bg-single

เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปลี่ยนการสอบ ปรับหลักสูตร แล้วสร้างวิชาชีพให้เข้มแข็ง

03.07.2026

คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

เมื่อใช้การสอบเป็นการคัดเลือกครู สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ เราต้องยกเครื่องการสอบและข้อสอบใหม่ จากเดิมข้อสอบบรรจุครูให้ความสำคัญกับข้อสอบแบบปรนัย รวมไปถึงเนื้อหาที่น่ากังขา

เห็นได้จากข้อสอบ ภาค ก. นั้นสอดคล้องกับการสอบข้าราชการพลเรือนมากกว่า ทั้งยังไม่สะท้อนศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ ต่างไปจากประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ที่ข้อสอบในรอบแรกนั้นนอกจากเกี่ยวกับหลักสูตรของกระทรวงแล้ว ยังมีเนื้อหาด้านปรัชญาการศึกษา, ประวัติศาสตร์การศึกษา, การประเมินผล, วิธีการสอน, จิตวิทยา สังคมแห่งการศึกษา การบริหารการศึกษา รวมไปถึงการให้คำปรึกษาและแนะแนว

ปัญหาที่หนักกว่านั้น จากที่ผ่านตา และเท่าที่ฟังมาจากผู้เข้าสอบ ข้อสอบภาค ข. ของวิชาเอกนั้น อาจจะง่ายกว่าข้อสอบโอเน็ตซึ่งเป็นข้อสอบของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา บางคนบอกด้วยซ้ำว่า การอ่านหนังสือเพื่อติวสอบครูภาค ข. นั้น ใช้วิธีการฝึกทำจากข้อสอบโอเน็ตเป็นหลัก ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกัน แทนที่ข้อสอบครูที่ควรจะมีความรู้มากกว่า แต่กลับไปใช้ข้อสอบความยากระดับเดียวกับการสอบนักเรียน หากเรามุ่งมั่นจะสร้างวิชาชีพครูให้เข้มแข็งและมีคุณภาพแล้ว การคัดคนด้วยกลไกเช่นนี้จึงมิอาจคาดหวังคุณภาพได้มากนัก

ดังนั้น มีทางออกใดได้บ้าง ผู้เขียนมี 3 ประเด็นที่ชวนครุ่นคิด คือ รูปแบบข้อสอบแบบปรนัย/อัตนัย และการให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ลึกซึ้งสมศักดิ์ศรีกับบัณฑิตครูในสาขาวิชาต่างๆ

ประเด็นแรก การใช้ข้อสอบปรนัยนั้นในหลายประเทศใช้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับข้อสอบอัตนัย เช่น มาเลเซียเป็นข้อสอบจิตวิทยาและทัศนคติ 4 ด้าน จากนั้นก็ถูกคัดไปสอบสัมภาษณ์และสาธิตการสอน ขณะที่อเมริกาจะใช้ข้อสอบปรนัยวัดความรู้วิชาเอกระดับลึก ขณะที่อัตนัยจะเป็นการเขียนอธิบายสถานการณ์และวิเคราะห์นักเรียน ขณะที่เกาหลีใต้ใช้ข้อสอบอัตนัยทั้งหมด เน้นเรียงความทฤษฎีการศึกษา การสอบอัตนัยเติมคำและเขียนอธิบายวิชาเอก ส่วนฝรั่งเศสจะเน้นเรียงความปรัชญายาวหลายหน้ากระดาษ

ประเด็นที่ 2 คือ เนื้อหาของข้อสอบนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องปลดล็อก “ความเป็นข้าราชการ” ในข้อสอบออกไป เน้นไปที่ข้อสอบที่เน้นการประเมินความเป็นครูในด้านต่างๆ คู่ไปกับทักษะในวิชาเอกของสาขาวิชาต่างๆ และเพื่อให้เห็นทักษะที่เป็นรูปธรรม

ประเด็นที่ 3 คือ การสอบสอนเพื่อวัดความสามารถของครูในชั้นเรียน ก็ควรเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าจะเป็นการสอนที่อัดเป็นคลิปวิดีโอไว้ หรือการสอบสอนตามสถานการณ์สดๆ ที่เกิดขึ้นจากโจทย์ในพื้นที่

หลายครั้งเราได้ครูที่มีความสามารถในการทำข้อสอบ แต่ไม่สามารถรับมือกับการสอนจริงๆ ได้

