ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ชื่อสมาชิกแต่ละคนของ “วงนั่งเล่น” นั้นนับว่า “ใหญ่โต” หรือเต็มไปด้วยเครดิตในแวดวงดนตรีสากลไทย หากพิจารณาจากผลงานเก่าๆ จำนวนมากมายที่พวกเขาเคยทำเอาไว้ตั้งแต่ยุค 1980, 1990 มาจนถึงหลังสหัสวรรษใหม่
ไม่ว่าจะเป็น “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” (ร้องนำ-กีตาร์) โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงเสียงประสาน ที่ทำเพลงได้เท่มีสไตล์โดดเด่นเฉพาะตัวมากที่สุดคนหนึ่ง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลง-อัลบั้มจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นหิ้งเป็น “ผลงานอมตะ” ของวงการเพลงไทย
“กมลศักดิ์ สุนทานนท์” (ร้องนำ) นักเขียนคำร้อง ซึ่งเขียนได้ทั้งเพลงแนวอบอุ่นและยียวนกวนอารมณ์ ที่น่าจะจัดเป็นคนเขียนคำร้องเพลงป๊อปมือวางอันดับต้นๆ ของประเทศในช่วงทศวรรษ 2540
“ปิติ ลิ้มเจริญ” (ร้องนำ-กีตาร์-ขลุ่ยไทยและฝรั่ง) นักแต่งเพลงที่สามารถจบงาน “เขียนคำร้อง-แต่งทำนอง” ได้ด้วยตนเอง อันถือเป็นการแหวกจารีตวัฒนธรรมแบบค่ายเพลงในยุค 90s แถมผลงานการเขียนคำร้อง-แต่งทำนองของเขายังมักกลายเป็นเพลงฮิตเพลงดีเสียด้วย
“เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์” (คีย์บอร์ด) มือแต่งทำนอง-เรียบเรียงเสียงประสาน ที่มีผลงานเพลงหวานๆ เพราะๆ อยู่เยอะ และปักหลักทำงานร่วมกับพนเทพมาอย่างยาวนาน
“อิศรพงศ์ ชุมสาย ณ อยุธยา” (คีย์บอร์ดและเมโลดิกา) อดีตหัวหน้าวงพลอย โปรดิวเซอร์ คนเรียบเรียงดนตรี และครูสอนร้องเพลงที่ได้รับการยอมรับในยุคค่ายเพลง
“เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์” (ร้องประสานและเพอร์คัสชัน) อดีตสมาชิกวงแฟลช ซึ่งมีผลงานอัลบั้มเดี่ยวอันน่าจดจำด้วยสำเนียงการร้องสไตล์ “บีจีส์” ที่ออกกับค่าย “โอ้มายก๊อด” ของพนเทพในยุค 90s
“ณัฏฐ์ ทองนาค” (ร้องประสานและกีตาร์) อดีตสมาชิกวงพรรณนา คนเบื้องหลังที่เคยทำงานกับทั้งฟากอาร์เอสและแกรมมี่ รวมถึงยังเคยฝากเสียงร้องไว้ในเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์ภาคภาษาไทยด้วย
ขณะที่ “พรเทพ สุวรรณะบุณย์” (กลอง) และ “ศราวุธ ฤทธิ์นันท์” (เบส) ก็ถือเป็นนักดนตรีบันทึกเสียง และวิศวกรเสียง ที่ทำงานอยู่ในทีมของพนเทพมาหลายสิบปีเช่นกัน
ดังนั้น แค่ทั้งหมดมารวมตัวกันตระเวนร้องเล่นดนตรีในฐานะ “วงดนตรี” วงหนึ่ง ในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา นั่นก็นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นแล้ว
เรื่องน่าตื่นเต้นกว่านั้น ก็คือ “วงนั่งเล่น” ไม่ได้มารวมตัวกันคัฟเวอร์เพลงคนอื่น หรือร้องบรรเลงบทเพลงเก่าๆ ที่เหล่าสมาชิกในวงเคยสร้างสรรค์เอาไว้เมื่อครั้งยังเป็น “คนเบื้องหลังมือทอง” ของอุตสาหกรรมดนตรี
พูดอีกแบบได้ว่า พวกเขาไม่ได้โหยหายุครุ่งเรืองในอดีตของตนเอง ที่ผ่านพ้นไปแล้วพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจบันเทิง และการสูญหายของสื่อเก่าอย่างเทปคาสเส็ตหรือแผ่นซีดี
