
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
The Eagle has Landed
การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อต้นปี พ.ศ.2491 แม้จะผ่านด่านการรับรองจากประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศไทยก็ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ รายจ่ายสูงกว่ารายรับติดต่อกันมาหลายปี
ขณะที่การเกิดขึ้นของสงครามเย็นทำให้สหรัฐอเมริกาซึ่งดำเนินนโยบายปิดล้อมจีนและสนับสนุนฝรั่งเศสให้กลับเข้ายึดครองอินโดจีนพยายามสนับสนุนจักรพรรดิเบาได๋เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเวียดนามใต้ต่อสู้กับรัฐบาลเวียดนามเหนือที่มีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ สหรัฐอเมริกาจึงเห็นความจำเป็นและประโยชน์หากได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงและมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นก็เริ่มความพยายามอย่างจริงจังในการชักจูงเกลี้ยกล่อมรัฐบาลไทยที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีให้เข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรีที่มีตนเป็นผู้นำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหมา เจ๋อตง ประสบความสำเร็จในสงครามกลางเมืองจีนจนสามารถสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผลสำเร็จเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492 สหรัฐอเมริกาจึงยิ่งเห็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้ไทยเข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรีให้ได้
ในชั้นแรกที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเจรจาหว่านล้อม จอมพล ป.พิบูลสงคราม เห็นด้วยกับข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีนายพจน์ สารสิน เป็นรัฐมนตรีว่าการ ให้สงวนท่าทีเพื่อมิให้นำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะหากโฮจิมินห์ประสบความสำเร็จในการรวมชาติ
แต่นอกจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลแล้ว จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ต้องระมัดระวังฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งคณะรัฐประหารได้สร้างความสัมพันธ์ไว้แต่แรกเพื่อร่วมกันกระทำการรัฐประหารและยังไม่สามารถลดอิทธิพลทางการเมืองได้แม้จะกดดันให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนก็ตาม
นอกจากนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังต้องเผชิญกับปัญหาภายในคณะรัฐประหารด้วยกันเอง แม้จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่กลับไม่มีอำนาจที่แท้จริง โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็ตกเป็นของจอมพลผิน ชุณหะวัณ ขณะเดียวกัน การแย่งชิงอำนาจระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะสร้างความสั่นสะเทือนต่อบัลลังก์อำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยตรง
จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงจำเป็นต้องแสวงหาฐานอำนาจใหม่เป็นของตัวเอง สอดคล้องกับความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่กำลังพยายามแสวงหาความร่วมมือจากไทย ส่งผลให้ในที่สุด จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็เปลี่ยนท่าทีการวางตัวเป็นกลางต่อความขัดแย้งในอินโดจีนตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศแต่แรก เป็นหันไปให้การสนับสนุนแนวทางของสหรัฐอเมริกาในการรับรองรัฐบาลเบาได๋
โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผลักดันให้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ให้การรับรองรัฐบาลเบาได๋แห่งเวียดนามใต้ ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพจน์ สารสิน ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งทันที
การรับรองรัฐบาลเบาได๋ครั้งนี้ส่งผลให้ไทยได้รับความช่วยเหลือทันทีจากสหรัฐอเมริกา คือ อาวุธมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2493 ติดตามมาด้วยการช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและสังคมตามลำดับ และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2493 ปีเดียวกันนั้น รัฐบาลไทยยังได้ส่งทหารไปร่วมรบที่เกาหลีตามคำร้องขอของสหรัฐอเมริกาในนามองค์การสหประชาชาติอีกด้วย
สหรัฐอเมริกาตอบแทนด้วยการแสดงออกอย่างชัดเจนในการสนับสนุนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งผลให้ฐานะทางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เข้มแข็งขึ้นทันที
จากนั้นเป็นต้นมา ไทยก็กลายเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นเอางานเอาการของสหรัฐในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งวุฒิสมาชิก ฌอน แรนดอล์ฟ แห่งสหรัฐ ให้คำนิยามว่าประเทศไทยนั้นเป็น “the unsinkable aircraft carrier-เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม” ของสหรัฐ
การเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเมื่อ พ.ศ.2481 ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้น นอกจากสามารถควบคุมคณะรัฐมนตรีได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้วยังมีฐานอำนาจทางทหารในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วย ยังไม่นับฐานเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้นในระยะแรกๆ แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ “ฐานอำนาจ” ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารเท่านั้น
การได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาครั้งนี้และครั้งต่อๆ มาจึงมิได้มีผลเพียงการเข้าร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์เท่านั้น แต่ยังมีผลเพื่อรักษาอำนาจของตนเองอีกด้วย มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจึงเป็น “หมาก” ที่สำคัญยิ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในการสร้างพลังต่อรอง
ดังนั้น เพื่อดึงดูดความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงต้องแสดงให้สหรัฐอเมริกาเห็นว่ารัฐบาลของตนมีจุดยืนต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์และยินดีร่วมมือกับสหรัฐอย่างเต็มที่
เริ่มด้วยการประกาศรับรองรัฐบาลเบาได๋ของเวียดนามใต้ และส่งทหารไทยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีดังกล่าว พร้อมๆ กับเริ่มโหมรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ รวมทั้งการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่เห็นว่าสนับสนุนคอมมิวนิสต์ และการกวาดล้างจับกุมประชาชนด้วยข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวาง
ต้องไม่ลืมว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์นั้น ล้วนให้การสนับสนุนขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชอินโดจีนภายใต้การนำของโฮจิมินห์ ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยมีนโยบายสนับสนุนการยกเลิกระบอบอาณานิคมจนกระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามเย็นจึงเปลี่ยนนโยบายเป็นต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างถึงที่สุด
สหรัฐอเมริกาจึงกำหนดให้โฮจิมินห์เป็นศัตรูของฝ่ายโลกเสรี รวมทั้งนายปรีดี พนมยงค์
แต่การต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้เป็นผลสำเร็จนั้น สหรัฐอเมริกาต้องการความมั่นใจมากกว่า “ความร่วมมือ” จากไทย
ดังนั้น จากนี้ไป สหรัฐอเมริกา “พญาอินทรี” จะมีบทบาทครอบงำความเป็นไปในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
การต่อสู้ของ จอมพล ป.
ชัยชนะต่อกบฏวังหลวงเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 ด้านหนึ่งทำให้ฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ สิ้นสุดบทบาทในฐานะคู่ต่อสู้ทางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่อีกด้านหนึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมกลับฟื้นคืนชีพและกลายเป็นคู่ต่อสู้ใหม่ที่จะเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2492
มรดกที่ตกทอดของฝ่ายอนุรักษนิยมตั้งแต่รัฐธรรมนูญ “ใต้ตุ่ม” มาถึงฉบับถาวร 2492 คือวุฒิสภาที่เป็นอิสระจากรัฐบาลและเป็นวุฒิสภาชุด “เจ้า-ขุนนาง” ที่แต่งตั้งขึ้นในสมัยที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2493 วุฒิสมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่งต้องจับสลากออก แต่กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการก็ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ “ตุ่มแดง” ที่จะ “เลือกและแต่งตั้ง” วุฒิสมาชิกเข้ามาใหม่ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น “คนหน้าเดิม”
ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วุฒิสภาอนุรักษนิยมยังคงแสดงบทบาทต่อต้านรัฐบาลโดยตลอด มีบันทึกว่า จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2494 มีพระราชบัญญัติส่งมาถึงที่ประชุมวุฒิสภารวมทั้งสิ้น 60 ฉบับ ถูกส่งกลับสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาใหม่ถึง 34 ฉบับ และอีก 22 ฉบับแม้ปล่อยผ่านแต่ก็มีการแก้ไขในสาระสำคัญ มีการตั้งกระทู้ถามการทำงานของรัฐบาล 35 กระทู้ พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 วุฒิสภาก็พิจารณาไม่เสร็จภายใน 60 วัน จนกระทั่งรัฐบาลตัดสินใจประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อ 21 เมษายน พ.ศ.2494 ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องจากสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจหรือยุบเลิกวุฒิสภาเสีย
จนกระทั่งหลังกรณีกบฏแมนฮัตตันเมื่อมิถุนายน พ.ศ.2494 ซึ่งรัฐบาลสามารถปราบปรามได้อย่างเด็ดขาด วุฒิสภาก็ยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปเรื่อง “การกบฏจลาจล” เกี่ยวกับกรณีแมนฮัตตัน โดยให้เหตุผลว่า “รัฐบาลได้ทำการปราบปรามจลาจลคราวนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุ” ซึ่งวุฒิสภาเห็นว่า “รัฐบาลยังมีวิธีอื่นที่จะบังคับให้กบฏยอมจำนนได้ โดยไม่ต้องทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตมากมายดังที่กระทำกันมา” การอภิปรายกระทำตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 ซึ่งเป็นไปอย่างรุนแรงในเรื่องการปราบปรามและวิจารณ์ไปยังการบริหารงานของรัฐบาลในเรื่องอื่นๆ ด้วย
บทบาทของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้ความเชี่ยวชาญทางการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาโดยอาศัยเงื่อนไขที่ได้เปรียบจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนี้รุกไล่รัฐบาลจนไม่อาจบริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงเลือกใช้วิธีการที่เด็ดขาด ทำการ “รัฐประหารทางวิทยุ” ฉีกรัฐธรรมนูญ 2492 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2494
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
