
ย่างเข้ากลางเดือนตุลาคม ปักกิ่งอากาศหนาวขึ้นและลมแรงจนต้องสวมเสื้อขนเป็ด หมวดฮู้ดและถุงมือ กิจกรรมวิ่งออกกำลังกายรอบๆสวนสาธารณะในคอนโดเวลาเย็นย่ำเพื่อคลายเหงาและช่วยให้นอนหลับสบายมีอันต้องยกเลิกเพราะทนกับลมหนาวไม่ไหว ชาวจีนก็เช่นกันแทบจะไม่มีใครพาลูกจูงหลานลงมาเดินเล่นหรือมีกิจกรรมสันทนาการที่สวนสาธารณะภายในคอนโดที่แบ่งเป็นหลายโซนอย่างเคย
“อาจารย์ไปใช้ฟิตเนสเซ็นเตอร์สิครับ สะดวกดี พนักงานของซีอาร์ไอเข้าไปใช้ได้เลยครับ” คุณไช่หัวหน้าหน่วยภาษาไทยของซีอาร์ไอแนะนำผมในวันหนึ่งที่ผมคุยเรื่องอากาศหนาวและลมแรงให้ฟัง
ฟิตเนสเซ็นเตอร์ของซีอาร์ไออยู่บนชั้น17 ชั้นบนสุด ลิฟต์ของตึกมีแค่ชั้นที่15 ต้องเดินขึ้นบันไดวนไปอีกสองชั้น เมื่อคุณไช่แนะนำอย่างนั้น เย็นวันนั้นผมจึงขึ้นไปสำรวจทั้งที่ไม่ได้เตรียมชุดมา เมื่อขึ้นไปบนชั้น17ซ้ายมือเป็นห้องสำหรับเล่นปิงปอง มีโต๊ะปิงปองตั้งอยู่ 4 โต๊ะ ผมชโงกหน้าเข้าไปดูเฉยๆ ส่วนด้านขวาเป็นฟิตเนสเซ็นเตอร์ขนาดกำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป มีอุปกรณ์ออกกำลังวางอยู่ 2 แถว แถวที่ติดกับกระจกหน้าต่างมองเห็นทิวทัศน์ของปักกิ่งวางอุปกรณ์ประเภทลู่วิ่งไฟฟ้า จักรยานถีบออกกำลัง ส่วนแถวสองที่ติดกับผนังจะเป็นอุปกรณ์ยกน้ำหนักและเล่นกล้ามแขน ขา ท้อง หน้าอกหลากหลายประเภท เดินเลยผ่านพื้นที่วางอุปกรณ์ออกกำลังกายเข้าไปจะเป็นห้องโล่งอีกห้องหนึ่งมีราวไม้ที่ผนังสำหรับจับมือพาดขายืดเส้นยืดสาย ผมเห็นชายกลางคนชาวจีนกำลังสอนรำมวยจีนให้แหม่มผมสีน้ำตาล และถัดจากห้องนั้นเป็นห้องเล็กๆไว้เปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บของส่วนตัวของคนที่มาใช้บริการ ไม่มีตู้เก็บของแต่เป็นชั้นวางของใครอยากวางตรงไหนวางได้ตามสะดวก
ผมดูอุปกรณ์และบรรยากาศของห้องแล้วรู้สึกชอบ คนมาใช้บริการก็ไม่มากนัก คิดในใจว่าพรุ่งนี้จะขึ้นมาเล่นเสียเลย และการมาออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์เป็นประจำทำให้ผมได้มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกหลายคน และคนที่นับว่าสนิทยังคบหาติดต่อกันเรื่อยมากระทั่งกลับมาเมืองไทยเขาเป็นฝรั่งชาวเยอรมันชื่อ ยาน มูลเกอร์ ยานเป็นหนุ่มเยอรมันหน้าตาดี ตัวสูง จมูกโด่งและหุ่นนักกีฬา เราไม่เคยถามอายุเพื่อเทียบรุ่นกันเพราะเราต่างเป็นเพื่อน แต่ผมคิดเอาเองว่ายานน่าจะอายุน้อยกว่าผมแต่นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญยานชอบมวยไทย เขาเคยเรียนมวยไทยและพอรู้ว่าผมเป็นคนไทยเท่านั้น พี่แกรีบชวนผมซ้อมมวยไทยด้วยกันทันที…
