bg-single

ไปดูงานศิลปะ : รูปสุวรรณศิวิไลซ์

03.07.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ผมได้ไปชมงานศิลปะของคุณนักรบ มูลมานัส “รูปสุวรรณศิวิไลซ์ : Metamorphosis in gold” (ภัณฑารักษ์ : อเล็กซ์ อึ๊งประทีป ฟลินน์) แสดงที่ Warin Lab Contemporary และโชคดีที่ได้พบกับศิลปินเป็นผู้นำชมเองด้วย

ดูแล้วอยากเล่าให้ฟัง เพราะผมเห็นว่างานชุดนี้เป็นศิลปะที่ต่อยอดจากงานวิชาการออกไปได้อย่างดีเยี่ยม อย่างที่ผมเคยเสนอว่างานทางปัญญาที่ดีควรจะอยู่บนพื้นฐานความรู้ดี มีการเมืองเป็นตัวของตัวเอง และใช้ปัญญาสร้างสรรค์ดี (ดู “ความรู้ การเมืองกับงานทางปัญญาที่สร้างสรรค์” (www.matichon.co.th/weekly/column/article_900751)

งานแสดงครั้งนี้ประสานความรู้ค่อนข้างดี จาก 3 แขนง ได้แก่ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี และชาติพันธุ์วรรณา (ethnography)

สาระหลักคือการสอบสวนถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่ของสยามหรือการแสวงหาความศิวิไลซ์ ซึ่งเปรียบเสมือนรูปโฉมภายนอกหรือหน้าฉากที่สวยหรูดั่งร่างทอง (รูปสุวรรณ) ในขณะที่หลังฉากเป็นคนละอย่างกัน ผู้คนที่ยากจน ล้าหลังทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ยังอยู่เต็มไปหมด

หรือเรียกอีกอย่างได้ว่ารูปโฉมเป็นทอง แต่อีกรูปหนึ่งมิได้สวยหรูเลย

ถึงตรงนี้ ศิลปินชวนเราคิดไปถึงวรรณคดีที่คุ้นเคยกันถึงรูปทองกับรูปอัปลักษณ์ ได้แก่ วรรณคดีเรื่องสังข์ทองสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากนิทานพื้นบ้านและชาดกเก่าแก่

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพระสังข์กับเจ้าเงาะ ระหว่างรูปทองกับรูปอัปลักษณ์ ไม่ควรตีความง่ายๆ ว่าเป็นเพียงความลวงกับความจริง ภายนอกกับภายใน หน้าฉากกับหลังฉาก หรือเปลือกกับเนื้อแท้

ศิวิไลซ์และสมัยใหม่ก็ไม่ควรทึกทักง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของความเจริญก้าวหน้าที่ตรงข้ามกับความล้าหลังป่าเถื่อน

ศิลปินทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าที่เราจะทึกทักเอาง่ายๆ เช่นนั้น ผ่านผลงานศิลปะแทบทุกชิ้น

“ความทันสมัย…มิใช่เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ หากได้รับการฉวยใช้ ต่อรอง และปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา… มรดกอันซับซ้อนของ ‘ศิวิไลซ์’ ฉายชัดขึ้นมา มิใช่ในฐานะการครอบงำ หากแต่เป็นบางสิ่งที่ย้อนแย้ง กำกวม ลักลั่น…”

รจนาผู้มองเห็นรูปสุวรรณของเจ้าเงาะและมอบมาลัยให้ แต่แทนที่จะเป็นมาลัยแห่งความรัก ในมือรจนาที่ร่ายรำอยู่กลับเป็นพวงร้อยของวัตถุแห่งความศิวิไลซ์ (ในสมัยรัชกาลที่ 5)

แม้กระทั่งอาภรณ์ของรจนาที่กำลังร่ายรำไทย ก็มิใช่ของนางในวรรณคดีไทย แต่กลับเป็นชุดกระโปรงแบบสตรีฝรั่งสมัย Victorian ลายผ้าพร้อยไปด้วยวัตถุที่แสดงถึงความศิวิไลซ์หลายอย่างของสมัยนั้น

