไหลย้อน หลังจากนั้นก็สะสมโรคเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โรคความดันสูง โรคทางเดินหายใจซึ่งผมเคยมีอาการหลอดลมอักเสบมาครั้งหนึ่งแล้วเลยต้องดูแลต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้
โรคหยุดหายใจระหว่างนอนหลับและหยุดบ่อยจนกระทั่งต้องใช้เครื่องมือช่วยให้หยุดหายใจน้อยลงบ้าง
โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทซึ่งอาการทุเลาไม่เจ็บปวดแล้วแต่ยังต้องติดตามอาการอยู่
โรคเกี่ยวกับตาที่เป็นต้อกระจกและผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ไปแล้วแต่ยังต้องติดตามอาการอยู่เหมือนกัน
หมอหัวใจซึ่งถึงแม้ผมไม่มีโรคหัวใจอะไรที่ซีเรียสแต่ก็มีข้อควรระมัดระวังติดตามความเปลี่ยนแปลงของหัวใจอย่าให้เกิดเหตุเกิดขึ้นได้
ล่าสุดนี้ แถมด้วยหมอโรคเบาหวานอีกหนึ่งหมอ ถึงแม้จะไม่ถึงระดับที่เป็นเบาหวานแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากทั้งพ่อและน้องชายของผมมีโรคเบาหวานด้วยกันทั้งคู่ ผมจึงต้องคอยเฝ้าระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ
นั่นหมายความว่าผมมีหมอที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผมเป็นประจำอยู่แล้วอย่างน้อยหกคน ไม่นับโรคจร เช่น เป็นไข้เลือดออกเสียเมื่อสองสามปีก่อนนะครับ
ยังโชคดีที่หมอทุกคนเป็นคุณหมอที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งผมได้ผูกพันตนเป็นคนไข้มาตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว
พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วขอขยายความหน่อยว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นี้ไม่ได้สังกัดอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากแต่เป็นโรงพยาบาลของสภากาชาดไทย เพียงแต่ว่าคณะแพทยศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปใช้พื้นที่การเรียนการสอนอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และมีธรรมเนียมปฏิบัติที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ของจุฬาฯ จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ควบคู่กันไปด้วยเสมอ
ด้วยความสัมพันธ์แบบนี้ รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากคณะนิติศาสตร์ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานเก่าของผม ผมจึงมีเลขทะเบียนเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา นี่ก็ 34 ปีแล้วนะครับ
นี่เขียนไปเขียนมาทำไมกลายเป็นเล่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของตัวเองก็ไม่รู้ ขออภัยด้วยครับ
เรื่องจริงที่อยากจะเล่าคือ ในอดีตเวลาใครไปโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลจุฬาฯ หรือโรงพยาบาลไหนๆ ก็ตาม ทุกคนทำใจไว้เลยว่าต้องอุทิศเวลาให้โรงพยาบาลหนึ่งวัน ต้องออกจากบ้านก่อนตะวันขึ้นเพื่อไปรอคิวที่โรงพยาบาล
บ่อยครั้งที่กว่าจะได้พบคุณหมอก็ใกล้เที่ยงเข้าไปแล้ว
ตอนบ่ายก็ยังกลับบ้านไม่ได้เพราะต้องเข้าคิวรอยาอีก 2 ชั่วโมง กลับถึงบ้านตอนเย็นใกล้ค่ำหมดแรงกันพอดี
วิธีปฏิบัติอย่างที่ว่ามาข้างต้นไม่มีการบริหารจัดการอะไรทั้งนั้น ระบบกำหนดให้คุณหมอนัดคนไข้ทุกคนมาเข้าแถวรอไว้ตั้งแต่เช้า คนไข้รายไหนเอารองเท้าแตะมาวางจองคิวไว้ได้ก่อนก็จะได้พบคุณหมอก่อน ระบบแบบนี้จึงเอื้อให้มีคนมาเข้าคิวแทนคนไข้ตัวจริงและเป็นอาชีพหาลำไพ่อีกอาชีพหนึ่งที่มีมายาวนานคู่กับโรงพยาบาล
แต่ประมาณสองหรือสามปีที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวกลายเป็นภาพในอดีตของโรงพยาบาลจุฬาฯ ไปแล้ว เพราะระบบที่อยู่ในปัจจุบัน การลงนัดหมายให้คนไข้เพื่อให้คนไข้แต่ละรายมาพบคุณหมอจะกำหนดเวลาเป็นช่วงที่ชัดเจน แต่ละช่วงมีระยะเวลา 1 ชั่วโมง ไม่ต้องมาออกันคับคั่งตั้งแต่เช้า
ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมก็แล้วกันครับ
เมื่อวานนี้ (23 มิถุนายน 2569) ผมต้องไปหาคุณหมอที่ดูแลเรื่องโรคกรดไหลย้อน
ใบนัดของผมบอกว่าคุณหมอจะออกตรวจเวลาบ่ายโมง ทำให้ผมเข้าใจว่าเวลาตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงบ่าย 2 โมงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับผมนั้น คุณหมอจะนัดคนไข้มาเป็นจำนวนพอสมควรแก่เวลาว่าภายใน 1 ชั่วโมงคุณหมอควรจะพบคนไข้ได้กี่คน นอกจากจำนวนนั้นไปคุณหมอหรือโรงพยาบาลก็ให้มาพบแพทย์ตอนบ่ายสามโมง
เมื่อผมรู้แล้วว่าผมจะต้องพบคุณหมอตอนบ่ายโมง ระบบของโรงพยาบาลจุฬาฯ กำหนดให้ผมไปกดปุ่มที่ตู้อัตโนมัติซึ่งตั้งอยู่ที่ลานกว้าง ด้านล่างของอาคารที่ผมต้องไปหาคุณหมอได้ล่วงหน้าไม่มากกว่า 1 ชั่วโมงก่อนเวลาพบแพทย์
เพราะฉะนั้นถึงแม้ผมจะขยันไปกดปุ่มตอน 10 โมงเช้า ระบบก็จะไม่พูดจากับผม ทุกคนจะต้องทยอยกันมาพบแพทย์ตามเวลานัด เป็นระบบกระจายคนไม่กระจุกคนมาไว้ด้วยกัน
เมื่อผมไปยืนอยู่ที่หน้าตู้แล้วผมต้องสอดบัตรประจำตัวประชาชนเข้าไปในช่องที่อยู่ที่ตู้นั้นเพื่อตรวจสอบสิทธิต่างๆ ในการใช้บริการ เช่น ผมเป็นข้าราชการบำนาญสามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากหลวงได้ เป็นต้น
ตู้แสนรู้นี้เมื่อทราบว่าผมเป็นใครมาจากไหน ตู้ก็จะมอบกระดาษแผ่นยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือให้ผมหนึ่ง เรียกว่า ใบนำทาง ซึ่งมีหมายเลขกำกับอยู่และมีข้อมูลบอกว่าผมต้องไปพบคุณหมอที่ตึกไหนชั้นไหน
เมื่อวานนี้ เลขที่ออกคือ BL 69 นี่เป็นเลขนำโชคของผมละ
จากที่นั่นผมไปที่ตึกจักรีทศมฯ ชั้น 12 เมื่อไปถึงแล้ว ผมก็ต้องชั่งน้ำหนักและวัดความดันด้วยเครื่องอัตโนมัติที่วางไว้ให้บริการแบบทุกคนทำเองก็ได้ง่ายจัง
ขณะชั่งน้ำหนักและวัดความดันนี้ เราต้องสอดบัตรประชาชนไปที่เครื่องด้วยเพื่อข้อมูลที่วัดได้จะเชื่อมโยงเข้าระบบและวิ่งตรงไปหาคุณหมอที่เราจะได้พบเลยทีเดียว ไม่ต้องจดใส่กระดาษหรือท่องจำไปให้ลืมเสียกลางทาง
เสร็จจากขั้นตอนนี้ ผมจะนั่งรอเวลาเข้าไปรายงานตัวกับคุณพยาบาล โดยมีจอเหมือนทีวีขนาดใหญ่ที่บอกว่าเวลานี้เป็นคิวของผู้ถือใบนำทางหมายเลขนั้น หมายเลขนี้ เข้าไปรายงานตัวกับคุณพยาบาลเพื่อแสดงตัวว่าเรามาถึงแล้ว
ผมรออยู่ไม่นานหมายเลขนำโชคของผมปรากฏขึ้นบนจอ ผมรีบไปเข้าแถวเพื่อพบคุณพยาบาลที่เคาน์เตอร์
คุณพยาบาลได้บอกให้ผมนั่งรอพบคุณหมออยู่หน้าห้องตรวจซึ่งอยู่ถัดไปตอนใน
หน้าห้องนั้นก็มีเก้าอี้ให้นั่งรอครับ และมีจอแขวนอยู่ในระดับเหนือสายตาบอกให้รู้ด้วยเหมือนกันว่า คุณหมอในห้องนั้นพร้อมจะตรวจคนไข้ที่มีใบนำทางหมายเลขอะไร
ห้องตรวจของผมเมื่อวานนี้เป็นห้องหมายเลข 23 เนื่องจากผมกดใบนำทางมาตั้งแต่เที่ยงเศษนิดเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อผมไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องตรวจหมายเลข 23 จึงเหลือเวลาอีกพอสมควรกว่าจะบ่ายโมง