เรารู้จักกันที่ห้องเปลี่ยนชุด ยานทักผมเป็นภาษาจีนพร้อมกับยื่นกุญแจห้องให้ ผมบอกเขาไปเป็นภาษาอังกฤษว่า ผมเป็นคนไทยและไม่เข้าใจภาษาจีน พอรู้ว่าผมเป็นคนไทยเขายิ้มและเข้ามาจับมือ บอกว่าเคยไปเที่ยวเมืองไทย “ชอบเมืองไทยมากๆ ชอบมวยไทยและอาหารไทย” และนั่นก็เป็นจุดริ่มต้นของความเป็นเพื่อนของเรา
ยานเรียนทางด้านสื่อสารมวลชนเหมือนผม เขามาทำงานที่หน่วยภาษาเยอรมันก่อนที่ผมจะมาประจำที่หน่วยภาษาไทยของซีอาร์ไอไม่กี่เดือน เขาเล่าว่า เขาชอบเอเชีย ทวีปนี้กว้างใหญ่ วัฒนธรรมหลากหลายและน่าสนใจมาก สมัยเด็กเขาตามพ่อแม่ไปอยู่ที่อเมริกา ยานเรียนมวยไทยที่นั่นแต่ครูที่สอนมวยไทยเป็นคนลาว เขาเรียนอยู่หลายปีกระทั่งกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เยอรมัน เขาบอกว่า ตอนที่มาเที่ยวเมืองไทยเขาไปดูค่ายมวยไทยที่บางลำพูและที่พัทยา ขณะที่ผมเองไม่เคยไปเยอรมันแต่พอจะรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศเขาบ้างซึ่งก็ละไว้ไม่ได้หยิบยกมาเป็นหัวข้อสนทนา บอกแต่ว่าที่เยอรมันเบียร์อร่อยและฟุตบอลเยอรมันเก่ง และพูดถึงนักเขียนรางวัลโนเบลชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ เฮอร์มาน เฮสเส ซึ่งผมชื่นชอบผลงานของเขาและอ่านงานเขียนของนักเขียนท่านนี้หลายเล่ม ขณะที่ยานก็รู้จักนักเขียนคนนี้แต่ไม่เคยอ่านงานของเขาเลย ยานชอบอ่านตำราพิชัยสงครามซุนวูและสามก๊ก
เราคุยกันถูกคอ รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง ผมกล้าพูดภาษาอังกฤษแบบผิดๆถูกๆกับเขา “เมืองไทยมีศิลปะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม อาหารอร่อย ธรรมชาติสวยงาม” ยานว่า ผมถามเขาว่าชอบไปเที่ยวที่ไหนในเมืองไทย เมืองพัทยาใช่ไหม ถามออกไปเพราะเห็นฝรั่งส่วนใหญ่ชอบไปกัน แต่ยานรีบปฏิเสธ เขาบอกว่า ไม่ชอบ มีแต่บาร์เบียร์และไม่เป็นธรรมชาติเลย เขาทำท่าจะพูดต่อแต่ก็นิ่งไว้ ผมพอเข้าใจว่าเขาจะพูดถึงผู้หญิงหากินที่มีอยู่มากมายที่พัทยาและตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในบ้านเรา
“ฉันชอบผู้หญิงเอเชีย เธอสวยและเอาใจเก่ง สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันมีแฟนเป็นสาวเกาหลีใต้ เราเรียนที่เดียวกัน ตอนนี้เธอกลับไปบ้านของเธอ เรายังติดต่อกันอยู่แต่พ่อแม่ของเธอไม่ค่อยชอบที่เธอมีแฟนเป็นฝรั่ง” ยานว่า ผมบอกเขาไปว่า ดีมากๆ และหวังว่าความรักของเขาจะราบรื่น และพูดต่อว่า ว่างๆก็ไปหาเธอที่เกาหลีใต้สิ” ยานบอกเรียบๆว่า เคยไปมาแล้ว
