bg-single

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (68)

04.06.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

The Eagle has Landed

การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อต้นปี พ.ศ.2491 แม้จะผ่านด่านการรับรองจากประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศไทยก็ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ รายจ่ายสูงกว่ารายรับติดต่อกันมาหลายปี

ขณะที่การเกิดขึ้นของสงครามเย็นทำให้สหรัฐอเมริกาซึ่งดำเนินนโยบายปิดล้อมจีนและสนับสนุนฝรั่งเศสให้กลับเข้ายึดครองอินโดจีนพยายามสนับสนุนจักรพรรดิเบาได๋เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเวียดนามใต้ต่อสู้กับรัฐบาลเวียดนามเหนือที่มีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ สหรัฐอเมริกาจึงเห็นความจำเป็นและประโยชน์หากได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงและมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นก็เริ่มความพยายามอย่างจริงจังในการชักจูงเกลี้ยกล่อมรัฐบาลไทยที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีให้เข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรีที่มีตนเป็นผู้นำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหมา เจ๋อตง ประสบความสำเร็จในสงครามกลางเมืองจีนจนสามารถสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผลสำเร็จเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492 สหรัฐอเมริกาจึงยิ่งเห็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้ไทยเข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรีให้ได้

ในชั้นแรกที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเจรจาหว่านล้อม จอมพล ป.พิบูลสงคราม เห็นด้วยกับข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีนายพจน์ สารสิน เป็นรัฐมนตรีว่าการ ให้สงวนท่าทีเพื่อมิให้นำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะหากโฮจิมินห์ประสบความสำเร็จในการรวมชาติ

แต่นอกจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลแล้ว จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ต้องระมัดระวังฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งคณะรัฐประหารได้สร้างความสัมพันธ์ไว้แต่แรกเพื่อร่วมกันกระทำการรัฐประหารและยังไม่สามารถลดอิทธิพลทางการเมืองได้แม้จะกดดันให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนก็ตาม

นอกจากนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังต้องเผชิญกับปัญหาภายในคณะรัฐประหารด้วยกันเอง แม้จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่กลับไม่มีอำนาจที่แท้จริง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็ตกเป็นของจอมพลผิน ชุณหะวัณ ขณะเดียวกัน การแย่งชิงอำนาจระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะสร้างความสั่นสะเทือนต่อบัลลังก์อำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยตรง

จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงจำเป็นต้องแสวงหาฐานอำนาจใหม่เป็นของตัวเอง สอดคล้องกับความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่กำลังพยายามแสวงหาความร่วมมือจากไทย ส่งผลให้ในที่สุด จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็เปลี่ยนท่าทีการวางตัวเป็นกลางต่อความขัดแย้งในอินโดจีนตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศแต่แรก เป็นหันไปให้การสนับสนุนแนวทางของสหรัฐอเมริกาในการรับรองรัฐบาลเบาได๋

โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผลักดันให้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ให้การรับรองรัฐบาลเบาได๋แห่งเวียดนามใต้ ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพจน์ สารสิน ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งทันที

การรับรองรัฐบาลเบาได๋ครั้งนี้ส่งผลให้ไทยได้รับความช่วยเหลือทันทีจากสหรัฐอเมริกา คือ อาวุธมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2493 ติดตามมาด้วยการช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและสังคมตามลำดับ และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2493 ปีเดียวกันนั้น รัฐบาลไทยยังได้ส่งทหารไปร่วมรบที่เกาหลีตามคำร้องขอของสหรัฐอเมริกาในนามองค์การสหประชาชาติอีกด้วย

สหรัฐอเมริกาตอบแทนด้วยการแสดงออกอย่างชัดเจนในการสนับสนุนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งผลให้ฐานะทางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เข้มแข็งขึ้นทันที

จากนั้นเป็นต้นมา ไทยก็กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นเอางานเอาการของสหรัฐในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งวุฒิสมาชิก ฌอน แรนดอล์ฟ แห่งสหรัฐ ให้คำนิยามว่าประเทศไทยนั้นเป็น “the unsinkable aircraft carrier-เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม” ของสหรัฐ

การเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเมื่อ พ.ศ.2481 ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้น นอกจากสามารถควบคุมคณะรัฐมนตรีได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้วยังมีฐานอำนาจทางทหารในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วย ยังไม่นับฐานเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้นในระยะแรกๆ แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ “ฐานอำนาจ” ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารเท่านั้น

การได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาครั้งนี้และครั้งต่อๆ มาจึงมิได้มีผลเพียงการเข้าร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์เท่านั้น แต่ยังมีผลเพื่อรักษาอำนาจของตนเองอีกด้วย มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจึงเป็น “หมาก” ที่สำคัญยิ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในการสร้างพลังต่อรอง

ดังนั้น เพื่อดึงดูดความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงต้องแสดงให้สหรัฐอเมริกาเห็นว่ารัฐบาลของตนมีจุดยืนต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์และยินดีร่วมมือกับสหรัฐอย่างเต็มที่

เริ่มด้วยการประกาศรับรองรัฐบาลเบาได๋ของเวียดนามใต้ และส่งทหารไทยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีดังกล่าว พร้อมๆ กับเริ่มโหมรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ รวมทั้งการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่เห็นว่าสนับสนุนคอมมิวนิสต์ และการกวาดล้างจับกุมประชาชนด้วยข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวาง

ต้องไม่ลืมว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์นั้น ล้วนให้การสนับสนุนขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชอินโดจีนภายใต้การนำของโฮจิมินห์ ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยมีนโยบายสนับสนุนการยกเลิกระบอบอาณานิคมจนกระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามเย็นจึงเปลี่ยนนโยบายเป็นต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างถึงที่สุด

สหรัฐอเมริกาจึงกำหนดให้โฮจิมินห์เป็นศัตรูของฝ่ายโลกเสรี รวมทั้งนายปรีดี พนมยงค์

แต่การต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้เป็นผลสำเร็จนั้น สหรัฐอเมริกาต้องการความมั่นใจมากกว่า “ความร่วมมือ” จากไทย

ดังนั้น จากนี้ไป สหรัฐอเมริกา “พญาอินทรี” จะมีบทบาทครอบงำความเป็นไปในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

การต่อสู้ของ จอมพล ป.

ชัยชนะต่อกบฏวังหลวงเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 ด้านหนึ่งทำให้ฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ สิ้นสุดบทบาทในฐานะคู่ต่อสู้ทางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่อีกด้านหนึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมกลับฟื้นคืนชีพและกลายเป็นคู่ต่อสู้ใหม่ที่จะเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2492

มรดกที่ตกทอดของฝ่ายอนุรักษนิยมตั้งแต่รัฐธรรมนูญ “ใต้ตุ่ม” มาถึงฉบับถาวร 2492 คือวุฒิสภาที่เป็นอิสระจากรัฐบาลและเป็นวุฒิสภาชุด “เจ้า-ขุนนาง” ที่แต่งตั้งขึ้นในสมัยที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2493 วุฒิสมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่งต้องจับสลากออก แต่กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการก็ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ “ตุ่มแดง” ที่จะ “เลือกและแต่งตั้ง” วุฒิสมาชิกเข้ามาใหม่ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น “คนหน้าเดิม”

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วุฒิสภาอนุรักษนิยมยังคงแสดงบทบาทต่อต้านรัฐบาลโดยตลอด มีบันทึกว่า จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2494 มีพระราชบัญญัติส่งมาถึงที่ประชุมวุฒิสภารวมทั้งสิ้น 60 ฉบับ ถูกส่งกลับสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาใหม่ถึง 34 ฉบับ และอีก 22 ฉบับแม้ปล่อยผ่านแต่ก็มีการแก้ไขในสาระสำคัญ มีการตั้งกระทู้ถามการทำงานของรัฐบาล 35 กระทู้ พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 วุฒิสภาก็พิจารณาไม่เสร็จภายใน 60 วัน จนกระทั่งรัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อ 21 เมษายน พ.ศ.2494 ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องจากสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจหรือยุบเลิกวุฒิสภาเสีย

จนกระทั่งหลังกรณีกบฏแมนฮัตตันเมื่อมิถุนายน พ.ศ.2494 ซึ่งรัฐบาลสามารถปราบปรามได้อย่างเด็ดขาด วุฒิสภาก็ยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปเรื่อง “การกบฏจลาจล” เกี่ยวกับกรณีแมนฮัตตัน โดยให้เหตุผลว่า “รัฐบาลได้ทำการปราบปรามจลาจลคราวนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุ” ซึ่งวุฒิสภาเห็นว่า “รัฐบาลยังมีวิธีอื่นที่จะบังคับให้กบฏยอมจำนนได้ โดยไม่ต้องทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตมากมายดังที่กระทำกันมา” การอภิปรายกระทำตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 ซึ่งเป็นไปอย่างรุนแรงในเรื่องการปราบปรามและวิจารณ์ไปยังการบริหารงานของรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ ด้วย

บทบาทของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้ความเชี่ยวชาญทางการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาโดยอาศัยเงื่อนไขที่ได้เปรียบจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนี้รุกไล่รัฐบาลจนไม่อาจบริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงเลือกใช้วิธีการที่เด็ดขาด ทำการ “รัฐประหารทางวิทยุ” ฉีกรัฐธรรมนูญ 2492 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2494



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจ้าฟ้าและสามัญชน (7) : ชอบพัดลมไฟฟ้าหรือเปล่า
E-DUANG | ทำไม รัฐมนตรี มหาดไทย กลายเป็น ตำบล กระสุนตก
ดร.วันดี – สุทธิพงษ์ มอบเงิน 1 ล้านบาท ผอ.โรงพยาบาลพระปิยมหาราช จ.ตราด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้
เกมการทูตพม่าที่ กท. ! | สุรชาติ บำรุงสุข
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์พลขันธ์กับความคิดสันติภาพ (22) พระสารสาสน์ฯ กับความคิดเรื่องสันติภาพ
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (39)
E-DUANG | ชะตากรรม ไทยรักไทย มาอนาคตใหม่ ก้าวไกล
Saucony Thailand เปิดตัว “Saucony BKK 10K” งานวิ่งระดับนานาชาติที่ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมการวิ่ง
TrueOnline Home Next เชื่อมต่อทุกศักยภาพ สู่ทุกความเป็นไปได้ ร่วมผลักดัน Mister Global Thailand 2026 เปล่งประกายสู่เวทีโลก
การแก้ปัญหาเมือง
นักเขียน กับงาน จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไปยัง ‘ศรีบูรพา’