bg-single

ประชาชนขนทรายเข้าวัด

06.09.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

สงกรานต์มีประเพณีขนทรายเข้าวัด โดยอ้างเรื่องเล่าว่าชาวบ้านที่เดินเข้าออกวัดทุกวันทั้งปี ทำให้ทรายวัดติดตีนชาวบ้านไปนอกวัดซึ่งเท่ากับบาป ดังนั้น เมื่อถึงสงกรานต์ต้องชดใช้ด้วยการทำบุญขนทรายเข้าวัด

ก่อพระทรายตอนสงกรานต์ เป็นผลพลอยได้จากขนทรายเข้าวัด ด้วยการทำกิจกรรมทางศาสนา ให้เป็นที่เชื่อถือว่าการขนทรายเข้าวัดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และได้บุญ

เรื่องเล่าเป็นสิ่งเพิ่งสร้างเพื่อกล่อมเกลาให้ชาวบ้านเชื่อว่าจริง แล้วร่วมกันทำบุญด้วยการขนทรายเข้าวัด ซึ่งเป็นอุบายของพระสงฆ์สมัยก่อน ดังนี้

(1.) พระสงฆ์ต้องการทรายใช้ผสมดินเหนียวทำอิฐเผา สำหรับบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานของวัดที่ชำรุดทรุดโทรม

(2.) ทรายไม่พบทั่วไป แต่มีเฉพาะแหล่งทราย ซึ่งส่วนมากอยู่ไกลจากวัด ที่เกินกำลังพระสงฆ์จะไปขนมาไว้ใช้งานในวัด (สมัยนั้นไม่มีธุรกิจดูดทรายส่งขายในชุมชน) พระสงฆ์จึงถือโอกาสสงกรานต์ปีละครั้งบอกบุญชาวบ้าน

(3.) ชาวบ้านและพระสงฆ์ในวัดทั่วไปสมัยโบราณร่วมกันปั้นดินเหนียวผสมทรายทำอิฐเผาเพื่อใช้ซ่อมวัด เว้นแต่วัดหลวงเท่านั้นเกณฑ์อิฐเผาจากชาวบ้านตามที่ต้องการ ซึ่งจำนวนไม่น้อย

ก่อพระทรายคล้ายเจดีย์มอญ (พ.ศ.2556) วัดขนอน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี (ภาพจาก http://www.taklong.com)

ขบถและปลดปล่อยในสงกรานต์

ประชาชนของรัฐจารีตในบ้านเมืองสมัยเก่าก่อนล้วนมีความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน เพราะถูกกดทับอย่างเคร่งครัดตลอดปีด้วยการปฏิบัติตามจารีตประเพณีพิธีกรรม ครั้นถึงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาปลดปล่อยผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการละเล่นละเมิดข้อห้ามและขบถจารีตประเพณีที่คนเราต้องเคร่งครัดทั้งปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ โดยมีขอบเขตไม่ทำร้ายบุคคลอื่นให้บาดเจ็บล้มตายและเดือดร้อน

การละเล่นในวันสงกรานต์จึงเป็นพิธีกรรมต่อต้านข้อห้ามระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้ ซึ่งไม่เพียงเป็นที่ยอมรับจากสังคมเท่านั้น ยังได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติอีกด้วย โดยเฉพาะระหว่างความสัมพันธ์ของผู้หญิง-ผู้ชาย, ผู้น้อย-ผู้ใหญ่ และพระสงฆ์-ฆราวาส

พิธีกรรมขบถต่อระเบียบต่างๆ มีบทบาทอย่างยิ่งทางสังคมที่ทำให้ความกดดันและความขัดแย้งในสังคมคลี่คลายระบายออก เพื่อรักษาดุลทางสังคมกลับสู่ภาวะปกติสุขเช่นเดิมอีก

ครั้นหมดสงกรานต์ ทุกอย่างคืนสู่ปกติ เริ่มตึงเครียดเหมือนเคยเป็นมา จนกว่าจะถึงสงกรานต์คราวต่อไป

มักพบในกลุ่มสังคมดั้งเดิมหลายชาติพันธุ์ที่เน้นความแตกต่างทางเพศของเพศชาย เพศหญิง แล้วทำให้สถานภาพของผู้หญิงถูกกดว่าต่ำกว่าชาย และมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ให้อิสระแก่ปัจเจกชนอย่างจำกัด เช่น

เด็กล้อเล่นกับผู้ใหญ่ได้ ยั่วเย้าได้ โดยไม่ถือว่าเสียมารยาทหรือเป็นการล่วงละเมิด, สถาบันสงฆ์ถูกต่อต้านด้วยพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงข้อห้ามหรือความเหมาะสมที่ผู้หญิงพึงสำรวมต่อสงฆ์ และทั้งๆ พระสงฆ์เองตามประเพณีความเชื่อก็ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด และมีข้อห้ามมากมายที่ไม่สมควรวิสาสะกับผู้หญิง

สาดน้ำสงกรานต์ เจ้าฟ้าเชียงตุง ประชาชนชาวเชียงตุง (ในพม่า) เล่นสงกรานต์สาดน้ำใส่เจ้าฟ้า (กษัตริย์) เชียงตุง โดยไม่มีความผิด

เสฐียรโกเศศบันทึกเรื่องวันสงกรานต์ที่เชียงตุง ดังนี้

เจ้าฟ้าเชียงตุงจะต้องออกขุนนาง ด้วยการประทับนั่งขัดสมาธินิ่งคล้ายพระพุทธรูปอยู่บนอาสนะ พวกขุนนางก็เข้าเฝ้าถวายบังคมโดยลำดับ

เมื่อเจ้าฟ้าอวยพรเสร็จ ประตูด้านหลังที่นั่งก็ค่อยแย้มออก เจ้าฟ้าเชียงตุงจะเสด็จหายเข้าไปในประตู

ทันใดนั้นพวกข้าราชการซึ่งเฝ้าอยู่อย่างสงบเสงี่ยมต่างก็ลุกขึ้นแย่งกันหนีออกจากที่เฝ้าอย่างสับสนอลหม่าน เพราะขณะนั้นมีราษฎรยกพวกแห่กันมาสาดน้ำสงกรานต์

พฤติกรรมอย่างนี้ถ้ายามปกติจะมีโทษถึงตาย

[สรุปจากหนังสือ 2 เล่ม ของเสฐียรโกเศศ ได้แก่ (1.) การศึกษาเรื่องประเพณีไทย ราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2505 หน้า 41-49 และ (2.) เทศกาลสงกรานต์ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2515 หน้า 171-175]

ก่อพระทรายคล้ายเจดีย์มอญ (พ.ศ.2556) วัดขนอน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี (ภาพจาก http://www.taklong.com)

ผู้หญิงกับพระสงฆ์ ผู้หญิงชาวบ้านที่มีข้อห้ามรุนแรงว่าถูกเนื้อต้องตัวพระสงฆ์ไม่ได้ในยามปกติ แต่ในช่วงสงกรานต์บางชุมชนอนุญาตให้ผู้หญิงทำได้ เช่น

ผู้หญิงร่วมกันอุ้มพระสงฆ์ (ที่นิมนต์มาฉันอาหาร) โยนลงไปในแม่น้ำลำคลองหนองบึงได้ และอาจละเมิดกฎเกณฑ์ได้มากกว่านี้ด้วย แต่ไม่ถึงขั้นผิดทางเพศ

นอกจากนี้ ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการเล่นสาดน้ำและเล่นมอมหน้า ซึ่งไม่จำเพาะแต่จะสาดกันเองระหว่างหนุ่มสาว แต่สาดพระสงฆ์ก็ได้

