ภูเก็ตไม่เคยตกต่ำ ตั้งแต่ยุคกรุงธนบุรี พระยาพิมลขัน เจ้าเมืองภูเก็ตสามีของท้าวเทพกระษัตรี เป็นคนที่พระเจ้ากรุงธนบุรีวางใจ ใช้งานสำคัญและกำกับการค้าแร่ดีบุกกับบริษัทต่างชาติ แม้จะเปลี่ยนรัชกาลเป็นรัตนโกสินทร์ ภูเก็ตก็ยังคงเป็นแหล่งที่มาของรายได้จนขยับฐานะขึ้นเป็นเมืองจัตวา การปกครองที่เคยขึ้นกับนครศรีธรรมราชก็เปลี่ยนมาขึ้นตรงกับกรุงเทพฯ กระทั่งมีการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ภูเก็ตจึงได้สมุหเทศาภิบาล นาม “คอซิมบี้ ณ ระนอง” จัดระเบียบการปกครอง พัฒนาระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคจนได้ชื่อว่า ไข่มุกแห่งอันดามัน
แต่ร้อยกว่าปีมาแล้วที่การปกครองภูเก็ตไม่พัฒนาต่อ
ไม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
รายได้ที่ภูเก็ตทำให้กับประเทศในปัจจุบันไม่ใช่แร่ดีบุกอีกต่อไป
“ภูเก็ต” กลายเป็นจังหวัดที่ทำรายได้จาก “การท่องเที่ยว” ให้กับประเทศ 5 แสนล้านบาท/ปี สูงสุดเป็นอันดับ 1 ถัดมาเป็น “พัทยา บางแสน” 3 แสนล้านบาท “เกาะสมุย-พะงัน” 1 แสนล้านบาท “เชียงใหม่” 1 แสนล้านบาท และ “กระบี่” 9 หมื่นล้านบาท
บริบทแบบนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภูเก็ตต้องเปลี่ยนไปในทุกด้านอย่างสิ้นเชิง
ยอดรายได้ของภูเก็ตปัจจุบันมาจากทำเลที่ตั้งซึ่งรายล้อมไปด้วย “เกาะ” ราว 400 เกาะ สวยงามครอบคลุมเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง มีชื่อเสียงระดับโลก ตราตรึงและดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้าภูเก็ตปีละประมาณ 5 ล้านคน ร้อยละ 70 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรียงลำดับ 1-10 เป็น รัสเซีย, จีน, อินเดีย, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้ และมาเลเซีย
เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวพุ่งกระฉูด ธุรกิจหลากหลายด้านพัฒนาก็บูมขึ้นอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาที่ดิน ธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร การค้าปลีกค้าส่ง การขนส่งคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบินที่มีความแออัดถึงวันละ 250-300 เที่ยวบิน
ทุกชุมชนหมู่บ้านตำบลอำเภอในจังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าอดีต
ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือการปกครอง!
ภูเก็ตยังคงอยู่ในหุบเหว ภายใต้ “ทัศนคติ” แบบเก่า ภูเก็ตจะต้องเป็น “เมืองที่ถูกสูบ” จากส่วนกลาง
กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งข้าราชการให้มาเป็น “เจ้าคนนายคน” ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันคนละปีก็จากไป ถามว่าได้ทำอะไรให้กับภูเก็ต และได้รับอะไรไปจากภูเก็ต มีใครบ้างที่ตอบโจทย์ได้ว่า ภูเก็ตควรจะพัฒนาไปอย่างไร
ในปีหนึ่ง ภูเก็ตมีเที่ยวบินเกือบ 1 แสนเที่ยว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าออกปีละ 3-4 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวมาพักอาศัยอยู่นานที่สุด มีนักท่องเที่ยวมาทำธุรกิจหลากหลายและซับซ้อนที่สุด
แต่การบริหารจัดการ รวมทั้งการปกครองจากตัวแทนที่มาจากส่วนกลางทุกด้านไม่สว่างและล้าหลัง
หากย้อนไป 1 ทศวรรษ 2 ทศวรรษ หรือ “กึ่งศตวรรษ” จะเจ็บช้ำกับการสูญเสียโอกาสและรั้งการพัฒนาของภูเก็ต
ภูเก็ตสั่งสมปัญหาเอาไว้เหมือนฝีหนองที่รอ “วันปะทุ”!