เย็นวันหนึ่งเราเจอกันที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์เหมือนเคย แต่วันนี้ขณะที่วอร์มร่างกายกันอยู่นั้น จู่ๆเขาชวนผมชกมวย “สโลโมชั่น โอเค” เขาพูดพร้อมกับยิ้ม พยักหน้าเชิญชวนและตั้งการ์ดรอ ผมมองเพื่อนนึกในใจเอาจริงรึ สุดท้ายก็ยิ้มรับและตอบตกลง ผมเองไม่เคยเรียนมวยไทยเคยเรียนแต่คาราเต้สมัยมัธยหกจนถึงปีสามมหาวิทยาลัย เรียนที่สมาคมY.W.C.Aแถวๆถนนสาทรไปเรียนบ้างไม่เรียนบ้านจนสอบได้สายน้ำเงิน ตอนหลังขึ้นปี4งานที่มหาวิทยาลัยเยอะมากจนไม่มีเวลาไปเรียนพอจะกลับไปเรียนอีกครั้งปรากฏว่า โรงยิมที่ใช้เป็นสถานที่ฝึกสอนไม่มีเสียแล้วมีนายทุนมาซื้อที่เพื่อเอาไปสร้างโรงแรม ผมจึงต้องเลิกเรียนไปโดยปริยายได้แต่ซ้อมๆเล่นๆเอาเองเวลาออกกำลังกายที่บ้าน แต่สำหรับมวยไทย ผมไม่เคยเรียนเลยจริงๆ ถ้าจะมีครูมวยไทยกับเขาก็ในทีวีที่เคยเปิดดูนั่นแหละ
เราเริ่มกันเบาๆแบบสโลโมชั่นตามที่ยานว่า ผมตั้งการ์ดแบบมวยไทยแต่ผสมท่าทางของคาราเต้ที่เคยเรียนมา ชกกันไปชกกันมาชักมันทีนี้เร็วขึ้นและแรงขึ้น หมัดชนแขนเข่าชนแข้ง เจ็บบ้างไม่เจ็บบ้าง ยานตัวสูงกว่าผมเลยโดนไปหลายหมัดต้องเข้าคลุกวงในไปตีเข้าฟันศอกไปตามเรื่องไอ้เพื่อนตัวดีก็รีบถอยออกมาได้ระยะหมัดของมันก็ระดมใส่ผมเข้าอีกชุดรับได้บ้างไม่ได้บ้าง เล่นกันสักพักก็หยุด ทั้งเหนื่อยทั้งสนุกและตื่นเต้นดีได้เหงื่อกว่ายกน้ำหนักเสียอีก การชกมวยเล่นของเรามีคนมายืนดูด้วย 4-5 คน สองสาวหน้าหมวย หนุ่มตี๋และลุงที่สอนไทเก๊กให้แหม่ม สี่คนนี้ผมคุ้นเคยดีเพราะมาใช้ห้องฟิสเนสแล้วเจอกันเป็นประจำ ส่วนอีกคนเป็นนิโกรตัวใหญ่และผิวดำสนิท นานๆจะเข้ามาเล่นที่ห้องฟิสเนสสักครั้ง ผมจำชื่อนิโกรคนนี้ไม่ได้เพราะชื่อเรียกยาก และเขาก็ไม่คุยกับใคร มีแต่ยานที่เข้าไปคุยกับเขา
เย็นวันนั้นผมกลับคอนโด มีรอยบวมและช้ำตามหน้าแข้งและแขนบ้างแต่นั่นไม่เป็นปัญหา หลังทำกิจวัตรและโทรกลับบ้านที่เมืองไทย ก่อนนอนผมเปิดเน็ตและพิมพ์คำว่า แม่ไม้มวยไทย และผมก็เริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถัดมาสามวัน ยานชวนผมซ้อมอีก ผมไม่ปฎิเสธ คราวนี้ผมเน้นเข่าและศอก ไม่ยอมอยู่ในระยะหมัดของเขา ปรากฏว่าดีขึ้นกว่าคราวที่แล้วจนเพื่อนออกปากชนเพราะโดนศอกผมไปหลายที ผมสักเกตดูฝรั่งจะเข่าและศอกไม่เก่งดูเก้งก้าอย่างไรไม่รู้ แต่นั่นแหละเราไม่ได้เล่นกันจริงๆจังๆ ชกกันแบบสนุกๆเท่านั้น
เราเคยชวนหนุ่มตี๋ชาวจีนมาเล่นด้วยกันแต่เขาปฏิเสธพูดจีนปนอังกฤษบอกว่า เขาเล่นวูซูไม่เป็น เขาชอบเล่นบาสเก็ตบอลมากกว่าพร้อมกับแนะนำโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวใกล้ๆให้ เราขอบคุณ ผมกับยานลองไปสำรวจดูปรากฏว่า ค่าเรียนแพงมากคงเพราะเห็นว่าเราเป็นต่างชาติ เราจึงกลับไปชกมวยเล่นกันเหมือนเดิมที่ห้องฟิตเนสของซีอาร์ไอ