หาก “วงนั่งเล่น” ได้ลงมือเขียน “เพลงใหม่ๆ” ในห้วงเวลาที่สมาชิกหลายคนมีวัยเกิน 60 และ 70 ปี
โดยยึดเอาพื้นที่การแสดงสดในสเกลเล็กๆ ถึงกลางๆ และโซเชียลมีเดียอย่างยูทูบกับเฟซบุ๊ก เป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของพวกตน
ที่น่าทึ่ง คือ มี “หลายเพลงแต่งใหม่” ของ “วงนั่งเล่น” ที่ได้รับความนิยม แม้จะไม่ใช่เพลงฮิตเพลงแมสระดับร้อยล้านวิว แต่พวกเขาก็มีเพลงระดับสิบล้านวิวหรือล้านวิวอยู่หลายเพลง ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้ฟังหลากหลายรุ่น และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเสมอ เมื่อสัญจรไปแสดงสดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย
รายชื่อเพลง อาทิ “สายลม” “ดอกไม้ในที่ลับตา” “ขอคนใจ๋ดีเป็นเพื่อนปี้สักคน” “อกหักให้มันเท่ๆ หน่อย” “เพราะเธอ” “สิ่งที่เป็น กับ สิ่งที่เห็น” “Something Good” “Dream” จนกระทั่งถึง “WHEN (เมื่อไหร่ใจเธอจะซึ้งถึงใจคนรอ)”
คือประจักษ์พยานที่ช่วยยืนยันถึงความสำเร็จข้างต้นได้เป็นอย่างดี
เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ “วงนั่งเล่น” เป็นการรวมตัวของนักดนตรีรุ่นเก๋าเก้าชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุเกิน 60 หรือบางส่วนก็เลย 70 ปีไปแล้ว ที่ได้มาลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองรักกับเพื่อนฝูงที่สนิทสนมคุ้นเคยอย่างมีความสุข
จนเกิดผลลัพธ์เป็น “ผลงานที่ดี”
ดีแบบที่อดีตยอดนักแต่งเพลง-คนเบื้องหลังมือฉมังร่วมยุคสมัยอีกหลายราย ไม่สามารถประคับประคองพลังความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาได้ยาวนานเท่านี้
ดีแบบที่ศิลปินดังๆ ยุค 90s เกือบทั้งหมดก็ยังทำแบบเดียวกันไม่ได้ กล่าวคือ ศิลปินเหล่านั้นอาจประสบความสำเร็จล้นหลามกับการกลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เพื่อร้องเล่นเต้นเพลงเก่าๆ เมื่อสามทศวรรษที่แล้วของตัวเอง ทว่า ไม่มีใครสามารถสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ๆ แล้วยังได้รับความนิยมจากแฟนเพลงในทศวรรษ 2020
ดีแบบที่คนวัยเดียวกันในแขนงอาชีพอื่นๆ ก็ยังไปไม่ถึง เช่น เราไม่ค่อยเห็นนักเขียนวัย 60-70 ปี ที่ยังทำงานออกมา แล้วได้รับ “เสียงตอบรับที่ดีมาก” จากคนอ่านรุ่นเดียวกับตนและรุ่นหลังจำนวนเยอะๆ เหมือนที่ “วงนั่งเล่น” สามารถสื่อสารกับแฟนเพลงของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสำเร็จข้ามยุคสมัย ข้ามสื่อ ข้ามความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและธุรกิจ คือสิ่งบ่งชี้ว่า “ชีวิตทางดนตรี” ของ “วงนั่งเล่น” ยังดำเนินต่อไป โดยไม่เคยสิ้นสุดลง โดยไม่มีวันเกษียณ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงสมควรได้รับรางวัล Lifetime Achievement จากงาน FEED X KHAOSOD Awards 2025 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 13 กันยายนนี้ ที่พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน
