นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก
‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’
24 มิถุนายน 2475
‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
เข้าสู่บรรยากาศการรำลึกเหตุการณ์สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475
สำนักพิมพ์มติชนผุดหนังสือเล่มใหม่ ‘บุกวังวันปฏิวัติ’
รวมบันทึกของ พระประศาสน์พิทยายุทธ, ขุนศรีศรากร และหลวงศุภชลาศัย 3 บุคคลสำคัญระดับ ‘กองหน้า’ ผู้เป็นประจักษ์พยานแบบฉากต่อฉาก
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คณะราษฎร ในฐานะบรรณาธิการต้นฉบับ เกริ่นว่าเป็น บ.ก.ให้ทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้ฟากฝั่งปฏิปักษ์คณะราษฎร ดังเช่นเล่มกำศรวลพระยาศรีฯ ที่น่าสนใจในอีกมุม
ว่าแล้วก็จับเข่าคุยถึงซีนบุกวังนาทีสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล
: เล่มนี้ดูจะมีหลายความพิเศษ แต่ที่สเปเชียลสุดคือ ‘เอกสารชั้นต้น’ จากความทรงจำผู้อยู่ในเหตุการณ์ใช่หรือไม่?
แน่นอน ตอนเรียบเรียง ผมใช้คำว่าวรรณกรรมพยาน (Witness Literature) ประเด็นหลักของเล่มนี้มันเป็นบันทึกที่เกิดขึ้นประมาณ 80 ปีที่แล้ว และไม่ได้รับการผลิตซ้ำอีกเลย เป็นที่น่าเสียดายมาก
วรรณกรรมของคณะราษฎรโดยมากจะถูกบอกเล่าโดยหลักคนจะอ้างอิงงานของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ถ้าเป็นทหารเสือคณะราษฎร 4 คนโดยมากมักอ้างอยู่ 2 บันทึก คือบันทึกของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่สัมภาษณ์พระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อปี 2484 คือเล่ม ‘เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475’
อีกเล่มหนึ่งคือ บันทึกพระยาทรงสุรเดช ซึ่งตอนที่ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ยังเป็นนักศึกษาหนุ่ม ก็ร่วมกับศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร พิมพ์ขึ้นมา คนอ้าง 2 เล่มนี้เยอะในแง่ปฏิบัติการทางทหาร
: แล้วการมารวมกันของ 3 บันทึกจนกลายเป็นเล่ม ‘บุกวังวันปฏิวัติ’ มีที่มาอย่างไร?
ผมพบว่าพระประศาสน์พิทยายุทธ หนึ่งในทหารเสือคณะราษฎรมีบันทึกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า ‘แผนการปฏิวัติ’ ซึ่งตีพิมพ์หลังท่านกลับมาจากการติดคุกที่รัสเซียหลังสงครามโลก ปรากฏว่าไม่ได้รับการผลิตซ้ำอีกเลย มันหายไปจากวงการหนังสือ อาจมีคนอ้างถึงบ้างบางบท แต่โดยสมบูรณ์แล้วเราควรอ่านบทที่ 1 ถึงบทที่ 10 ให้ครบ เพื่อเห็นปรัชญาความคิดว่าทำไมพวกเขาจึงต้องปฏิวัติ มันเป็นบันทึกที่มีคุณค่ามากๆ
คิดดูว่าตั้งแต่ปี 2491 จนถึงทุกวันนี้ปี 2569 เกือบ 80 ปี ไม่เคยมีการนำมาผลิตซ้ำ นี่เป็นบันทึกชิ้นแรกที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆ มันคือบันทึกบุกวัง เพราะพระประศาสน์พิทยายุทธเป็นผู้นำ เป็นตัวแทนของคณะราษฎรที่เข้าไปอัญเชิญกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ที่วังบางขุนพรหม เพราะฉะนั้นเหตุการณ์จากฝั่งคณะราษฎร ในมุมของการเข้าไปที่วังบางขุนพรหมที่ละเอียดที่สุดไม่มีใครเกินไปกว่านี้ บันทึกนี้ให้รายละเอียดครบถ้วนบริบูรณ์มากที่สุด
ส่วนบันทึกที่ 2 เป็นของขุนศรีศรากร อย่างที่ทราบกันว่า การปฏิวัติ 2475 เป็นการปฏิวัติที่เรียกได้ว่ามีมารยาทมาก (หัวเราะ) ทุกอย่างราบเรียบ มีจดหมายอัญเชิญ พูดจาไพเราะ น่าอัศจรรย์ใจในโลก แม้แต่ตอนสตูดิโอที่อเมริกาได้เทปไปจาก ‘ศรีกรุง’ เขางงกันหมดเลยว่า ปฏิวัติอะไร ไม่มีการยิงกัน