การสอบที่มีคุณภาพจะสามารถทำให้เกิดกระบวนการย้อนกลับไปที่การผลิตครู รวมไปถึงการพัฒนาทักษะของผู้เรียนครูอย่างจริงจังอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสอบแบบอัตนัยนั้นก็มีเรื่องต้องระมัดระวัง นั่นคือ ความเป็นธรรมในการให้คะแนน และการกินเวลาในการตรวจข้อสอบ

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การเปลี่ยนแปลงแนวข้อสอบให้ยากนั้นอาจส่งผลต่อการขาดแคลนครูที่จะบรรจุได้

เคยมีปรากฏการณ์ “ข้อสอบยาก” จนทำให้มีผู้ผ่านเกณฑ์ได้น้อยในปี 2558 ที่มีการเปิดสอบ 2 รอบแรกผ่านเกณฑ์เพียง 6.1% ส่วนรอบสองผ่านเกณฑ์เพียง 19.12% และปี 2559 ที่ผ่านเพียง 8.97% จากคนจำนวนเรือนแสน

แต่รากเหง้าของปัญหานี้ไม่ได้มาจากข้อสอบยากเกินไป เท่ากับว่าคุณภาพผู้สอบต่างหากที่มีปัญหา การปรับข้อสอบให้ง่ายเพื่อให้ผู้สอบสอบได้ คงไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ถ้าเกิดปัญหาเช่นนั้นจริง อาจแก้ไขปัญหาล่วงหน้ากรณีครูที่สอบผ่านเกณฑ์ปีที่ผ่านมาให้บัญชีมีอายุที่ยาวขึ้นหรือวิธีสารพัดที่จะแก้ไข

อีกประเด็นที่จะควรจะคำนึงคือ การยกระดับคุณภาพวิชาชีพครูที่สัมพันธ์กับการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร

ข้อมูลที่น่าสนใจที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ภายใต้ข้อเสนอทั้งหลาย เคยมีการเสนอให้ผลิตครูโดยใช้เวลา 6 ปี ที่มาของข้อเสนอนี้ก็เพื่อต้องการยกระดับครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ให้เทียบเคียงได้กับกระบวนการผลิตหมอ ทั้งยังได้ตัวอย่างมาจากต่างประเทศ ดังนั้น ระหว่างฝึกงานก็จะได้เงินเดือน และยังมองว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้มาเป็นครูอยู่ในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี สิ่งนี้จะทำให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ในกระบวนการนี้นักศึกษายังจะได้ทุนการศึกษาเป็นแรงจูงใจ จุดแข็งคือ สามารถคัดเลือกคนเก่งเข้ามา แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูกติงว่าใช้เวลามากและค่าใช้จ่ายสูง จึงปรับลดให้เหลือเพียง 5 ปี การผลิตครู 5 ปี เริ่มนำร่องในปี 2547 และกลายเป็นมาตรฐานที่ใช้ในหลักสูตรปริญญาตรีเหมือนกันทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ภายใต้ระบบนี้การเรียนทฤษฎีและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนทั้งในวิชาชีพครู วิชาเอกเป็นเวลา 4 ปี และการฝึกสอน 1 ปีเต็ม ทำให้สัดส่วนการเรียนการสอนมีความเข้มข้นกว่าการเรียนหลักสูตรเดิมที่เรียนเพียง 4 ปี ตัวอย่างหลักสูตร 4 ปี เมื่อเทียบกับ 5 ปี คือ จำนวนหน่วยกิตเดิม ฝึกสอน 1 เทอม ก็ปรับเป็น 2 เทอม วิชาครูที่เคยเรียน 41 หน่วยกิต ก็เพิ่มเป็น 50 หน่วยกิต วิชาเอกจาก 60 หน่วยกิต ก็เพิ่มเป็น 74 หน่วยกิต

ในทางตรงกันข้าม หลังรัฐประหาร 2557 เกิดการหักดิบลดจำนวนปีการผลิตลงเหลือเพียง 4 ปี โดยมิได้ทำการประเมินผลกระทบอย่างกว้างขวาง เพียงแต่มองว่า การลดการเรียนลงจะช่วยให้ประหยัดเวลา แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพการผลิตที่ตามมา จนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำให้หลักสูตรการผลิตครูเหลือเพียง 4 ปีในที่สุดในปี 2561 แม้ว่าจะมีความเห็นแย้งเพียงใดก็ตาม ในหลักสูตรนี้ การฝึกสอนในโรงเรียนถูกลดเวลาเหลือเพียง 1 เทอม สัดส่วนวิชาเอกถูกลดเวลาลง ซึ่งส่งผลต่อความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ นอกจากนั้น ด้วยเวลาที่จำกัด และเงื่อนไขที่พวกเขาจะต้องใช้เวลาในโรงเรียน นักศึกษายังจำเป็นต้องเข้าไปสังเกตการณ์ที่โรงเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 โดยที่นักศึกษาเองยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอ เช่นเดียวกับวุฒิภาวะที่ยังอาจไม่มากพอที่จะเข้าไปโรงเรียน แทนที่นักศึกษา โรงเรียน และนักเรียนจะสมประโยชน์กับการเข้าไปฝึกสอน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

