bg-single

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : 2559 ปีแห่งการปล่อยกลไกตลาดทำร้ายประชาชน

07.01.2017

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้สัมภาษณ์กับเครือมติชนว่าเศรษฐกิจปี 2560 จะดีกว่าเศรษฐกิจปี 2559 เพราะการลงทุนภาครัฐดีขึ้น โครงการรถไฟและสร้างถนนจะมีเยอะแน่ๆ การลงทุนภาคเอกชนก็น่าจะดีขึ้น การเมืองเริ่มชัดเจนขึ้น ความไม่แน่นอนลดลง และที่สำคัญคือรัฐบาลเตรียมงบฯ ไว้กว่าแสนล้าน หากเศรษฐกิจปีหน้าไม่ดี

ฟังอย่างผิวเผินแล้ว ทุกอย่างในปี 60 ดูเหมือนจะดี

แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนก็จะพบว่าสิ่งที่คุณสมคิดพูดในปลายปี 2559 ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่คุณสมคิดพูดในปลายปี 2558

และไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล พูดในปลายปี 2557 นั่นก็คือการให้ความหวังช่วงสิ้นปีว่าปีหน้าจะดีกว่าปีที่ผ่านมาเพราะการขยายตัวด้านการลงทุนของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า

เมื่อหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนแรกของรัฐบาลที่ถูกเชิญออกจากตำแหน่งพูดเหมือนกับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนปัจจุบันต่อเนื่องกันสามปีแบบนี้ สิ่งที่สรุปได้ทันทีก็คือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทั้งคู่พูดเรื่องซ้ำๆ ซากๆ ให้คนไทยฟังทุกสิ้นปี

และถ้าทั้งสองท่านต้องบอกว่าปีหน้าดีกว่าปีที่ผ่านมาเป็นแผ่นเสียงตกร่องแบบนี้

สิ่งที่สรุปได้ทันทีอีกข้อคือแต่ละปีไม่ได้ดีขึ้นขนาดที่พวกท่านพูดกัน

 

เราได้ยินว่าเศรษฐกิจปีหน้าดีเพราะการลงทุนภาครัฐและโครงการรถไฟสามปีแล้ว แต่ตอนนี้ร่องรอยเดียวของโครงการรถไฟคือตอแท่นศิลาฤกษ์ที่ทำกันช่วงปลายปี 2558 ยกเว้นแต่รัฐบาลจะบอกว่าโครงการทาสีรถไฟชั้นสามเป็นหนึ่งในแผนกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน หรือไม่อย่างนั้นก็คือธุรกิจปรับปรุงห้องน้ำและขายสีทาโบกี้รถไฟชวนเอกชนอื่นลงทุนเพิ่มได้อย่างดี

ขณะที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจสองคนวนเวียนพูดว่าการลงทุนภาครัฐจะกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนจนเศรษฐกิจปีหน้าดีแน่

คนที่พอรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์อยู่บ้างคงนึกออกว่าการลงทุนภาครัฐเพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนแบบนี้คือหลักฐานของภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

และถ้ารัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ต่อเนื่อง ตัวนโยบายดังกล่าวก็คือใบเสร็จยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยแย่แบบยิงยาวสามปี

นักเรียนเศรษฐศาสตร์พื้นฐานทุกคนรู้ว่าแนวคิดเรื่องรัฐต้องจัดงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นโดย จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ สรุปสั้นๆ คือเคนส์เชื่อว่าในเวลาที่เศรษฐกิจซบเซา การกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายทางเศรษฐกิจคือปัจจัยสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

และเมื่อภาคเอกชนไม่ลงทุน รัฐก็ต้องอัดฉีดงบประมาณเพื่อสร้างการบริโภคซึ่งชวนให้ภาคเอกชนลงทุนในระยะยาว

