แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License
พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน
หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ…. หรือกฎหมาย Super License ใกล้จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ถือเป็นกฎหมายที่ลากยาวมากว่า 12 ปี ตั้งแต่ปี 2557 จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
มาลงตัวที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ยืนตามการปรับแก้ของสมาชิกวุฒิสภา
กฎหมาย Super License เป็นการทลายข้อจำกัดระบบอนุญาตของภาครัฐ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งภาคเอกชนต้องยื่นขอใบอนุญาตซ้ำซ้อน หลายขั้นตอน หลายหน่วยงาน กลายเป็นปัญหาใหญ่สำคัญของการประกอบธุรกิจตลอดมา และยังก่อให้เกิดพฤติกรรม “จ่ายใต้โต๊ะ-เรียกรับผลประโยชน์” จากการใช้ดุลพินิจของข้าราชการ
ดังนั้น หัวใจสำคัญของกฎหมาย Super License ที่จะออกมาบังคับใช้นั้น ได้บังคับให้รัฐต้อง “พึงตระหนักว่าประชาชนเป็นประธานแห่งสิทธิที่จะได้รับบริการจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ”
ขณะที่หน่วยงานของรัฐจะต้อง “ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่” หากหน่วยงานใดมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการออกใบอนุญาตที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน ให้ตกลงกันว่าหน่วยไหนจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นเจ้าภาพ หากหน่วยงานตกลงกันเองไม่ได้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้ชี้ขาด
และยังบังคับให้ การขอรับอนุญาตหรือขอรับบริการหน่วยงานของรัฐ ต้องคำนึงถึง “ความสะดวกและรวดเร็วที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ” และ “สร้างภาระแก่ประชาชนน้อยที่สุด”
โดยมีการตั้ง “ศูนย์รับคำขอกลาง” ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับคำขอและค่าธรรมเนียม รวมทั้งส่งคำขอ หรือคำอุทธรณ์ ที่ได้รับจากผู้ยื่นคำขอหรือผู้ยื่นคำอุทธรณ์ หากเอกชนรายใดถูกปฏิเสธใบอนุญาต

ในกรณีธุรกิจประเภทใดที่ต้องได้รับอนุญาตจากหลายหน่วยงาน จะมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มี “ใบอนุญาตหลัก” และ “ใบอนุญาตรอง” ของธุรกิจนั้น
หากเอกชนรายใดได้ “ใบอนุญาตหลัก” แล้ว ให้ถือว่าเอกชนรายนั้นได้รับ “ใบอนุญาตรอง” ไปโดยปริยาย ไม่ต้องยื่นคำขออนุญาตใหม่อีก
โดย “ใบอนุญาตหลัก” ในกฎหมาย Super License หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือให้ดำเนินการในกิจการที่โดยทั่วไปแล้วจะมีการประกอบกิจการหรือดำเนินการที่เป็นใบอนุญาตรองด้วย
ส่วน “ใบอนุญาตรอง” ในที่นี้หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือให้ดำเนินการที่โดยทั่วไปแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกิจการหรือการดำเนินการที่เป็นใบอนุญาตหลัก
ส่วนประชาชนที่ติดต่อราชการทั่วไปที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมาย Super License นั้น กฎหมายได้บังคับหน่วยงานของรัฐว่า ต้องไม่กำหนดให้ประชาชนแสดงหรือส่งมอบเอกสารต้นฉบับ หรือสำเนาเอกสารที่หน่วยงานรัฐนั้นเป็นผู้ออก หรือหน่วยงานรัฐมีเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารอยู่แล้ว โดยให้หน่วยงานรัฐใช้เอกสารที่เชื่อมโยงจากศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล
ยกเว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าฝ่ายกฎหมายรัฐบาลอนุทิน ซึ่งคลุกวงในการร่างกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เล่าจุดเริ่มต้นว่า เริ่มจากที่สำนักงานกฤษฎีกาตั้งเรื่องดังกล่าวในช่วงปี 2557 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการกฤษฎีกา เนื่องจากมองว่าการทำกฎหมายนี้จะช่วยให้การทำธุรกิจมีความสะดวกรวดเร็วคล่องตัวมากขึ้น