แต่สุดท้ายมีอยู่จุดหนึ่งที่เกิดเลือดตกยางออก คือตอนนั้น ขุนศรีศรากรพาคน 7-8 คน ไปดักจับพระยาเสนาสงครามที่บ้านพัก ขุนศรีศรากรลืม เผลอตะเบ๊ะ พวกที่มาด้วยกันเข้าใจว่าส่งสัญญาณ จึงเกิดการเอาด้ามปืนซัดเข้าไป พระยาเสนาสงครามเซมาข้างหน้า ขุนศรีศรากรเลยยิงไปโดนท้องของท่าน เกิดเป็นเลือดหยดแรกของประชาธิปไตย
แล้วปรากฏว่ามันมีเรื่องน่าสนใจกว่านี้ คือหลังผ่านไป 20 กว่าปี มีการอโหสิกรรมให้แก่กัน ส่วนไปเจอกันที่ไหน ต้องไปอ่านในเล่ม
บันทึกนี้ผมคิดว่าไม่มีใครเคยอ่านแน่นอน
บันทึกพวกนี้มันไม่ใช่บันทึกแห้งๆ แต่เป็นบันทึกที่เจืออารมณ์อยู่ในนั้น มันเลยมีคุณค่าที่สูงมาก
ชิ้นสุดท้ายคือค่อนข้าง exotic มากๆ คือ บันทึกจากหลวงศุภชลาศัย ซึ่งเป็นห่วงโซ่สูงสุดของสายทหารเรือ
อย่างที่ทราบว่า ก่อนปฏิวัติ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ยังทรงพำนักอยู่ที่วังไกลกังวล เพราะฉะนั้นหลังปฏิวัติเสร็จในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เย็นวันนั้น ทางผู้ก่อการและพระยาพหลฯ ให้ทหารเรือส่งเรือรบล่องไปนำจดหมายเสด็จกลับมาพระนคร มาพระราชทานรัฐธรรมนูญ
หลวงศุภชลาศัยเป็นผู้ควบคุมเรือหลวงสุโขทัยไปช่วงกลางคืน ถึงวังไกลกังวล 10 โมงเช้า เอาปากกระบอกปืนจ่อไปทางวัง ปรากฏว่าตอนมองไปตรงชายหาด มีคนมารอเต็มเลย ตัวแทนของวังมาต้อนรับดี
แต่หลวงศุภชลาศัยก็กำชับกับทางเรือว่าให้ทำอย่างไรหากมีกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือหลังจากเข้าวังไปแล้ว เที่ยงวันยังไม่ออกมาแสดงว่ามีปัญหา
เท่ากับว่า หลวงศุภชลาศัยเป็นผู้ก่อการคณะราษฎรคนแรกที่ได้ไปเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 7
: ในบันทึกต่างๆ มีรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกันบ้างไหม?
ธีมหลักเหมือนกันแต่รายละเอียดน่าสนใจมากบางทีไม่ค่อยตรงกันเท่าไร หรือแม้แต่เรื่องจังหวะเวลานัดหมายในตอนเช้าวันที่ 24 มิถุนายนจะมีเหลื่อมกันบ้าง
ซึ่งจริงๆ แล้วในแต่ละแหล่งก็ค่อนข้างเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เอาทั้ง 3 บันทึกมาตีพิมพ์และให้ผู้อ่านได้ร่วมวินิจฉัย
ที่สำคัญคือ การเอาหนังสือเก่าออกมาพิมพ์ ใครๆ ก็พิมพ์ได้ แต่สิ่งที่ขาดคือบริบท
เพราะฉะนั้นผมจึงทำบทนำยาวมาก แทบจะเรียกว่าเท่ากับตัวบทเลย เพราะคีย์หลักคือตัวบท หรือเนื้อหามีแล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดบริบทที่มีคุณค่าและนั่นเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการในการบรรยายว่าบุคคลนี้เป็นอย่างไร
ความโชคดีอย่างหนึ่งคือ ทั้ง 3 ท่านมีหนังสืองานศพ เพราะฉะนั้นเราสามารถไล่ชีวประวัติตั้งแต่ชาติกำเนิด การศึกษา และเหตุจูงใจในการร่วมก่อการ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ครบหมด เราต้องเอาบริบทมาประกอบเข้าไป
ปีนี้ครบ 99 ปีที่ 7 ผู้ก่อตั้งคณะราษฎรเริ่มประชุมกันที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2470 หลังจากนั้นอีก 5 ปี ก่อการสำเร็จ
และอีกไม่กี่ปีจะถึงวาระครบรอบของประชาธิปไตยไทย 100 ปี
บันทึกชิ้นนี้จะค่อยๆ จุดประกายไฟให้เราย้อนกลับไปมอง 2475 ในอีกหลากหลายมุมมองมากขึ้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