ถ้าเอกชนลงทุน การจ้างงานก็จะมากขึ้น ค่าแรงก็จะขยับสูงขึ้น การบริโภคก็จะขยายตัวตามกำลังซื้อมากขึ้น จากนั้นเศรษฐกิจก็จะทยอยฟื้นตัวตามมา

คำถามของเรื่องนี้คือแล้วภาคเอกชนลงทุนเพิ่มอย่างที่รัฐบาลชุดนี้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจมาสามปีแล้วหรือยัง

 

แน่นอนว่าตัวเลขชี้วัดการลงทุนภาคเอกชนมีหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็สะท้อนสภาวะการลงทุนของภาคเอกชนแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน

ตัวเลขที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งรัฐบาลบอกว่ายอดรายเดือนปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว

แต่ถ้ามองยอดรายปีย้อนไปถึงปี 2556 การลงทุนจากต่างประเทศก็ไม่เคยสูงกว่าที่เคยเป็นก่อนรัฐประหาร คสช.

ในปี 2556 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่ายอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ที่ 15,935.96 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนในปี 2557 ตัวเลขนี้อยู่ที่ 4,975.46 ล้านเหรียญสหรัฐ

และในปี 2558 ตัวเลขนี้คือ 9,003.52 ล้านเหรียญสหรัฐ

หรือถ้าเอาปี 2556 เป็นตัวตั้ง ยอดการลงทุนในปี 2557 และ 2558 ก็ติดลบร้อยละ 68.8 และ 43.5 ตามลำดับ

ถ้าดูตัวเลขการลงทุนโดยตรงปี 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย การลงทุนโดยตรงในไตรมาสแรกของปีคือ 2,021.57 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไตรมาสที่สองมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 2,239.36 ล้านเหรียญสหรัฐ

และไตรมาสที่สามมียอดการลงทุนโดยตรงลดลงเป็น -3,004.54 ล้านเหรียญสหรัฐ

จนยอดลงทุนสุทธิ ณ ปัจจุบันคือ 1,256.39 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากเอาข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นตัวตั้ง ปี 2559 เป็นปีที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศต่ำสุดในรอบสี่ปีแน่ๆ และหากตัวเลขไตรมาสสี่เดินไปในทิศทางเดียวกับสามไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปีนี้คงอยู่ที่ 1,675.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบกับปี 2556 คือ -89.5%

 

ก่อนที่รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจคนปัจจุบันจะบอกให้คนไทยมีความหวังและรอโครงการรถไฟกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่เคยบอกมาตลอดสามปี สิ่งที่ท่านควรตอบตัวเองและบอกคนไทยให้ได้ด้วยก็คือทำไมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

ซ้ำในปีนี้ยังปรากฏว่ายอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศตกลงในสัดส่วนที่หนักกว่าเดิม

นอกจากตัวเลขที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดจะมีปัญหาอย่างที่กล่าวมา ตัวเลขที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละภาคส่วนก็ยังแสดงสัญญาณที่น่าเป็นห่วงด้วยเหมือนกัน

ในรายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของรัฐบาล หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงได้ดีที่สุดก็คือข้อค้นพบว่าตัวเลขการตั้งกิจการ SME มีแนวโน้มไม่ได้ดีขึ้นมากนักหลังปี 2557

สรุปสั้นๆ เดือนตุลาคม 2557 มีการตั้งกิจการ SME ใหม่ทั้งสิ้น 5,361 แห่ง ขณะที่เดือนตุลาคมปี 2558 ตัวเลขนี้ลดเหลือ 5,209 แห่ง หรือ -2.83% ส่วนตัวเลขเดือนตุลาคมปี 2559 ยังไม่ปรากฏ แตก็มีแนวโน้มว่าจะลดลงอีก เพราะตัวเลขการเปิดกิจการใหม่ทุกระดับในเดือนตุลาคมปี 2559 เหลือแค่ 5,029 แห่ง เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ 6,200 แห่ง

 

โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยในปี 2558 มีกิจการ SME รวมทั้งสิ้น 2.74 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.7 ของกิจการทั้งหมด และมีการจ้างงานทั้งสิ้น 10.5 ล้านคน คิดเป็น 80.3% ของการจ้างแรงงานทั้งประเทศ การถดถอยหรือแม้กระทั่งไม่ขยายตัวของธุรกิจ SME จึงหมายถึงการถดถอยหรือไม่เติบโตด้านกำลังซื้อของคน 10.5 ล้านในกิจการ SME โดยปริยาย

เรื่องรายได้ภาคเกษตรก็เป็นปัญหาที่ไม่มีสัญญาณว่าดีขึ้น เพราะจากไตรมาสสี่ของปี 2557 จนถึงกลางปี 2559 อัตราการเติบโตของภาคเกษตรในแง่ GDP ติดลบต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 7 ไตรมาส ผลก็คือเกษตรกรปีนี้มีรายได้ที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี โดยเฉพาะช่วงกลางปีที่ราคาข้าว-ยาง-มัน ลดลงร้อยละ -13.8,-22.7 และ -17.9 เมื่อเทียบกับปี 2558

แม้รัฐบาลจะยอมปรับค่าแรงขั่นต่ำครั้งแรกหลังนายกยิ่งลักษณ์เพิ่มค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ในปี 2556 แต่การเพิ่มครั้งนี้ก็สูงขึ้นเพียง 5-10 บาท จนคนงานได้ค่าจ้างขั้นต่ำเต็มที่ 310 บาท/วัน ขณะที่กระทรวงแรงงานมีข้อมูลอยู่แล้วว่าผู้ใช้แรงงานมีค่าใช้จ่ายวันละ 370 บาท ก็เป็นตัวเลขเศรษฐกิจจริงอีกเรื่องที่แสดงสัญญาณน่าเป็นห่วงด้วยเช่นเดียวกัน

ปี 2559 เป็นปีที่รัฐบาลปล่อยให้กลไกตลาดทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจจริงระดับล่างอย่างเต็มที่ และผลของการปล่อยปละนี้คือภาวะที่เกษตรกรเผชิญปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและผู้ใช้แรงงานเผชิญปัญหาค่าแรงไม่พอกินยิ่งกว่าสมัยใดๆ

หวังว่าความล้มเหลวทางเศรษฐกิจปี 2559 จะให้บทเรียนกับรัฐบาลว่าอย่าปล่อยให้กลไกตลาดทำร้ายประชาชนอย่างที่ผ่านมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สงครามอิหร่าน กับการอับจนทางเลือกของทรัมป์
สุดทางหนาม
เลขสิบสามหลัก | เรื่องสั้น : วัชรินทร์ จันทร์ชนะ
หนังสือ+ความจริง | กวีกระวาด : อรรถสิทธิ์ สมจารี
OZZY | กวีกระวาด : อนุชา วรรณาสุนทรไชย
โกง ส.ว. : อภิมหาวิกฤตรัฐบาล
ดีเดย์นับถอยหลัง 14 ก.ย. 7 เสือ กกต.นัดลงมติ มหากาพย์ ‘คดีฮั้ว ส.ว.’
IRON WOMEN ของจริง ไม่ละลาย
โกงเลือก ส.ว. …ค้ำระบอบอำมาตยาธิปไตย อยากฟ้อง…ต้องล้วงคองูเห่า
5 แสนล้านซื้อสันติภาพไม่ได้! 22 ปีไฟใต้ ไม่เคยดับ ทุ่มหมดหน้าตัก แต่รัฐบาลยังไร้คำตอบ
E-DUANG | ชัยชนะ ในทาง “รูปแบบ” ชัยชนะ ในทาง “เนื้อหา”
ข้อสัญญาเมกกะ (Mecca Pact) เป็นอะไรระหว่างนาโตตะวันออกกลางกับข้อสัญญาที่ไม่ก่อผลอะไร