การกลับมาทบทวนการพัฒนาคุณภาพการผลิตครู คงไม่ถึงกับไปใช้หลักสูตร 6 ปี แต่เราคงต้องทบทวนอย่างจริงจังกับหลักสูตรผลิตครู 4 ปีที่ผ่านมาหลายปีนั้น สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพได้อย่างที่เชื่อกันหรือไม่ เวลาที่ใช้ 4 ปีเพียงพอหรือไม่กับความรู้และทักษะที่บัณฑิตครูพึงได้พึงมี

นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือ คำถามถึงความเป็นไปได้ในการผลิตครูคุณภาพสูงว่า ควรอยู่บนเส้นทางใด แก่นแกนเนื้อหาของวิชาชีพครูนั้นควรถูกท้าทายจากแบบเดิมๆ จากการศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศหรือไม่ เช่น เกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับวิชาปรัชญาการศึกษา ประวัติศาสตร์การศึกษา ฯลฯ

เราคงรอให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังเกิด โดยไม่ทำอะไรกับมันไม่ได้เด็ดขาด

นอกจากนั้น อีกหน่วยงานหนึ่งที่ส่งผลอย่างยิ่งต่อการผลิตครูก็คือ คุรุสภา โดยโครงสร้างแล้ว คุรุสภามิได้มีตัวแทนผู้เป็นปากเสียงให้แก่วิชาชีพอย่างที่ควรจะเป็นด้วย ดังที่มีผู้แสดงความคิดเห็นเรียกร้องในนามเพจครูขอสอนว่า ควรปรับแก้ไขสัดส่วนให้คณะกรรมการบริหารของคุรุสภาจะต้องมีตัวแทนวิชาชีพไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง และควรมาจากการเลือกตั้ง จากโครงสร้างแบบเดิมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งที่มาจากผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานราชการทั้งสิ้น นั่นคือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, เลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และเลขาธิการคุรุสภา

แม้บางคนอาจเคยเป็นครูบาอาจารย์ แต่สถานะของพวกเขานั้นถือว่าเป็นผู้บริหารมากกว่าจะเป็นตัวแทนของวิชาชีพครูในฐานะผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้น ย่อมไม่สะท้อนเสียงของคนใน หรือกล่าวได้ว่า ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ คุรุสภาจึงเป็นเสียงของรัฐมากกว่าเสียงของวิชาชีพ ต่างไปจากวิชาชีพอื่นที่กรรมการมีสัดส่วนวิชาชีพมากกว่าตัวแทนจากภาครัฐ

ในทางตรงกันข้าม ท่ามกลางปัญหาคุณภาพและวิกฤตต่างๆ ของครู คุรุสภาเองที่เป็นองค์กรวิชาชีพ ก็สร้างอุปสรรคและเงื่อนไขในการพัฒนา เช่น ข้อจำกัดของตัวเองด้วยการระบุว่า ในสถาบันผลิตครู หากอาจารย์ผู้ใดไม่ได้เรียนครูมา ก็ไม่อาจเป็นผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้ ทั้งที่บางคนมีประสบการณ์สอนมาแล้วนับสิบปี หรือมีผลงานวิชาการเป็นเชิงประจักษ์อยู่

ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ การผลิตครูจะยิ่งกีดกันคนนอกวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาเอกต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์อันกลับหัวกลับหางกับบอร์ดคุรุสภา วิชาชีพที่เข้มแข็งไม่ใช่การประกอบด้วยคนที่มีวุฒิเหมือนๆ กัน เรียนเหมือนๆ กัน ทั้งที่การเรียนรู้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความร่วมมือที่ข้ามศาสตร์และหลากหลาย

หากไม่ทบทวนการผลิตครูในเชิงโครงสร้างและการแก้ปัญหาที่รากลึก ปัญหาหนึ่งในแวดวงการศึกษาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข หรือไม่ก็พยายามปลุกปล้ำกับมันโดยไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่า ปัญหาคืออะไร ได้แต่ทำเพื่อทำ แก้เพื่อแก้ไปตามรูทีนเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’