เสฐียรโกเศศเล่าว่า “ถือขันน้ำเร่ขึ้นกุฏิเพื่อสรงน้ำหลวงพี่ด้วยปะเหมาะหลวงพี่ไม่ทันรู้ตัว ได้ยินเสียงโครมครามเหมือนมีโจรขึ้นปล้น ยังไม่ทันรู้ว่าเรื่องอะไรก็พอดีถูกสาดน้ำเข้าโครมใหญ่ ดีมิดีที่นอนหมอนมุ้งถูกน้ำสาดเปียกหมด—-ตอนนี้ไม่ใช่สรงน้ำพระ แต่เป็นเรื่องสาดน้ำพระ”

สังคมแต่ก่อนอนุญาตให้พระสงฆ์ในหมู่บ้านร่วมเล่นแข่งขันกับชาวบ้านได้ เช่น พระสงฆ์แข่งเรือ, แข่งเกวียน, แข่งจุดบั้งไฟ ฯลฯ

การแห่พระสงฆ์ด้วยเกวียนโดย “ชาวบ้านช่วยกันตกแต่งเกวียน คาดผ้าสีแพรเป็นเพดานหลังคา และประดับประดาด้วยสิ่งต่างๆ ตามแต่จะเห็นงาม—-

แล้วนิมนต์พระสมภารเจ้าวัดหรือพระสงฆ์ที่นับถือขึ้นนั่งบนเกวียนมีขบวนแห่อย่างครึกครื้น เวียนประทักษิณอุโบสถสามรอบ แล้วก็ชักเกวียนไปยังที่ซึ่งจัดไว้ แต่ว่าไม่ได้ชักอย่างตรงไปตรงมา เขาเล่นชักเย่อกันด้วย โดยแบ่งพวกชาวบ้านออกเป็นพรรคบ้านเหนือ และพรรคบ้านใต้ หรือตลาดบ้านเหนือและตลาดบ้านใต้

พวกที่ชักล้วนเป็นคนหนุ่มคนสาวกำลังฉกรรจ์ทั้งนั้น ชักเย่อกันไป ชักเย่อกันมา ไม่ไปถึงไหน ลางทีนานตั้งชั่วโมงก็ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะกัน ถ้านานถึงเช่นนั้นก็ต้องหยุดพักเอาแรงกันเสียพักหนึ่ง แล้วจึงลงมือชักเย่อกันใหม่ต่อไป จนกว่าใครจะแพ้ลงข้างหนึ่ง ฝ่ายที่ชนะก็เต้นรำทำเพลงเยาะเย้ยฝ่ายที่แพ้อย่างสนุกสนาน”

พระสงฆ์เองก็ถือเป็นสนุกไปกับฆราวาสโดยไม่คิดว่าเป็นอาบัติ

ผู้หญิงกับผู้ชาย การเล่นกันเองระหว่างหนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ก็ถึงขนาดฉุดกระชากลากถูกันจนเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งไปทั้งหมด โดยเฉพาะพวกผู้หญิงดูจะจงใจแก้แค้นผู้ชาย หรือผู้หญิงมักจะเล่นสนุกกับผู้ชายมากกว่าจะเล่นกับผู้หญิงด้วยกันเอง

ผู้หญิงบางพวกรวมกลุ่มกันจับผู้ชายมาเล่นแผลงๆ ด้วยการมัดไว้กับต้นเสาเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นเหล้าหรือของกินต่างๆ สุดแต่จะหาได้ หากผู้ชายที่ถูกจับไม่ยอมปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้หญิงต้องการก็อาจจะถูกทำประจาน เช่น

ถูกจับถอดเสื้อกางเกงล่อนจ้อนเปลือยกาย, ถูกทำพิเรนทร์ๆ กับของลับฝ่ายชาย, บางรายถึงขนาดเอาใบสับปะรดซึ่งมีความหยาบจนสากมาแกล้งถูที่ของลับผู้ชายให้เจ็บปวด เป็นต้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย