วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
ว่าด้วยธุรกิจครอบครัวเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสังคมไทย เดินทางมาไกล เข้าใกล้ธุรกิจศตวรรษ
เรื่องราว “เบียร์ไทย” รายแรก ด้วยตำนาน บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ธุรกิจครอบครัว ตระกูลเก่า-ภิรมย์ภักดี เจ้าของ “เบียร์สิงห์” อยู่ในธุรกิจอย่างโฟกัส ตั้งแต่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คาบเกี่ยว จากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 จากนั้น แม้ว่าเผชิญกระแสลมเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ แต่สามารถยืนอยู่ และแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ได้ มาจนถึงทุกวันนี้
ฉากแรกเปิดขึ้นด้วยความเร้าใจ ด้วยเหตุการณ์ครั้งสำคัญ ผู้ก่อตั้ง (พระยาภิรมย์ภักดี หรือบุญรอด เศรษฐบุตร) จากแนวความคิดจะสร้างโรงเบียร์อย่างจริงจัง ยังอยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การเดินทางอย่างตื่นเต้นไปยังยุโรปเพื่อประมูลซื้อโรงเบียร์อย่างเป็นแบบแผน เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย (2475)
ว่าไปแล้ว สำหรับผู้สร้างตำนานเบียร์ไทยรายแรก แผนการซื้อเทคโนโลยีโรงเบียร์เยอรมนี ดูจะตื่นเต้นมากกว่าเหตุการณ์ที่เมืองไทย สัมผัสได้จากบันทึกในหนังสือ “คิดถึงพ่อ” (ในงานพระราชทานเพลิงศพ ประจวบ ภิรมย์ภักดี 11 ธันวาคม 2536) มีบางช่วงบางตอน “…เอาจดหมายคำสั่งราชทูตกรุงลอนดอน ในเรื่องตั้งรัฐบาลใหม่ของกรุงสยามให้ดู คุณปู่สบายใจขึ้น…”
ก็เป็นไปเช่นนั้น การตั้งโรงเบียร์แห่งแรก เป็นจริงขึ้นในปี 2476 (สิงหาคม) ในยุครัฐบาลคณะราษฎร
ภาวะผูกขาด เป็นไปไม่ง่ายเสียทีเดียว ในช่วงใกล้เคียงกันนั้น Tiger beer แห่งสิงคโปร์เกิดขึ้น (ในปี 2474) ในช่วงเวลาเกาะสิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของ Straits Settlements ภายใต้อาณัติสหราชอาณาจักร ด้วยความร่วมมือกับผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำแห่งเนเธอร์แลนด์ (Heineken) ซึ่งมีเครือข่ายในอาณานิคมดัตช์ (อินโดนีเซียปัจจุบัน) มีความพยายามจะนำมาจำหน่ายในเมืองไทยตั้งแต่ต้น
ทว่า ผู้มีอำนาจรัฐไทยขณะนั้น ด้วยแนวคิดชาตินิยม กำลังพยายามลดทอนอิทธิพลระบอบอาณานิคม ได้ตัดสินใจสกัดกั้น ทั้งว่าเป็นไปตามคำร้องขอของเบียร์ไทยรายแรกด้วย

อีกบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญแต่ต้นด้วย-ประจวบ ภิรมย์ภักดี (2454-2536) บุตรคนโตของพระยาภิรมย์ภักดี มีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการจัดหาเทคโนโลยีโรงเบียร์จากเยอรมนี มาสู่สยามในยุคก่อตั้ง ขณะเขากำลังศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส ได้ร่วมกับบิดา ตระเวนดูงานโรงเบียร์หลายแห่ง หลายขนาดในประเทศเยอรมนี รวมทั้งเยี่ยมชมกิจการเกี่ยวข้อง โดยได้รับความร่วมมือ ช่วยเหลือ จากบริษัทต่างๆ ล้วนเป็นบริษัทใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสยามเวลานั้น หลายรายคงมีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ MAN AEG และ SIEMENS
ในที่สุด “…เราเลือกบริษัทเมี้ยก (MIAG) และได้บอกเลิกประมูลรายอื่นๆ ไป เพราะบริษัทนี้ได้รับเหมาส่งเครื่องจักร ติดตั้งให้ จนถึงดำเนินการผลิตเบียร์ได้ และได้รับสมัครนายช่างปรุงเบียร์1 คน…”
จากนั้น ประจวบ ภิรมย์ภักดี จึงเปลี่ยนเส้นทางชีวิต จากสถาปนิกไปเป็น Brew master คนแรกของไทย ใช้เวลาศึกษาอยู่ในเยอรมนีหลายปีทีเดียว
เขากลับมาเมืองไทยมาเป็นผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่เคียงข้างบิดาซึ่งอยู่ในวัยชรามากแล้ว เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของสังคมการเมืองไทยอันซับซ้อน
เขามีบทบาทสำคัญในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบนำเข้าสำคัญในการผลิตเบียร์ ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่สอง
“…มอลต์ ซึ่งเป็นหัวใจในการผลิตเบียร์ เกิดขาดแคลน เพราะต้องสั่งเข้ามาจากเยอรมนี พ่อได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้เล่าเรียนมา ค้นคว้าหาวัตถุดิบที่มีในประเทศไทยมาใช้ทดแทน จนได้สูตรพิเศษ…” (จากหนังสือที่อ้างแล้ว)
ที่สำคัญเขามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความเป็นไปของสังคมไทยในเวลานั้น อีกบางตอนในหนังสือที่อ้างถึง กล่าวถึง งานแต่งงานของเขา กับเจ้าสาวตระกูลจูฑะเตมีย์ (บุตรี หลวงนฤเบศร์มานิต หรือ สงวน จูฑะเตมีย์ หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน) มีขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวสงครามโลก (19 สิงหาคม 2483)
“…มีท่านเจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายชาย และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง…”
ต่อมาในปี 2493 เมื่อพระยาภิรมย์ภักดีถึงแก่กรรม ประจวบ ภิรมย์ภักดี เข้ารับช่วงบริหารกิจการอย่างเต็มตัว ถือเป็นช่วงไม่ค่อยดีนักเช่นกัน “มีหนี้สินอยู่กว่าล้านบาท ซึ่งในขณะนั้นเป็นเงินค่อนข้างสูงทีเดียว” แต่ก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดี จนมาถึงช่วงหนึ่ง “ในปี พ.ศ.2504 ได้มีโรงงานผลิตเบียร์ คู่แข่งของบริษัทบุญรอด เกิดขึ้น ทำให้พ่อหนักใจไม่น้อย…”
(อีกตอนที่สำคัญในหนังสือ “คิดถึงพ่อ”)

