เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปลี่ยนการสอบ ปรับหลักสูตร แล้วสร้างวิชาชีพให้เข้มแข็ง
คอลัมน์ CityZense
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- อ่าน เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ (2) ต้องคัดคนเรียน และลดจำนวนผลิตครู
- อ่าน การผลิตครูพันธุ์ใหม่เชิงปริมาณ กับคุณภาพที่น่ากังขา ความจริงอันน่าระคายหู
- อ่าน หยุดการลดคุณภาพการผลิตครู ด้วยการลดเงื่อนไขการคัดคน
- อ่าน ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย การกระจายอำนาจโรงเรียน ที่สุดท้าย ใครดี ใครได้
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
เมื่อใช้การสอบเป็นการคัดเลือกครู สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ เราต้องยกเครื่องการสอบและข้อสอบใหม่ จากเดิมข้อสอบบรรจุครูให้ความสำคัญกับข้อสอบแบบปรนัย รวมไปถึงเนื้อหาที่น่ากังขา
เห็นได้จากข้อสอบ ภาค ก. นั้นสอดคล้องกับการสอบข้าราชการพลเรือนมากกว่า ทั้งยังไม่สะท้อนศาสตร์การสอนและการเรียนรู้ ต่างไปจากประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ที่ข้อสอบในรอบแรกนั้นนอกจากเกี่ยวกับหลักสูตรของกระทรวงแล้ว ยังมีเนื้อหาด้านปรัชญาการศึกษา, ประวัติศาสตร์การศึกษา, การประเมินผล, วิธีการสอน, จิตวิทยา สังคมแห่งการศึกษา การบริหารการศึกษา รวมไปถึงการให้คำปรึกษาและแนะแนว
ปัญหาที่หนักกว่านั้น จากที่ผ่านตา และเท่าที่ฟังมาจากผู้เข้าสอบ ข้อสอบภาค ข. ของวิชาเอกนั้น อาจจะง่ายกว่าข้อสอบโอเน็ตซึ่งเป็นข้อสอบของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา บางคนบอกด้วยซ้ำว่า การอ่านหนังสือเพื่อติวสอบครูภาค ข. นั้น ใช้วิธีการฝึกทำจากข้อสอบโอเน็ตเป็นหลัก ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกัน แทนที่ข้อสอบครูที่ควรจะมีความรู้มากกว่า แต่กลับไปใช้ข้อสอบความยากระดับเดียวกับการสอบนักเรียน หากเรามุ่งมั่นจะสร้างวิชาชีพครูให้เข้มแข็งและมีคุณภาพแล้ว การคัดคนด้วยกลไกเช่นนี้จึงมิอาจคาดหวังคุณภาพได้มากนัก
ดังนั้น มีทางออกใดได้บ้าง ผู้เขียนมี 3 ประเด็นที่ชวนครุ่นคิด คือ รูปแบบข้อสอบแบบปรนัย/อัตนัย และการให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ลึกซึ้งสมศักดิ์ศรีกับบัณฑิตครูในสาขาวิชาต่างๆ
ประเด็นแรก การใช้ข้อสอบปรนัยนั้นในหลายประเทศใช้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับข้อสอบอัตนัย เช่น มาเลเซียเป็นข้อสอบจิตวิทยาและทัศนคติ 4 ด้าน จากนั้นก็ถูกคัดไปสอบสัมภาษณ์และสาธิตการสอน ขณะที่อเมริกาจะใช้ข้อสอบปรนัยวัดความรู้วิชาเอกระดับลึก ขณะที่อัตนัยจะเป็นการเขียนอธิบายสถานการณ์และวิเคราะห์นักเรียน ขณะที่เกาหลีใต้ใช้ข้อสอบอัตนัยทั้งหมด เน้นเรียงความทฤษฎีการศึกษา การสอบอัตนัยเติมคำและเขียนอธิบายวิชาเอก ส่วนฝรั่งเศสจะเน้นเรียงความปรัชญายาวหลายหน้ากระดาษ
ประเด็นที่ 2 คือ เนื้อหาของข้อสอบนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องปลดล็อก “ความเป็นข้าราชการ” ในข้อสอบออกไป เน้นไปที่ข้อสอบที่เน้นการประเมินความเป็นครูในด้านต่างๆ คู่ไปกับทักษะในวิชาเอกของสาขาวิชาต่างๆ และเพื่อให้เห็นทักษะที่เป็นรูปธรรม
ประเด็นที่ 3 คือ การสอบสอนเพื่อวัดความสามารถของครูในชั้นเรียน ก็ควรเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าจะเป็นการสอนที่อัดเป็นคลิปวิดีโอไว้ หรือการสอบสอนตามสถานการณ์สดๆ ที่เกิดขึ้นจากโจทย์ในพื้นที่
หลายครั้งเราได้ครูที่มีความสามารถในการทำข้อสอบ แต่ไม่สามารถรับมือกับการสอนจริงๆ ได้
