bg-single

ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ

22.06.2026

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

ปลุกผี ทอม โจด

จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน

สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ

ในแวดวงวรรณกรรมโลก ทอม โจด (Tom Joad) ถือเป็นตัวละครระดับสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงาน โดย จอห์น สไตน์เบ็ก

นักเขียนนามอุโฆษได้แรงบันดาลใจในการสร้าง ทอม โจด ให้โลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษของนวนิยายอเมริกันคลาสสิคเรื่อง The Grapes of Wrath มาจากเรื่องจริงเมื่อครั้งที่เขาเคยเป็นนักข่าวและได้รับมอบหมายให้เขียนสกู๊ปเชิงลึกของแรงงานอพยพที่หนีภัยแล้งมายังรัฐแคลิฟอร์เนีย

โดยผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดที่ทำให้ ทอม โจด เป็นตัวละครที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขจริงๆ มาจาก ทอม คอลลินส์ ซึ่งเป็นผู้จัดการค่ายอพยพและเป็นบุคคลที่สไตน์เบ็กให้ความเคารพนับถือในฐานะที่เป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่อคนยากไร้

ว่ากันว่าในระหว่างที่ลงพื้นที่เพื่อทำข่าว จอห์น สไตน์เบ็ก ใช้ชีวิตแบบเดียวกับผู้อพยพทุกประการ

เขายอมอดมื้อกินมื้อและนอนเอาแรงในกระโจมผุพังริมถนน

การเผชิญหน้ากับทุพภิกขภัยเหล่านี้ด้วยตัวเองทำให้ฉากหลังของนวนิยายเรื่อง The Grapes of Wrath ทรงพลังอย่างยิ่งในแง่ของจิตวิญญาณที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกอณูของตัวอักษร

ส่งผลผู้อ่านสามารถสร้างภาพอันน่าเวทนาเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างชัดเจนในมโนสำนึก

การอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวนานับแสนคนที่เดินทางผ่าน Route 66 ทางหลวงสายประวัติศาสตร์ของอเมริกาที่มุ่งหน้าเข้าสู่รัฐแคลิฟอร์เนียในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งมโหฬาร โดยหวังเพียงแค่ไปตายเอาดาบหน้าแต่กลับถูกนายทุนและผู้มีอำนาจกดขี่ซ้ำ

ทำให้ทอม โจด ซึ่งเป็นชาวนาจากรัฐโอกลาโฮมาที่ถูกยึดที่ดินทำกินและไม่ได้มีปณิธานใดๆ เลยนอกจากทำเพื่อตัวเองและครอบครัว กลายเป็นคนที่มีอุดมการณ์อันแรงกล้าที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับคนยากไร้ขึ้นมาในทันที

การก่อตั้งสหภาพแรงงานและความมุมานะเพื่อให้ผู้มีอำนาจมองเห็นชาวนาแร้นแค้นมีเลือดมีเนื้อมีความเป็นมนุษย์เพื่อทำลายเส้นแบ่งคำว่าชนชั้นให้พร่าเลือนลงไปบ้างของ ทอม โจด เป็นแรงบันดาลใจให้ร็อกเกอร์รุ่นใหญ่อย่าง บรูซ สปริงส์ทีน แต่งเพลง The Ghost of Tom Joad ออกมา โดยเพลงนี้อยู่ในสตูดิโออัลบั้มชื่อเดียวกันของเขาที่วางจำหน่ายในปี 1995

นอกจากจะได้แรงบันดาลใจหลักมาจากนวนิยายชิ้นเอกของ จอห์น สไตน์เบ็ก แล้ว บรูซ สปริงส์ทีน ยังนำอารมณ์ความรู้สึกที่หยิบยืมจากเพลง The Ballad of Tom Joad ของตำนานเพลงโฟล์กชาวอเมริกัน วูดดี กัทรี มาใส่ไว้ในงานเพลงของตัวเองด้วย

ส่งผลให้ The Ghost of Tom Joad เป็นเพลงที่ในท่วงทำนองเอ่อล้นไปด้วยจิตวิญญาณของเพลงอเมริกันโฟล์กแท้ๆ

และในขณะเดียวกันเนื้อหาของเพลงก็ยังสื่อถึงความหวังในชีวิตที่ดีกว่าขึ้นของชนชั้นรากหญ้าและกลุ่มคนชายขอบอย่างลึกซึ้ง