ฉากตอนนั้นเริ่มขึ้น ดูเป็นภาพย้อนแย้งพอสมควร เมื่อมองภาพตระกูลภิรมย์ภักดีในปัจจุบัน การต่อสู้กับเบียร์ไทยเกิดใหม่ มากับช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง สู่ยุคเผด็จการทหาร ตำนานการต่อสู้ดังกล่าว มีขึ้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อเบียร์ไทยของท่านผู้นำเกิดขึ้น (ปี 2504) -บริษัท บางกอกเบียร์ กับแบรนด์ “หนุมาน” โชคดีที่ “เบียร์สิงห์” มีประสบการณ์ทางธุรกิจมากพอ มีสถานะผูกขาดตลาดมานานพอสมควร จึงไม่สั่นคลอน
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่กรรม บางกอกเบียร์ถูกขายต่อให้กับ อุเทน เตชะไพบูลย์ และ สหัส มหาคุณ ในยุคสมัยโรงงานสุราบางยี่ขัน กับ ตำนาน “แม่โขง” ธุรกิจสุราอันยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลเริ่มต้นขึ้น
จากนั้น บางกอกเบียร์กลายมาเป็น ไทยอมฤตบริวเวอรี่ (2509-2547) ออกเบียร์ไทยหลายแบรนด์ บุกตลาดอย่างหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
จนมาถึงกรณีซื้อลิขสิทธิ์ แบรนด์เยอรมนี-Kloster แต่อยู่ในตลาดอย่างจำกัดมาพักใหญ่ ก่อนที่ตำนานจะจบลงไป
ในช่วงบั้นปลายชีวิต ประจวบ ภิรมย์ภักดี กับบทบาทสร้างรากฐานบุญรอดบริวเวอรี่ไว้อย่างมั่นคง ในหนังสือ “คิดถึงพ่อ” ได้สรุปภาพพัฒนาการไว้ด้วย
“…บริษัทขยายกิจการอย่างรวดเร็ว เพิ่มเนื้อที่ของบริษัทจากเดิมประมาณ 9 ไร่ ออกไปเป็น 57 ไร่เศษ…ขยายกำลังการผลิตโดยตั้งโรงงานเพิ่มขึ้น ที่ปทุมธานี เชียงใหม่ และขอนแก่น เพิ่มผลิตภัณฑ์จากเบียร์ธรรมดา สู่ไลท์เบียร์ เบียร์สด โซดา น้ำดื่ม สนับสนุนให้มีการทำไร่สำหรับวิจัยทดลองและผลิตวัตถุดิบที่สำคัญในการใช้ทำเบียร์ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งแตกธุรกิจออกไปเป็นการผลิตน้ำผลไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย…”

หากย้อนไปช่วงปี 2525-2530 ลองหาอ่านข่าวย้อนหลังในช่วงนั้น บางปีกรมสรรพากร รายงานรายชื่อผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาสูงที่สุดในประเทศไทย จะพบว่า คนในตระกูลภิรมย์ภักดี อยู่ในลิสต์หลายคน
จะว่าไป บุญรอดบริวเวอรี่ กับการขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่ โดยการตั้งโรงงานในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เป็นไปอย่างกระชั้น ทั้งปทุมธานี (เปิดปี 2535) เชียงใหม่ (2535) และขอนแก่น (2537) ถือว่ามาจากแรงกดดันครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง เผอิญอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกด้วย
ประจวบ ภิรมย์ภักดี ถึงแก่กรรม (ปี 2536) ไปก่อนหน้างานฉลองครบรอบบุญรอดบริวเวอรี่ 60 ปี เพียงไม่กี่วัน
แรงกดดันนั้น เกิดขึ้นในยุค อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลดำเนินแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยครั้งใหญ่ รวมทั้งเปิดเสรีอุตสาหกรรมเบียร์ด้วย ในปี 2534 กับการปรากฏขึ้น คู่แข่งรายใหญ่น่าเกรงขามกว่าในอดีต
เรียกอย่างกว้างๆ ว่า-เบียร์ช้าง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
