เปิดอก ธงธรรม DNA ภูมิธรรม ส.ส.เลือดใหม่เพื่อไทย ทำไมถึงต้องมาการเมือง?
MatiTalk | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
สนามการเมือง เคยเป็น ‘เขตห้ามเข้า’ จากมุมมองของที่บ้าน ในเวลาช่วงหนึ่ง เพราะคงเป็นห่วงว่าการที่จะเข้ามามันโหด มันเจ็บตัวนะ จนเคยมีคนบอกเอาไว้ว่า ถ้าใครชวนเล่นการเมืองแสดงว่าคนนั้นไม่รักเราจริง
กอป่าน หรือ ธงธรรม เวชยชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย บุตรชาย ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และแกนนำคนสำคัญของพรรค พท. เปิดใจกับมติชนสุดสัปดาห์ ผ่านรายการ MatiTalk
ธงธรรมรับว่า ตั้งแต่เด็กๆ มีความรู้สึกอยากเข้าวงการเมืองเข้ามาทำงานการเมือง แต่คิดว่ายังคงไม่ถึงเวลา ก็ไปเติบโตเองก่อน ไปทำงานอยู่บริษัทเอกชน
เริ่มตั้งแต่เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาเลย แล้วก็ค่อยๆ อัพตัวเองขึ้นมา ค่อยๆ ทำงาน ไต่เลเวลจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าในเมื่อเราเคยเป็นผู้นำในหน่วยงาน ไปจนถึงระดับองค์กรมาแล้ว คราวนี้มันก็เลยรู้สึกว่าเรามีความพร้อมแล้ว ถึงวันที่อยากจะสร้างและทำอะไรในระดับที่มันใหญ่ขึ้น เป็นจุดที่น่าจะพร้อมพอดี
จึงคิดว่าเข้ามาสู่วงการการเมืองนี่แหละที่น่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้

กอป่านบอกว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ได้เห็นคุณพ่อ (ภูมิธรรม) ทำงานการเมืองมาตลอดก็มีผล มีอิทธิพลทางอ้อมมาถึงตัวเอง ได้เห็น movement ในการเมืองต่างๆ จากที่บ้าน มันค่อยๆ พัฒนาวิธีคิด mindset ต่างๆ ซึ่งการที่ได้เห็นการทำงานของคุณพ่อ ถือเป็น “ข้อเตือนสติ” เตือนใจมากว่า จะทำอะไรแล้วต้องคิดให้ครบคิดให้รอบคอบ คิดหน้าคิดหลังให้ดี
ที่พูดนี่เราไม่ได้เอาเท่นะ เพียงแต่ว่ารู้สึกว่าการทำงานการเมืองในยุคปัจจุบันมันมีข้อจำกัดเยอะ แล้วการทำงานภายใต้ข้อจำกัดพวกนี้ มันต้องคิดให้ครบ แล้วคิดวางแผน Preventive ไว้ล่วงหน้า
ถ้าถามว่ามีบทเรียนอะไรที่เห็นจากคุณพ่อที่รู้สึกติดอยู่ในใจ ผูกใจหรือว่าเป็นปมไหม ผมคิดว่าไม่มี เพียงแต่ว่ามันเป็นบทเรียนมากกว่าที่จะสอนให้เราค่อยๆ คิดให้ถี่ถ้วน คิดทุกสเต็ป คิดไปข้างหน้าให้ได้สัก 2-3 สเต็ปอย่างน้อย แล้วเอามาเป็นบทเรียนที่เราจะทำงานการเมืองมากกว่า
ที่ผ่านมา การเติบโตของเราแทบไม่เคยได้ใช้ความเป็นลูกของภูมิธรรมในการทำงานเลย แต่วันนี้ การเป็นลูกของคุณพ่อ มันปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่เราได้เข้ามายืนตรงจุดนี้มันเป็นเพราะเราเป็นลูกคุณพ่อ แต่ผมคิดว่าหลังจากนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำเอง
คิดว่าวันนี้เราตั้งใจทำงานให้เกิดประโยชน์กับพรรค เรากระโดดลงไปทำ อาสาไปทำแล้วก็ไม่ปฏิเสธงานทุกงาน และโอกาสทุกโอกาสที่เข้ามา เพราะว่าเรารู้ว่าทุกๆ งานที่เราได้รับมอบหมาย ก็จะทำให้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นได้เห็นเหมือนกัน

: เห็นคุณพ่ออยู่ในช่วงที่โดนรัฐประหารมา 2 หน ไม่กลัว?
คงบอกว่าเรื่องนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่อยากเข้าสู่วงการการเมืองคงไม่ใช่ ผมว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลด้วย แต่ละคนอาจจะมีข้อจำกัดของเขา มีเงื่อนไขแตกต่างกัน ในขณะที่วันนี้เราเข้ามาแล้ว เราไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร การที่เราเดินเข้ามาสู่สนามนี้ด้วยความที่มีเงื่อนไขน้อยน่าจะเป็นผลดีมากกว่า
เราเองอาจจะเป็นคนที่เวลาเราทำงานแล้วเรามีเป้าหมายตลอด ก็รู้สึกว่า การทำงานที่ผ่านมา เราเคยได้สร้างคุณค่าบางอย่างในระดับหน่วยเล็กมากๆ ตอนทำงาน จนกระทั่งมาถึงเลเวลที่เป็นระดับองค์กร ระดับอุตสาหกรรม ก็คิดว่าในสเต็ปถัดไป ถ้าเกิดไปสร้างคุณค่าตรงนี้ให้กับประเทศได้ มันเป็นความสุขของผมเหมือนกันที่จะได้รู้สึกว่าตัวผมเองมีคุณค่า เวลาที่ผมได้ทำอะไรให้กับคนอื่น และคนอื่นยอมรับ
เพราะฉะนั้นในเลเวลถัดไปที่เราจะทำได้และเป็นเลเวลที่สูงที่สุดก็คือ “เลเวลของการเมือง” ถ้าเราทำงานแล้วมันได้ผลบวกให้กับประเทศ ผมก็คิดว่าก็น่าสนใจ น่าจะลองเข้ามาทำดู
บทบาทในช่วงการเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้ ด้วยความเป็นลูกก็เป็นห่วงพ่อ เพราะก็รู้สึกว่าทำงานหนักมาก ตอนนั้นเป็นทั้งรองนายกฯ แล้วก็รักษาการนายกฯ แล้วก็ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ช่วงสุดท้ายก็จะเป็นของมหาดไทย มันก็จะมีปริมาณงานของแต่ละตำแหน่งเยอะมากๆ เราก็เป็นห่วง
แต่ว่าในทางกลับกัน สิ่งที่คุณพ่อทำ เราก็ภูมิใจในตัวเขา เราก็รู้ว่านี่แหละคือการที่เขาได้มาทำงานทำอะไรให้กับประเทศ มันก็เป็นความสุขของเขาเหมือนกัน เป็นสิ่งที่เขาอยากทำ เราไม่เคยห้าม
เพียงแต่เราทั้งครอบครัวจะคอยดูแลกันอยู่ห่างๆ มากกว่า ว่ายังโอเคไหม พักผ่อนบ้างหรือเปล่า
ในบ้านเราจะมีสิ่งที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว คือการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน
ภายในบ้านผมก็มีความเห็นหรือจุดยืนไปในทางใกล้ๆ กันอยู่แล้ว เช่น การวางเป้าหมายที่จะทำภารกิจอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด การที่จะไปให้ถึงตรงนั้นตรงนี้ได้ มันจะต้องไปด้วยวิธีไหน ต้องประสานงานยังไง รักษาจุดร่วมของเราแล้วก็ของบุคคลอื่นๆ ในทางการเมืองในพรรคอื่นๆ ยังไงบ้าง ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เราค่อนข้างคิดเหมือนกัน
เราไม่ใช่สายเหยี่ยวที่จะแบบ “ดับเครื่องชน” แบบว่า ไม่ได้! คือต้องหักอย่างเดียว อย่างนี้ไม่ใช่เรา
แต่ถ้าสมมุติว่าเราสามารถจะไปถึงเป้าหมายในจุดที่จะต้องมีการคุยและตกลงกันได้ ผมว่าอันนี้คือ DNA ในบ้านเราเหมือนกัน
คุณพ่อก็จะเป็นสายพิราบ เป็นสายแบบคอมโพรไมส์ เราเองก็เป็นแบบนั้น ที่สามารถจะคุยได้กับหลายๆ พรรคการเมือง สามารถจะคุยได้กับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยด้วย ไม่ใช่แค่เฉพาะคนรุ่นเดียวกัน
สิ่งที่อาจจะไม่ได้เหมือนกับคุณพ่อโดยตรง คือคุณพ่อโตมาจากนักกิจกรรม เป็นนักรัฐศาสตร์ แล้วก็เข้ามาสู่การเมือง ในฐานะของการทำงานการเมืองเลย ขณะที่เราเองโตมาจากการเป็นนักปฏิบัติการมาตลอด ขอแค่ให้เจ้านายสั่งงานมา นายว่ายังไง เราจะไปหาทางให้สำเร็จโดยที่ยึดความถูกต้อง ถูกหลักการ แล้วก็ไปถึงเป้าหมายได้
คือคุณพ่อเขาก็ผ่านเวทีผ่านกิจกรรม ผ่านโลกมาแล้วมันก็ทำให้เขาเป็นเขาทุกวันนี้ หมายถึงว่าเรามองว่าคุณพ่อเป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริง คือการที่จะทำอะไรก็ตาม เขาไม่ได้พายเรือไปโดยที่ไม่เห็นเป้าหมาย
ผมว่าคุณพ่อจะเป็นสายที่พยายามที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายได้แล้วก็พยายามจะรักษาทุกคนไว้ เขาไม่ได้คิดแค่เป้าหมาย แต่เขาคิดในแง่รักษาทีมให้ไปด้วยกันได้หมด เป็นสิ่งที่เราเห็นเขา แล้วก็ซึมซับในกระบวนการและวิธีการคิดของเขามาโดยตลอด
: ที่ผ่านมานักวิเคราะห์มองว่า เพื่อไทยขาลงแล้ว?
ถ้าสมมุติมองว่าการเมืองคือการทำงานให้กับคน แล้วเราสามารถที่จะทำผลงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ผมก็เชื่อว่ามันมีโอกาสกลับมาได้เสมอ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำงานการเมืองแล้ว เรารู้ว่าเรากำลังทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อะไรต่อประชาชนกลุ่มไหน แล้วสิ่งที่เราทำมันเกิดผลลัพธ์จริง ผมว่าอันนี้จะเป็นตัวชี้วัดที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนหรือคนที่เขากำลังจะเลือกเรามากขึ้น ถ้าเกิดว่าเขารับรู้ได้ว่ามันมีประโยชน์หรือมันเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อเขาจริงๆ ทำไมเขาจะไม่เลือกเรา การเป็นรัฐบาลถ้าคุณทำได้ดี คุณทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นชิ้นเป็นอันที่เป็นเชิงประจักษ์ แล้วประชาชนรับรู้ได้อันนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพรรคการเมือง
สำหรับผม บทเรียนที่ผ่านมาที่ผมมองพรรคเพื่อไทย คือ “ความระแวดระวังของเรา” ที่บางครั้งหลายคนอาจจะมองว่ามีมากเกินไป มันอาจจะทำให้การเดินนโยบายของเราในแต่ละก้าวมันช้าลง หากเปรียบกับเมื่อก่อน อยากทำอะไรก็วางสเต็ปแล้วผลักดันให้เกิดขึ้น
แต่การทำนโยบายตอนนี้ต้องคิดเยอะขึ้นว่ามันอาจจะโดนไปซ้ายไปขวา ก็เลยทำให้การทำงานมันใช้เวลามากขึ้น ในการที่จะเดินแต่ละเรื่อง ต้องคิดเยอะขึ้น เพราะว่าเรามีบทเรียนมาเยอะ อาจจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เป็นอุปสรรคของการเดินไปข้างหน้าได้
พรรคเพื่อไทยหลายๆ อย่าง ถ้าสังเกตดูก็เหมือนเปลี่ยนเลือดเยอะ เปลี่ยนถ่ายหลายๆ คนรุ่นนี้อายุ 20-40 ปี ผมคิดว่าคือการผสมผสาน พี่ๆ กลุ่มรุ่นก่อตั้งรุ่นผู้สร้างก็ยังอยู่ แต่เขาอยู่ในบทบาทที่เป็นที่ปรึกษา
แต่รุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาก็ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นผู้รับปฏิบัติอย่างเดียว รุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาก็เสนอออกแนวคิดด้วย
ผมว่าพรรคเพื่อไทยด้วยความที่มี DNA ของการสร้างการมีส่วนร่วม แล้วกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของกลุ่มคนที่มีทั้งผู้สร้างกับผู้สานต่อเข้ามาผสมกันแล้ว
ความผสมผสานตรงนี้ ทำให้เราเริ่มเห็นนโยบายใหม่ๆ มีวิธีการสื่อสารใหม่ๆ การทำงานใหม่ๆ มากขึ้น
ตอนนี้การที่เรามีคนใหม่ๆ เลือดใหม่ๆ เข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยก็เป็นสิ่งที่อาจจะทำให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น แต่ละคนปรับตัว แล้วเริ่มมีองค์ความรู้ใหม่ๆ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ
เรามีคนที่รู้ลึกเรื่องการศึกษาเข้ามาทำงานกับเราจริงๆ
เรามีคนที่รู้เรื่องเกษตรแต่เป็นเกษตรยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี
เรามีรองนายกฯ อ.เชน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาก ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
ผมมองว่าประเทศเราไม่ควรที่จะเสียเวลาไปกับอะไรแล้ว ณ วันนี้ต้องมองให้ออกว่าการทำงานการพัฒนาประเทศ ทุกอย่างต้องเดินหน้าตลอดแล้ว หยุดไม่ได้ และต้องเดินให้ถูก อาจจะไม่มีเวลาให้เราหลงทางมากนัก เพราะวันนี้การแข่งขันระดับประเทศมันเร็วมาก ทุกๆ ประเทศไม่ว่าเราเองหรือเพื่อนบ้าน ทุกคนพยายามที่จะช่วงชิงพื้นที่เพื่อให้ตัวเองมีจุดยืนหรือเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการค้าโลกเสมอ
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเทศไทยต้องคิดให้ดีคิดให้ละเอียด แล้วตัดสินใจเดินหน้า
ชมคลิป