การสอบที่มีคุณภาพจะสามารถทำให้เกิดกระบวนการย้อนกลับไปที่การผลิตครู รวมไปถึงการพัฒนาทักษะของผู้เรียนครูอย่างจริงจังอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสอบแบบอัตนัยนั้นก็มีเรื่องต้องระมัดระวัง นั่นคือ ความเป็นธรรมในการให้คะแนน และการกินเวลาในการตรวจข้อสอบ
ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การเปลี่ยนแปลงแนวข้อสอบให้ยากนั้นอาจส่งผลต่อการขาดแคลนครูที่จะบรรจุได้
เคยมีปรากฏการณ์ “ข้อสอบยาก” จนทำให้มีผู้ผ่านเกณฑ์ได้น้อยในปี 2558 ที่มีการเปิดสอบ 2 รอบแรกผ่านเกณฑ์เพียง 6.1% ส่วนรอบสองผ่านเกณฑ์เพียง 19.12% และปี 2559 ที่ผ่านเพียง 8.97% จากคนจำนวนเรือนแสน
แต่รากเหง้าของปัญหานี้ไม่ได้มาจากข้อสอบยากเกินไป เท่ากับว่าคุณภาพผู้สอบต่างหากที่มีปัญหา การปรับข้อสอบให้ง่ายเพื่อให้ผู้สอบสอบได้ คงไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ถ้าเกิดปัญหาเช่นนั้นจริง อาจแก้ไขปัญหาล่วงหน้ากรณีครูที่สอบผ่านเกณฑ์ปีที่ผ่านมาให้บัญชีมีอายุที่ยาวขึ้นหรือวิธีสารพัดที่จะแก้ไข
อีกประเด็นที่จะควรจะคำนึงคือ การยกระดับคุณภาพวิชาชีพครูที่สัมพันธ์กับการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร
ข้อมูลที่น่าสนใจที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ภายใต้ข้อเสนอทั้งหลาย เคยมีการเสนอให้ผลิตครูโดยใช้เวลา 6 ปี ที่มาของข้อเสนอนี้ก็เพื่อต้องการยกระดับครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ให้เทียบเคียงได้กับกระบวนการผลิตหมอ ทั้งยังได้ตัวอย่างมาจากต่างประเทศ ดังนั้น ระหว่างฝึกงานก็จะได้เงินเดือน และยังมองว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้มาเป็นครูอยู่ในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี สิ่งนี้จะทำให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ในกระบวนการนี้นักศึกษายังจะได้ทุนการศึกษาเป็นแรงจูงใจ จุดแข็งคือ สามารถคัดเลือกคนเก่งเข้ามา แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ถูกติงว่าใช้เวลามากและค่าใช้จ่ายสูง จึงปรับลดให้เหลือเพียง 5 ปี การผลิตครู 5 ปี เริ่มนำร่องในปี 2547 และกลายเป็นมาตรฐานที่ใช้ในหลักสูตรปริญญาตรีเหมือนกันทั่วประเทศในเวลาต่อมา
ภายใต้ระบบนี้การเรียนทฤษฎีและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนทั้งในวิชาชีพครู วิชาเอกเป็นเวลา 4 ปี และการฝึกสอน 1 ปีเต็ม ทำให้สัดส่วนการเรียนการสอนมีความเข้มข้นกว่าการเรียนหลักสูตรเดิมที่เรียนเพียง 4 ปี ตัวอย่างหลักสูตร 4 ปี เมื่อเทียบกับ 5 ปี คือ จำนวนหน่วยกิตเดิม ฝึกสอน 1 เทอม ก็ปรับเป็น 2 เทอม วิชาครูที่เคยเรียน 41 หน่วยกิต ก็เพิ่มเป็น 50 หน่วยกิต วิชาเอกจาก 60 หน่วยกิต ก็เพิ่มเป็น 74 หน่วยกิต
ในทางตรงกันข้าม หลังรัฐประหาร 2557 เกิดการหักดิบลดจำนวนปีการผลิตลงเหลือเพียง 4 ปี โดยมิได้ทำการประเมินผลกระทบอย่างกว้างขวาง เพียงแต่มองว่า การลดการเรียนลงจะช่วยให้ประหยัดเวลา แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพการผลิตที่ตามมา จนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำให้หลักสูตรการผลิตครูเหลือเพียง 4 ปีในที่สุดในปี 2561 แม้ว่าจะมีความเห็นแย้งเพียงใดก็ตาม ในหลักสูตรนี้ การฝึกสอนในโรงเรียนถูกลดเวลาเหลือเพียง 1 เทอม สัดส่วนวิชาเอกถูกลดเวลาลง ซึ่งส่งผลต่อความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ นอกจากนั้น ด้วยเวลาที่จำกัด และเงื่อนไขที่พวกเขาจะต้องใช้เวลาในโรงเรียน นักศึกษายังจำเป็นต้องเข้าไปสังเกตการณ์ที่โรงเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 โดยที่นักศึกษาเองยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอ เช่นเดียวกับวุฒิภาวะที่ยังอาจไม่มากพอที่จะเข้าไปโรงเรียน แทนที่นักศึกษา โรงเรียน และนักเรียนจะสมประโยชน์กับการเข้าไปฝึกสอน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