เจ้าเงาะเป็นปัจจัยที่สื่อถึงความซับซ้อนของความศิวิไลซ์ ปรากฏในประวัติของวรรณคดีอีกชิ้น คือ “เงาะป่า” ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
เป็นเรื่องรักสามเส้าของหนุ่มสาวชาติพันธุ์ “มานิ” (แปลว่า คน) หรือที่เราท่านมักคุ้นกว่าด้วยคำเรียกในเชิงดูถูกว่า “ซาไก” (แปลว่าทาส คนป่า คนเถื่อน) และ “เงาะ” ซึ่งเป็นคำเรียกที่ชาวมานิไม่ชอบเลย

ว่ากันว่า “เงาะป่า” นี้เขียนเสร็จในเวลาเพียง 8 วันระหว่างที่พระองค์ทรงพระประชวร จึงเขียนเล่นๆ เพื่อความบันเทิง เสร็จเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2448 (เท่ากับ 2449 ตามปฏิทินใหม่) แต่ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกหลายปีต่อมาเมื่อ 2456

“เงาะป่า” เป็นกวีนิพนธ์ที่แปลก เพราะมีคำภาษาของมานิปนอยู่ด้วย ผู้ประพันธ์จึงทำอภิธานศัพท์ (glossary) ไว้ให้และอธิบายเกี่ยวกับชาวมานิไว้สั้นๆ ในคำนำด้วย

กล่าวได้ว่าวรรณคดีนี้เป็นกวีนิพนธ์กึ่งชาติพันธุ์วรรณา ซึ่งปกติล้วนเขียนเป็นรายงานทางวิทยาศาสตร์หรือเป็นวิชาการ

ตรงนี้ โปรดตระหนักว่าตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1890 เป็นอย่างน้อย มีความสนใจสำรวจและบันทึกชาติพันธุ์วรรณากันมากในสยาม ทั้งโดยฝรั่งและชนชั้นนำสยามเอง การก่อตั้งสยามสมาคมเมื่อปี 2447 ก็มีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อการนี้

พระราชนิพนธ์ “เงาะป่า” นี้เกี่ยวเนื่องกับการที่พระเจ้าอยู่หัวนำนายคนังจากพัทลุงขึ้นมาเลี้ยงดูในวัง คนในวังสมัยนั้นเอ็นดูคนังมาก แต่เห็นเขาเป็นเด็กคนป่าที่ไม่เอาหนังสือ ไม่ศิวิไลซ์ แต่จึงยอมให้ทำตัวอย่างที่ชาววังอื่นทำไม่ได้

ศิลปินชวนให้เราขบคิดไปถึงชีวิตของนายคนังในวังและความสัมพันธ์ที่เขามีต่อโลกศิวิไลซ์ เพราะ … [คนัง] ถูกนำตัวมาจากผืนป่าในเขตจังหวัดพัทลุง เข้าสู่ราชสำนักของ [พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5] ในปี พ.ศ.2448 ขณะนั้นเขาน่าจะมีอายุราว 7 ถึง 8 ขวบ..ในคลังจดหมายเหตุ คนังได้รับการนำเสนอในแบบที่ราชสำนักจินตนาการให้เขาเป็นแต่แรกเริ่มคือการเป็น ‘คนป่า’…ภายใต้รัฐชาติที่กำลังก่อขึ้นก่อตัวขึ้น ทว่า ในวาระอื่นๆ ภาพของเขานำเสนอตัวเขาในอ้อมกอดของความศิวิไลซ์ ขี่จักรยาน สวมหมวกฟางทรงยุโรป และนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสืออันวิกฤตบรรจงพร้อมปากกาในมือ

คุณลักษณะอันแปรเปลี่ยนได้ของคนัง – ความสามารถลื่นไหลในการคาบเกี่ยวและเคลื่อนผ่านระหว่างโลกอันหลากหลาย – คือหนึ่งในประเด็นสำคัญของนิทรรศการ…สีผิวของเขากลืนเข้ากับเปลือกไม้โดยสมบูรณ์…ร่างของเขาที่หลอมรวมอยู่ท่ามกลางความงดงามเขียวชอุ่มของสวนในราชสำนัก คนังกลายเป็นผู้ที่กลไกแห่งความเป็นสมัยใหม่มีอาจมองเห็นหรือรับรู้ได้ ทว่า ในขณะเดียวกันเขากลับดำรงอยู่ภายในโลกใบนั้น ส่งแรงถึงกัน และแนบชิดกับโครงการศิวิไลซ์ที่พยายามจะแนะนำนิยามตัวตนของเขาเอง…

ศิลปินได้ศึกษาเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 ในหอจดหมายเหตุ ได้อ่านข้อเขียน บันทึก และค้นคว้าภาพถ่ายที่น่าสนใจจำนวนมาก เขานำบางส่วนมาไว้ในตู้เอกสารบนชั้นสองให้ผู้ชมดูเองได้

เอกสารที่เขาได้อ่านได้เห็นด้วยตนเองเหล่านี้เป็นวัตถุดิบทางปัญญาช่วยให้เขาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ

รวมทั้งบันทึกปากคำของคนังเอง (ไม่รู้ผู้บันทึก) ลงวันที่ 23 ตุลาคม 2448 (ก่อนที่ในหลวงจะทรงนิพนธ์ “เงาะป่า”) ซึ่งสะท้อนว่าเขาตระหนักดีถึงภาวะที่กำลังถูกจ้องมอง (gazed at) จากชาววังสยาม

ภาพปริศนาชิ้นหนึ่งเป็นรูปพระราชโอรสธิดาหลายพระองค์ในวัยเยาว์ประทับนั่งในห้องห้องหนึ่ง ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ มีใบปาล์มประดับอยู่หลายใบ ต้องเพ่งดีๆ จึงจะพบว่าคนังหมอบหลบอยู่หลังใบปาล์มหนึ่ง

ภาพนี้เป็นการจัดฉากอย่างแน่นอน เพราะกล้องสมัยนั้นมีข้อจำกัดจนยังถ่ายภาพ candid ไม่ได้ ต้องจัดคนให้อยู่นิ่งๆ จึงจะถ่ายภาพได้
ทำไมจัดให้คนังอยู่ในท่านั้นตรงนั้น? ศิลปินเองเขียนไว้ว่า…

คนังนั่งอยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางแห่งอำนาจอย่างแนบแน่น ทว่า เขากลับคงถูกซ่อนอยู่กึ่งหนึ่งหลังใบปาล์ม – ปรากฏตัวและไร้ตัวตนในเวลาเดียวกัน เป็นการดำรงอยู่ที่เกินออกไปจากฉากตรงหน้า

นิทรรศการนี้ แสดงผลงานศิลปะหลายรูปแบบเหลือเกิน ทั้งภาพเขียน ภาพ collage ภาพถ่ายด้วยฟิล์มกระจกอย่างโบราณ นาฏศิลป์ บันทึกภาพและเสียงเป็น graphic video การออกแบบเสื้อผ้าและลายผ้า ออกแบบเครื่องประดับตกแต่ง เช่น ใบปาล์มและโคมระย้า (chandelier)
แต่ละชิ้นอาศัยทั้งความรู้และความคิดจินตนาการที่สร้างสรรค์ หลายชิ้นมองเผินๆ อาจจะนึกไม่ถึงถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ด้วยซ้ำไป เช่น สวมหัวรูปของเงาะที่ทำขึ้นด้วยกระดาษซึ่งมาจากหน้าหนังสือเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนัง หรือหนังสือที่พิมพ์ลายพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นต้น

(หมายความว่า เงาะ เงาะป่า และคนัง เป็นการ “ประกอบสร้าง” ขึ้นโดยชนชั้นนำสยาม ใช่หรือไม่?)