ครั้นได้เวลาที่คุณหมอออกตรวจคนไข้ จอที่อยู่ตรงหน้าก็บอกว่าได้เวลาที่ผมจะพบคุณหมอแล้ว ผมก็เข้าไปให้คุณหมอซักไซ้อาการตามวิชาชีพของคุณหมอ
ปิดท้ายด้วยการที่คุณหมอจะสั่งยาลดกรดให้ผมตามเคย ส่วนวิตามินอีที่เคยสั่งเมื่อรอบก่อนคราวนี้ไม่ต้องกินแล้ว
ทุกอย่างเสร็จสรรพภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที
ออกจากห้องหมายเลข 23 แล้ว ผมได้รับคำบอกจากคุณพยาบาลหน้าห้องว่าให้ผมไปทำนัดเพื่อพบคุณหมอคราวต่อไปที่เคาน์เตอร์บี แล้วไปรับใบสั่งยาที่เคาน์เตอร์เอฟ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ไม่ห่างไกลกันเลย ถ้าตั้งสติให้ดีก็ต้องหาพบครับ
เมื่อได้รับใบสั่งยาแล้วผมมีหน้าที่ต้องไปจ่ายเงินที่ห้องการเงินซึ่งอยู่ห่างจากเคาน์เตอร์เอฟไม่เกินห้าก้าว ขณะนั้นเห็นว่ามีคนเข้าแถวรอจ่ายเงินอยู่สี่คน ผมไปยืนต่อแถวเป็นคนที่ห้า
แต่เมื่อมองเฉียงไปทางซ้ายมือนิดเดียวก็จะพบว่ามีตู้จ่ายเงินอัตโนมัติซึ่งสามารถสแกนจ่ายได้ และตู้ที่ว่านี้ก็มีคุณพนักงานหนึ่งคนคอยอธิบายอำนวยความสะดวกอยู่ด้วย ผมจึงทดลองใช้บริการเสียหน่อย ว่าแล้วผมก็เดินออกจากแถวไปอยู่ที่หน้าตู้ชำระเงิน โดยใช้บัตรประชาชนของผมยืนยันสิทธิว่า ค่ายาของผมนั้นทางราชการของเงินให้เท่าไรและผมต้องจ่ายเองอีกเท่าไร ส่วนที่ต้องจ่ายเองก็สแกนจ่ายโดยใช้โทรศัพท์มือถือเราสื่อสารกับตู้จ่ายเงินที่ว่า
ทุกอย่างเรียบร้อยภายในอึดใจเดียว
จ่ายเงินแล้วอย่าเพิ่งกลับบ้านครับ คุณพนักงานประจำตู้บอกว่าให้ลงไปรับยาที่ตึกจักรีทศมฯ คือตึกเดียวกันชั้นสอง
เมื่อลงลิฟต์ไปถึงหน้าห้องจ่ายยา ที่ตรงนั้นก็มีเก้าอี้ให้นั่งคอยเพื่อดูจอเรียกหมายเลขใบนำทางของเรา (อีกแล้ว) ไปรับยา
ปรากฏว่าเมื่อวานนี้ผมยังไม่ทันนั่งเลยครับ หมายเลขใบนำทางของผมปรากฏขึ้นบนจอเสียแล้ว ผมก็ไปรับยาที่ช่องหมายเลขสี่ โดยคุณเภสัชกรอธิบายว่ากินยาอะไรอย่างไร จบแล้วก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้
เมื่อวานนี้ผมใช้เวลาแต่ไปถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ เวลาประมาณเที่ยงสิบนาที และเดินทางกลับออกมาจากโรงพยาบาลเวลาอีก 10 นาทีจะบ่าย 2 โมง
สรุปว่าผมใช้เวลาอยู่กับขั้นตอนและกระบวนการทั้งหลาย 1 ชั่วโมง 40 นาที ระบบทุกอย่างเข้าใจได้และเป็นเหตุเป็นผล เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วชีวิตของเรามีความสุขสิครับ
เรื่องนี้อาจใช้เป็นกรณีศึกษาได้เป็นอย่างดีว่า เรื่องบางอย่างที่ทำต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องทำไปตลอดปีตลอดชาติ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา เมื่อมนุษย์มีประสบการณ์และทางเลือกเพิ่มขึ้น เราอาจวางระบบที่ทำให้การใช้ชีวิตของผู้คนมีความสะดวกสบายขึ้นได้ง่ายกว่ายุคสมัยเดิมมาก ขอแต่เพียงให้เรามีความกล้าที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
เหลียวไปรอบตัวเรา การให้บริการประชาชนของระบบราชการยังมีโอกาสที่จะพัฒนาได้อีกมาก ขอแต่ให้อยากจะพัฒนา อยากจะเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
ถ้าคิดไม่ออกว่าจะพัฒนาอย่างไร ขอให้มาหาคุณหมอสมองที่โรงพยาบาลจุฬาฯ สักรอบ กลับบ้านไปรับรองว่าสมองมีความคิดฉับไวเลยทีเดียว
ของพรรค์นี้ต้องลองดูครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