ขั้นตอนดำเนินการในช่วงแรก เมื่อปี 2557 จุดเริ่มต้นสำนักงานกฤษฎีกาเสนอ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับนายวิษณุ เครืองาม สมัยนั้นเป็นรองนายกฯ จากนั้นได้เข้าไปนำเสนอแก่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อรัฐบาลรับเรื่อง จากนั้นจึงมอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่เป็นหน่วยงานหลักนำไปดำเนินการ และทำให้กฎหมายพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ฉบับแรก เกิดขึ้นเมื่อปี 2558
สำหรับการบังคับใช้กฎหมายอำนวยความสะดวกฯ ช่วง 2558-2569 ช่วงแรกยอมรับว่าไม่ค่อยดีนัก เพราะผู้คนในหน่วยงานต่างๆ ไม่ค่อยเข้าใจ ทำให้กฤษฎีกาต้องเดินสายอธิบาย และได้ย้ายไปอยู่ ก.พ.ร. เป็นเลขาธิการฯ เพื่อดำเนินการในส่วนนี้
ซึ่งจากที่ดำเนินการมาประมาณ 10 ปี ก็ทำอย่างค่อยๆ เปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนโดยทันที เพราะการจะไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของหน่วยราชการและประชาชนที่ดำเนินการมานานเกือบ 100 ปีไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยทันที
“จึงเป็นที่มาให้มีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ในปี 2569 เพราะมองว่าหลายปัจจัยสามารถทำได้ อาทิ เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความพร้อม ประชาชนคุ้นเคยกับเทคโนโลยี และทุกคนคาดหวังต้องการให้มีระบบนี้ (ขออนุญาตจุดเดียว ครอบคลุมทั้งระบบ) จึงมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ขึ้น และเพื่อให้การขออนุญาตต่างๆ เป็นแบบ Super License” ปกรณ์กล่าว
ก่อนหน้านี้รัฐบาลอนุทิน 2 พยายามฝ่าวงล้อมวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยการเชิญบิ๊กธุรกิจ ระดับเจ้าสัว เจ้าของกิจการ รวมตัวที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม
ต่อมา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เข้าพบ “รองนายกฯ ปกรณ์” เพื่อต่อยอดแผนงาน Reinvent Thailand ที่ภาคธุรกิจเอกชนต้องการให้รัฐบาลแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค 7,615 ฉบับ
เน้นใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย เกษตร ยานยนต์ สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ ท่องเที่ยว ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่อยากให้รัฐบาลผลักดัน เพราะเอกชนมองว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ
โดยหัวข้อการหารือหนึ่งในนั้นคือ การให้ภาคธุรกิจได้เตรียมตัวสำหรับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ…. หรือ กฎหมาย Super License ที่จะบังคับใช้
ซึ่ง กกร.ได้เสนอต่อปกรณ์ในวันนั้นว่า ต้องการให้แก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ลดความซ้ำซ้อนของการแจ้งข้อมูลคนต่างด้าวระหว่างระบบคนเข้าเมืองกับระบบโรงแรม
ยังมีข้อเสนอด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคเอกชนเสนอให้ใช้ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ Super License เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการใช้พลังงานสะอาดทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ “อนุทิน” ต้องการให้การปฏิรูปกฎหมายรอบนี้เห็นผลจริงภายใน 2 เดือนต้องมีข้อเสนอชุดแรกเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
และหลังจากนั้นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาธุรกิจวันนี้ และการวางรากฐานประเทศสำหรับอนาคต
กฎหมาย Super License ลากยาว 12 ปี 4 นายกฯ
กำลังใกล้คลอดในยุคอนุทิน
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