สวมหัวนี้มีทั้งที่เป็นกระดาษขาว ดำ และกระดาษทอง เจ้าเงาะซึ่งร่ายรำอยู่เคียงคู่กับรจนา ก็มีทั้งที่เป็นสีดำและสีทอง แม้แต่ฟิล์มกระจกแบบสมัยเก่าก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่

ภาพบนผนังหลายชิ้นแสดงคนังนั่งโต๊ะเขียนหนังสือแบบฝรั่ง รายล้อมไปด้วยหมวกฟางฝรั่ง กระถางโรมัน รถจักรยานสามล้อ เก้าอื้ฝรั่งหลายประเภท รถยนต์ และอื่นๆ มากมาย ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์สมัยนั้น

ชั้นบน เราจะได้พินิจพิจารณาชุดของรจนา พร้อมๆ กับใบปาล์มซึ่งทำขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยจารึกลายพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 5 บนใบเหล่านั้น จะหมายความว่าอย่างไรกรุณาไปคิดกันเอาเอง

รูปสุดท้ายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นรูปของเด็กมานินั่งบนหลังเลียงผาและมีค่างแว่นเดินตามข้างหลัง รูปนี้ศิลปินได้แรงบันดาลใจจากเรื่องปรัมปราของชาวมานิ ที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์และไฟที่ผลาญล้างโลก จะเรียกว่าเป็นเรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์ (มานิและคนอื่น) ก็คงไม่ผิดนัก

ไม่น่าจะมีสักกี่คนที่เคยรับรู้ปรัมปราเรื่องนี้ ขอฝากให้ศิลปินพิจารณาเองแล้วกันว่าควรบอกผู้ชมสักนิดหรือไม่

ทั้งหมดนี้ ชวนให้ผมสนใจและสนุกกับงานแสดงศิลปะชุดนี้มาก เพราะนอกจากความรู้ลุ่มลึกที่เป็นพื้นฐาน ศิลปินยังแสดงฝีมือสุดสุด และสร้างคำถามชวนให้คิดมากมาย

ส่วนจะมีการเมืองอย่างไรก็แล้วแต่พวกเราท่านจะพิจารณาเอาเอง

ที่แน่ๆ ศิลปินได้ประจัญบานกับทั้งความรู้ทางวิชาการและความเชื่อของคนทั่วไปเกี่ยวกับความศิวิไลซ์เจริญทันสมัย และกับความท่าทีของคนกรุงผู้เจริญกว่าต่อชาติพันธุ์อื่นอย่างดูถูก เห็นเขาเป็นเด็ก ขาดความเจริญ และไม่สามารถเรียนรู้หนังสือได้

ทุกวันนี้ เรายังสามารถพบกับท่าทีทำนองดังกล่าวของคนไทยชาวกรุงผู้เจริญได้

ศิลปินจะคิดอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ แต่การที่เขาชวนเราคิดตั้งคำถามได้อย่างน่าคิดและซับซ้อน ก็ถือว่างานศิลปะชุดนี้ประสบความสำเร็จแล้ว
น่าเสียดาย งานนี้แสดงถึงวันที่ 10 กรกฎาคมเท่านั้น ผมยังหวังว่าศิลปินจะสามารถนำงานชุดนี้กลับมาแสดงอีก และอยากให้เราท่านไปชมกันมากๆ

(หมายเหตุ “วารินแลบ” ซอยเจริญกรุง 36 เป็นแกลเลอรีที่ปรับปรุงจากบ้านที่อยู่อาศัยเดิมของ นพ.บุญส่ง เลขะกุล นักอนุรักษ์สัตว์ป่าและผู้ก่อตั้ง “สมาคมนิยมไพร” อันมีชื่อเสียง นิทรรศการนี้เป็นงานแสดงสุดท้ายของวารินแลบ ก่อนที่ไทยเบฟซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งหมดจะนำพื้นที่ไปทำเป็นโรงแรม)

(ข้อความตัวเอน คัดมาจากบางตอนของแผ่นพับประกอบนิทรรศการ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เราต้องการระบบการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปลี่ยนการสอบ ปรับหลักสูตร แล้วสร้างวิชาชีพให้เข้มแข็ง
ไปดูงานศิลปะ : รูปสุวรรณศิวิไลซ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : จากภูมิเศรษฐกิจถึงภูมิรัฐศาสตร์
ไชโย! ประเทศไทยจะรวยแล้ว!
แนวรบและแนวรักที่ปลายด้ามขวาน เหตุการณ์ต้องเปลี่ยนแปลง | เรื่องสั้น : มานพ แก้วสนิท
ก้าง
การหลั่งน้ำตาของอานาตี | อานนท์ นานมาแล้ว : กวีกระวาด
ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?