โดยฟอร์มหรือรูปแบบการแต่งเพลงเพลงนี้ของสปริงส์ทีนหยิบยืมลายเซ็นที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวหนังสือของสไตน์เบ็กมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ

บรูซ สปริงส์ทีน เปิดฉากเพลง The Ghost of Tom Joad ด้วยการเล่าเรื่องว่ามีชายกลุ่มหนึ่งกำลังเดินไปตามรางรถไฟ

จุดหมายของพวกเขาคือการมุ่งสู่ดินแทนที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาอีก

เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจทางหลวงบินตรวจตราอยู่บนทิวเขาและซุปร้อนๆ กำลังเดือดอยู่บนกองไฟใต้สะพานคอนกรีต

นี่คือการเล่าเรื่องด้วยการสร้างภาพวิช่วลให้เห็นเป็นรูปธรรม

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ จอห์น สไตน์เบ็ก ได้อิทธิพลทางความคิดมาจากภาพถ่ายสารคดีเชิงข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพข่าวแรงงานอพยพในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของช่างภาพหญิง โดโรเธีย แลงจ์ ซึ่งสปริงส์ทีนก็ได้รับอิทธิพลมาด้วยเช่นกัน

ท่อนสองของเพลงนี้พูดถึง “ระเบียบโลกใหม่” ที่ชนชั้นนำชาวอเมริกันมองว่าโลกจะเข้าสู่ยุคทุนนิยมเสรีอันเรืองรองเสียทีหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง

ซึ่งบรูซ สปริงส์ทีน นำคอนเซ็ปต์ที่ผู้มีอำนาจมองโลกด้วยสายตาของนายทุนเบ็ดเสร็จมาใช้ในมุมประชดประชันและตลกร้าย เพราะระเบียบโลกที่ว่านี้จะยิ่งทำให้คนรวยอยู่แล้วรวยมากขึ้นแต่คนจนก็จะยิ่งจนลงไปอีกจนล้นศูนย์พักพิง ไร้บ้าน ไร้งาน ไร้ความสงบและไม่มีวันได้หยุดพัก

ในท่อนคอรัส บรูซ สปริงส์ทีน ได้นำคำว่าถนนให้กลับมาโลดแล่นในเพลงอีกครั้งและบอกด้วยว่าไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของมันจะไปจบลงที่ไหน ถึงอย่างนั้นฉันก็จะนั่งอยู่ข้างแสงไฟที่ปะทุขึ้นมาจากกองฟืนที่ถึงแม้ว่าอีกไม่นานมันก็จะมอดดับลง แต่ดวงไฟแห่งศรัทธาในการมองหาดวงวิญญาณของ ทอม โจด ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป

เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณมองเข้าไปในดวงตาของผู้ตกทุกข์ได้ยากแต่ยังคงพยายามต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เมื่อนั้นคุณจะยังคงมองเห็น ทอม โจด ในตาคู่นั้นเสมอ

บรูซ สปริงส์ทีน ใช้ทั้งรางรถไฟ, ทางหลวง, ทางยกระดับและถนนมาใช้เปรียบเปรยถึงชนชั้นแรงงานและผู้อพยพที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนร่างแทบไหม้อยู่ตลอดเวลา

ส่วนเฮลิคอปเตอร์หรือสะพานคอนกรีตที่อยู่สูงกว่าท้องถนนคือตัวแทนของผู้มีอำนาจทั้งหลายในสังคมที่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหานานัปการที่ชนชั้นล่างกำลังเผชิญหน้าอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งๆ ที่ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นจากน้ำมือของกลุ่มนายทุนหรือชนชั้นปกครองที่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพจากพวกเขาไป

โดยในท่อนท้ายๆ ของเพลงสปริงส์ทีนได้หยิบยกคำพูดสุดท้ายของ ทอม โจด ในนิยายมาเรียบเรียงใหม่เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกวันนี้ในทุกหนแห่งยังคงมีตำรวจที่กำลังทุบตีผู้คน มีทารกร้องไห้จ้าเพราะความหิวโหย มีการต่อสู้และกลิ่นคาวเลือดที่มาพร้อมกับความเกลียดชังที่อบอวลอยู่ในอากาศ

เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่และเมื่อมองไปข้างหน้าและจะไม่รู้เลยว่าถนนเส้นนี้จะมุ่งหน้าไปสู่อะไร ถึงจะอย่างนั้นก็ขอจงมองไปรอบๆ ให้ดี เพราะผม (ทอม โจด) จะยังคงอยู่ที่นั่นเสมอ