ช่วงปีใหม่ ยานลาพักไปหาแฟนที่เกาหลีใต้พอเขากลับมาผมก็ลากลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย เรามาพบกันอีกทีช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ บางครั้งเราออกไปหาร้านอาหารไทยในปักกิ่งทานแต่พบว่ารสชาติไม่เหมือนอาหารไทยแท้ๆที่บ้านเรา กระทั่งปลายเดือนเมษายน ยานมาหาผมที่หน่วยภาษาไทย เขามาบอกลา บอกว่าอีกอาทิตย์เดียวจะครบกำหนด 1 ปีแล้วและเขาไม่ต่อสัญญา ผมดีใจกับเพื่อนที่จะได้กลับบ้านแต่ก็นึกใจหาย ยานบอกว่า พรุ่งนี้เขาจะไปฟิสเนสเซ็นเตอร์อีกวัน เขาบอกว่าให้ผมมาให้ได้ ผมรับปากเขา
เย็นวันถัดมา เราชกมวยไทยด้วยกันเป็นนัดสั่งลา มีเพื่อนๆชาวจีนทั้งหมวยทั้งอาตี๋และลุงยืนดูอย่าสนใจ สุดท้ายจบด้วยการจับมือและสวมกอด ยานบอกลาเพื่อนคนอื่นๆ เราเจอกันอีกครั้งในวันที่เขาทำงานวันสุดท้าย ผมไปส่งเขาที่ชั้นล่างของตึก เขาบอกว่า เขาจะแวะเกาหลีใต้ก่อนกลับเยอรมัน ผมบอกเพื่อนว่า โชคดี จากนั้นอีก 2 เดือนก็ครบกำหนด 1 ปีของผมเช่นกัน และผมจะกลับไปหาครอบครัวที่เมืองไทย
ผมกับยานยังติดต่อกันนานๆครั้งผ่านทางโซเชี่ยล เขายังทำงานทางด้านสื่อสารมวลชน ยังซ้อมมวยไทยในยามว่างและไม่ปักหลักที่ไหนนาน เขาเล่าเรื่องเศร้าใจที่ต้องอกหักจากแฟนสาวเกาหลีใต้ เธอปฏิเสธไม่รับรักเขาเพราะพ่อแม่ของเธอไม่อยากให้ลูกแต่งงานกับฝรั่งและไปอยู่ไกลบ้าน ผมพอจะจับใจความได้เท่านี้และได้แต่บอกเพื่อนว่า ไม่ต้องเสียใจ ผู้หญิงดีๆมีมายมากและขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนได้พบสักวัน ยานไม่ว่าอะไร เขาเล่าเรื่องต่อว่า จากเกาหลีใต้เขากลับเยอรมันและได้ไปทำงานประจำที่อเมริกา เราได้พบกับอีกครั้งหลักจากที่ผมกลับมาเมืองไทยได้ปีกว่าๆ ยานมาเที่ยวเมืองไทยกับแฟนคนใหม่ เธอคนนี้เป็นสาวเยอรมันชาติเดียวกับเขา เรานัดพบกันแถวสยามพารากอน ทานข้าวและพูดคุยสารทุกข์สุขดิบ ดูเขามีความสุขคงลืมเรื่องอกหักจากสาวเกาหลีใต้ไปแล้ว ยานคุยเรื่องมวยไทยกับผม เขาบอกว่า อยากชกมวยไทยด้วยกันอีก ผมได้แต่หัวเราะ
ปัจจุบันยาน มูลเกอร์ ไปเป็นผู้สื่อข่าวที่ซูดานใต้ เขาเลิกลากับแฟนสาวเยอรมัน ผมไม่รู้รายละเอียดและไม่กล้าถามเขามากนัก เขาบอกผมว่า ยังซ้อมมวยไทยในยามว่างแต่ซ้อมคนเดียวไม่สนุกเท่าไหร่ และคิดถึงอาหารไทย ถ้ามีโอกาสเขาจะมาเมืองไทยอีก ผมบอกเขาไปว่า ยินดีต้อนรับเพื่อนเสมอ
