กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
พลันที่คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประกาศว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ผมก็สงสัยว่าจะทันได้ร่วมฉลองหรือไม่
เพราะผมจะหายใจไปถึงวันนั้นได้หรือไม่ยังน่าสงสัย
แต่แม้จะทำได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดก็ต้องถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง
เพราะถ้าเป้าหมายของรัฐบาลล่าสุดนี้เป็นเรื่องจริงจัง 12 ปีก็ต้องถือว่าเป็นกรอบเวลาที่ “ทะเยอทะยาน” มาก
ยิ่งมีข่าวคราวเรื่องคอร์รัปชั่นในเกือบทุกวงการก็ยิ่งเห็นว่าแม้ 12 ปีก็เป็นไปได้ยาก
เพราะเอาเข้าจริงๆ เราก็ติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” มานานกว่าสองทศวรรษแล้ว
เรื่องน่าเศร้าคือแทนที่จะขยับออกจาก “กับดัก” นี้ เราดูเหมือนจะยิ่งถอยหลังลึกลงไปอีกด้วยซ้ำ
แต่คำประกาศนี้ก็ย่อมสร้างทั้งความหวังและคำถามในเวลาเดียวกัน
เพราะในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยแทบไม่เคยเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ต่อปี ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศกำลังเร่งแซงหน้าไทยในหลายด้าน
ตั้งแต่การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพแรงงาน
ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดที่ต้องตอบคำถามสำคัญว่า เป้าหมายนี้เป็นไปได้จริง หรือเป็นเพียงเป้าหมายที่สวยงามแต่ยากจะเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองแบบเดิม
แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า “ประเทศรายได้สูง” หมายถึงอะไร
เพราะมาตรฐานนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำโฆษณาทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเกณฑ์ที่ธนาคารโลกใช้แบ่งระดับการพัฒนาของประเทศทั่วโลก
ธนาคารโลกแบ่งประเทศออกเป็นสี่ระดับตามรายได้ประชาชาติต่อหัว (Gross National Income per capita) โดยใช้วิธีคำนวณแบบ Atlas Method ซึ่งปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและเงินเฟ้อด้วย
ประเทศรายได้สูงคือประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี
ขณะที่ประเทศไทยยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 7,120 ดอลลาร์ (ตัวเลขปี 2024) ขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 83,490 ดอลลาร์ และมาเลเซีย 12,110 ดอลลาร์
แม้จะก้าวข้ามความยากจนมาไกล แต่ไทยยังไม่สามารถขยับเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงได้
ต้องไม่ลืมว่าการเป็นประเทศรายได้สูงไม่ได้หมายถึงตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่สะท้อนคุณภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
ประเทศเหล่านี้มีผลิตภาพแรงงานสูง มีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน
มีระบบการศึกษาที่ผลิตบุคลากรคุณภาพ
มีสถาบันรัฐที่มีประสิทธิภาพ
มีภาคเอกชนที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก
และมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อีกนัยหนึ่ง ประเทศรายได้สูงไม่ได้รวยเพราะโชคช่วย แต่รวยเพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ
แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการท่องเที่ยว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการผลิตที่อาศัยแรงงานและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มูลค่าเพิ่มที่คนไทยสร้างขึ้นเองยังไม่สูงมากนัก
การวิจัยและพัฒนายังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ผลิตภาพแรงงานเติบโตช้าต่อเนื่องมานานหลายปี
เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเผชิญสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง”
หมายถึงการขยับขึ้นด้วยความยากลำบากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา
นั่นแปลว่าประเทศสามารถเติบโตได้ดีในช่วงแรกจากแรงงานราคาถูก การลงทุนจากต่างชาติ และการส่งออก
แต่เมื่อค่าจ้างเริ่มสูงขึ้น ความได้เปรียบด้านต้นทุนก็ลดลง หากไม่สามารถสร้างนวัตกรรมหรือยกระดับเทคโนโลยีได้ ประเทศก็จะเติบโตช้าลงและติดอยู่ในระดับรายได้ปานกลางต่อไปอีกเป็นเวลานาน
หลายประเทศเคยเผชิญสถานการณ์เช่นเดียวกับไทย แต่สามารถก้าวข้ามกับดักนี้ได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเกาหลีใต้
ในช่วงทศวรรษ 1960 เกาหลีใต้ยังยากจนกว่าประเทศไทย รายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทยอย่างมาก
แต่รัฐบาลในเวลานั้นเลือกลงทุนด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
จนสามารถสร้างบริษัทระดับโลกอย่าง Samsung, Hyundai และ LG
วันนี้ เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศรายได้สูงที่มีรายได้ต่อหัวมากกว่าไทยหลายเท่าตัว
สิงคโปร์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ลี กวนยิว ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าเขากระโดดจาก “ประเทศโลกที่สาม” มาเป็น “โลกที่หนึ่ง” วันนี้ภายในหนึ่งช่วงชีวิตคนเท่านั้น
สิงคโปร์ที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติกลับสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีของโลก
เขาลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และรักษาความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจเป็นเวลาหลายสิบปี
ไต้หวันใช้แนวทางแตกต่างออกไป โดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง จนสามารถสร้างบริษัทระดับโลกอย่าง TSMC ที่กลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชิพโลกในปัจจุบัน
แม้แต่ไอร์แลนด์ ซึ่งเคยเป็นประเทศยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ก็สามารถพลิกตัวเองขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลกผ่านการปฏิรูปภาษี การลงทุนด้านการศึกษา และการดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศ
สิ่งที่ประเทศเหล่านี้มีเหมือนกัน ไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือ “ความต่อเนื่องของการปฏิรูป” ที่ดำเนินยาวนานกว่าสิบหรือยี่สิบปีโดยไม่สะดุดจากความขัดแย้งทางการเมือง
เมื่อหันกลับมามองบ้านเรา ภาพกลับตรงกันข้าม เรามีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง มีการเปลี่ยนนโยบายทุกครั้งที่มีผู้นำเข้ามารับช่วงต่อ
ทำให้โครงการเศรษฐกิจที่เริ่มต้นแล้วหยุดกลางคัน การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไม่ต่อเนื่อง ขณะที่ระบบราชการยังมีความซับซ้อนจนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคเอกชน
ปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือประเทศไทยกำลังแก่ก่อนรวย ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนแรงงานวัยทำงานลดลงทุกปี ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน กำลังการผลิตของประเทศกลับลดลง หากไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพของแรงงานที่เหลืออยู่ได้ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ยากกว่าที่ผ่านมา
ด้านการศึกษาก็เราล้มเหลวอย่างน่าตกใจ
ผลการประเมินทักษะของนักเรียนไทยในเวทีนานาชาติสะท้อนว่าคุณภาพการเรียนรู้ยังตามหลังหลายประเทศในเอเชีย
ขณะที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการทักษะใหม่ด้านปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล วิศวกรรมขั้นสูง และเศรษฐกิจดิจิทัล หากระบบการศึกษายังผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจในอนาคต ประเทศก็จะขาดกำลังคนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงได้
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการเติบโตตามปกติของเศรษฐกิจ
หากประเทศไทยยังเดินด้วยโครงสร้างเดิม อัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-3% ต่อปีอาจไม่เพียงพอที่จะพาประเทศก้าวข้ามเส้นแบ่งรายได้สูงได้ทันตามกรอบเวลา
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เราฝันได้หรือไม่” แต่คือ “เราพร้อมจะเปลี่ยนแปลงมากพอหรือยัง”
เพราะประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกพิสูจน์มาแล้วว่า ไม่มีประเทศใดก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงได้ด้วยการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ หากแต่ต้องกล้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง และระบบราชการพร้อมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
การประกาศเป้าหมายจึงเป็นเพียงก้าวแรก ส่วนก้าวที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างไม่หยุดกลางทาง
และนั่นคือบททดสอบที่แท้จริงของประเทศไทยในทศวรรษข้างหน้า
ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี…สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP แต่คือ “วิธีคิดทั้งประเทศ”
และวิธีคิดทั้งประเทศหมายถึงอะไร คงต้องมาคุยกันต่อในสัปดาห์หน้า