การกลับมาทบทวนการพัฒนาคุณภาพการผลิตครู คงไม่ถึงกับไปใช้หลักสูตร 6 ปี แต่เราคงต้องทบทวนอย่างจริงจังกับหลักสูตรผลิตครู 4 ปีที่ผ่านมาหลายปีนั้น สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพได้อย่างที่เชื่อกันหรือไม่ เวลาที่ใช้ 4 ปีเพียงพอหรือไม่กับความรู้และทักษะที่บัณฑิตครูพึงได้พึงมี
นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือ คำถามถึงความเป็นไปได้ในการผลิตครูคุณภาพสูงว่า ควรอยู่บนเส้นทางใด แก่นแกนเนื้อหาของวิชาชีพครูนั้นควรถูกท้าทายจากแบบเดิมๆ จากการศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศหรือไม่ เช่น เกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับวิชาปรัชญาการศึกษา ประวัติศาสตร์การศึกษา ฯลฯ
เราคงรอให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังเกิด โดยไม่ทำอะไรกับมันไม่ได้เด็ดขาด
นอกจากนั้น อีกหน่วยงานหนึ่งที่ส่งผลอย่างยิ่งต่อการผลิตครูก็คือ คุรุสภา โดยโครงสร้างแล้ว คุรุสภามิได้มีตัวแทนผู้เป็นปากเสียงให้แก่วิชาชีพอย่างที่ควรจะเป็นด้วย ดังที่มีผู้แสดงความคิดเห็นเรียกร้องในนามเพจครูขอสอนว่า ควรปรับแก้ไขสัดส่วนให้คณะกรรมการบริหารของคุรุสภาจะต้องมีตัวแทนวิชาชีพไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง และควรมาจากการเลือกตั้ง จากโครงสร้างแบบเดิมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งที่มาจากผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานราชการทั้งสิ้น นั่นคือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, เลขาธิการสภาการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และเลขาธิการคุรุสภา
แม้บางคนอาจเคยเป็นครูบาอาจารย์ แต่สถานะของพวกเขานั้นถือว่าเป็นผู้บริหารมากกว่าจะเป็นตัวแทนของวิชาชีพครูในฐานะผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้น ย่อมไม่สะท้อนเสียงของคนใน หรือกล่าวได้ว่า ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ คุรุสภาจึงเป็นเสียงของรัฐมากกว่าเสียงของวิชาชีพ ต่างไปจากวิชาชีพอื่นที่กรรมการมีสัดส่วนวิชาชีพมากกว่าตัวแทนจากภาครัฐ
ในทางตรงกันข้าม ท่ามกลางปัญหาคุณภาพและวิกฤตต่างๆ ของครู คุรุสภาเองที่เป็นองค์กรวิชาชีพ ก็สร้างอุปสรรคและเงื่อนไขในการพัฒนา เช่น ข้อจำกัดของตัวเองด้วยการระบุว่า ในสถาบันผลิตครู หากอาจารย์ผู้ใดไม่ได้เรียนครูมา ก็ไม่อาจเป็นผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้ ทั้งที่บางคนมีประสบการณ์สอนมาแล้วนับสิบปี หรือมีผลงานวิชาการเป็นเชิงประจักษ์อยู่
ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ การผลิตครูจะยิ่งกีดกันคนนอกวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาเอกต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์อันกลับหัวกลับหางกับบอร์ดคุรุสภา วิชาชีพที่เข้มแข็งไม่ใช่การประกอบด้วยคนที่มีวุฒิเหมือนๆ กัน เรียนเหมือนๆ กัน ทั้งที่การเรียนรู้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความร่วมมือที่ข้ามศาสตร์และหลากหลาย
หากไม่ทบทวนการผลิตครูในเชิงโครงสร้างและการแก้ปัญหาที่รากลึก ปัญหาหนึ่งในแวดวงการศึกษาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข หรือไม่ก็พยายามปลุกปล้ำกับมันโดยไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่า ปัญหาคืออะไร ได้แต่ทำเพื่อทำ แก้เพื่อแก้ไปตามรูทีนเท่านั้น