1 ในกรณีตัวอย่างของอาการฝีแตก เริ่มจากเหตุการณ์ที่ “บางเทา” เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด กับรองผู้ว่า ฯ 2 คน ถัดมาอึดใจเดียว “ปลัดจังหวัด” ก็ถูกจับกุมข้อหาทุจริตรับสินบนจากการสอบท้องถิ่น
จังหวัดที่รุ่งเรือง เมืองศิวิไลซ์ที่ทำรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศสูงสุดถึงปีละ 5 แสนล้าน ได้รับการ “ตอบแทน” จากส่วนกลางด้วยการส่งข้าราชการที่มีระบบความคิดคร่ำครึล้าหลังมานั่งบริหารรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
มีตำแหน่งก็เอาตำแหน่งไปข่มขู่กรรโชก
มีหน้าที่ก็ใช้หน้าที่ไปเรียกรับผลปะโยชน์ ไปกลั่นแกล้งรังแกตรวจจับผู้ประกอบการ ขึ้นราคาใบอนุญาตสารพัดกิจการ บีบบังคับสถานบริการ โรงแรม ร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวให้จ่ายส่วยสูงลิ่ว ส่งเครือญาติสมุนบริวารบุกรุกชายหาดพื้นที่สาธารณะ ทำร้านค้าให้เช่ากวาดเป็นกอบเป็นกำเดือนหนึ่งเป็นร้อยๆ ล้าน
ภูเก็ตกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ของข้าราชการไทยไปได้อย่างไร
บ่อเกิดของความล้มเหลวคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมาจากการแต่งตั้ง
สิ่งที่เรียกว่า ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินกับระบบความคิดของนักปกครองที่ “ส่วนกลาง” ส่งมาไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองภูเก็ต
28 มิถุนายน 2569 ภูเก็ตน่าจะได้กลิ่นความเจริญจากกรุงเทพมหานคร
หลังรัฐประหารปี 2557 ครั้งนี้เป็นรอบที่ 2 แล้วที่คน กทม.ได้เลือก “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร”
1.5 ล้านเสียงคน กทม.เลือก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ให้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2
“ชัชชาติ” ขอบคุณความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย พร้อมประกาศในทันทีว่า จะนำ 260 นโยบายมาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่จะทำเร่งด่วนก่อนหลัง จะเข้มงวดในเรื่องความทุจริตโปร่งใส และจะเข้มข้นจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่น
เทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งดูสิ
“เนื้อหา” และ “ภาษา” ของผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นราวกับมนุษย์ต่างดาว
ส่วนในระบบราชการของไทยนั้น เมื่อนายมารับตำแหน่งใหม่ เนื้อหาและภาษาพูดของนายจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าหมายถึงอะไร
หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น แม้ผลคะแนนจะยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ค่อนข้างแน่ชัดว่า “ชัชชาติ” จะเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2
ชัชชาติประกาศชัยชนะว่า “ไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นคำสั่งประชาชน”
คนที่ไม่ชอบชัชชาติอาจว่า “เว่อร์”
แต่สำนวน “ไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นคำสั่งประชาชน” สะท้อนทัศนคติที่ไม่มีวันจะได้ยินจาก “ผู้ว่าราชการที่มาจากการแต่งตั้ง”
“ผู้ว่าฯ เลือกตั้ง” กำเนิดจากอำนาจของประชาชน ย่อมสำนึกในคุณค่าของ “เสียง” จากประชาชน จึงต้องมี “ระบบความคิด” และ “นโยบาย” การทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนหรือของเมืองนั้นๆ
ภูเก็ตมีศักยภาพไม่แพ้เกาะใดๆ ในโลก
หากแต่เป็นจังหวัดที่วุ่นวาย อลหม่าน หมักหมมปัญหา ระบบบริหารจัดการที่ฟอนเฟะไม่เรียนรู้โลก ไม่คิดจะพัฒนา ไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง!?!!!