และถึงแม้ว่ารอบกายจะมืดสลัวเพราะแสงจากกองไฟใกล้จะมอดดับลงก็ตามก็ขอจงโอบกอดดวงวิญญาณของทอม โจด เอาไว้

หากเรานำหัวใจสำคัญของนวนิยายเรื่อง The Grapes of Wrath และเพลง The Ghost of Tom Joad ที่พูดถึงการดิ้นรนของชนชั้นแรงงานที่ต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปยังสถานที่และบ้านเมืองที่ตนเองไม่คุ้นเคยแล้วละก็ โครงสร้างของทั้งตัวนวนิยายและบทเพลงยังสามารถเชื่อมโยงสู่บริบทสังคมในโลกยุคใหม่ที่ทั้งผู้ลี้ภัยและผู้อพยพยังต้องประสบพบเจออยู่ในเวลานี้ด้วย

ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าถึงแม้ว่าโลกจะเจริญรุดหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม แต่ปัญหาในเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นในสังคมก็ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นจนมองไม่ออกเลยว่าท้ายที่สุดแล้วปมความขัดแย้งที่ถูกผูกด้วยเงื่อนที่ซับซ้อนจนยากจะคลี่คลายนี้จะไปจบลงที่ตรงไหน

ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยและผู้อพยพในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักรคุกรุ่นมาเป็นเวลานาน โดยในช่วงปลายปี 2025

ข่าวคดีฆาตกรรมที่ วิกรม ซิงห์ ดิกวา ชาวอังกฤษเชื้อสายซิกส์วัย 23 ปีกระทำต่อชายชาวอังกฤษ เฮนรี โนแวค ซึ่งตำรวจมีส่วนทำให้เรื่องบานปลายใหญ่โตนี้ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านผู้อพยพอย่างหนัก ถึงแม้ว่าวิกรมจะไม่ได้เป็นผู้อพยพก็ตาม

จนล่าสุดเมื่อมีข่าวผู้ลี้ภัยชาวซูดาน ฮาดี อาโลดิด ก่อเหตุใช้มีดทำร้ายร่างกาย สตีเฟน โอกิลวี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสทางตอนเหนือในกรุงเบลฟาสต์ คลื่นความเกลียดชังที่ชาวบริติชมีต่อผู้อพยพก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเป็นทบเท่าทวีคูณ

จริงอยู่ที่ผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรจะมีสถานะต่างไปจากผู้อพยพที่เป็นชาวนาในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ 30

แต่แก่นของปัญหาโดยรวมยังคงยึดอยู่ในแก่นเดียวกันนั่นก็คือความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง โดยในโลกยุคเก่าลำดับชั้นทางสังคมถูกกำหนดด้วยอำนาจเงินตรา

แต่ในยุคปัจจุบันความเหลื่อมล้ำนี้ถูกแบ่งออกด้วยความแตกต่างทางเชื้อชาติ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่คนท้องถิ่นสัมผัสได้ว่าสิทธิ, เสรีภาพและสวัสดิภาพของตนกำลังถูกแย่งชิงไปจากคนต่างถิ่น

ส่วนการมองคนเหล่านี้ว่าไม่มีความเป็นมนุษย์เหมือนกลุ่มตน ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกำจัดปัญหาด้วยการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังขึ้นมาและกวาดล้างคนเหล่านี้ให้ออกไปโดยอาศัยความชอบธรรมที่ไม่เคยมีอยู่จริง

ทอม โจด ได้กล่าวคำพูดอันเป็นอมตะเอาไว้ว่า

“ผมจะอยู่ทุกๆ ที่ในความมืด ทุกที่ที่มีการต่อสู้เพื่อให้คนหิวโหยมีกิน ผมจะอยู่ที่นั่น ทุกที่ที่มีตำรวจทุบตีคนยากไร้ ผมจะอยู่ที่นั่น ผมจะอยู่ในที่ที่คนงานต่อสู้ประท้วง เมื่อผู้คนหัวเราะและอิ่มท้อง หรือเมื่อเด็กๆ เล่นสนุกหน้าเตาผิง ผมก็จะอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน”

ช่างน่าเศร้าที่ในตอนนี้วาทกรรมนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่ ส่วนแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่ข้างทาง นับวันก็จะค่อยๆ ริบหรี่ลงทุกที



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต
E-DUANG | การต่อสู้ ในทาง ยุทธศาสตร์ ระหว่าง ประชาชน ภูมิใจไทย
เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’