สัมภาษณ์พิเศษ : “สันติภาพ เตชะวณิช” มุมมอง 40 ปีกีฬาไทย

ปี2560 หนังสือพิมพ์ “มติชน” กำลังจะย่างเข้าสู่ปีที่ 40 โดยจะมีกำหนดจัดงานครบรอบการก่อตั้งอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560
คอลัมน์กีฬาอย่าง “เขย่าสนาม” ที่ตีพิมพ์ใน “มติชนสุดสัปดาห์” นิตยสารที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้มีโอกาสพบเจอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวงการกีฬาเมืองไทยกับอีกหนึ่งกูรูกีฬาของเมืองไทยอย่าง “บิ๊กสัน” สันติภาพ เตชะวณิช อดีตผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่แม้จะเกษียณอายุราชการจากการทำหน้าที่ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไปแล้ว แต่ยังคงอยู่เบื้องหลังในการพัฒนากีฬาของเมืองไทยมาโดยตลอด
ปัจจุบัน “บิ๊กสัน” มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา และรองประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ)
ผมเปิดคำถามกว้างเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการย่างเข้าสู่ปีที่ 40 ของ “มติชน” ด้วยการถามว่า 40 ปีที่ผ่านมาในวงการกีฬาเมืองไทยเป็นอย่างไร มีข้อบกพร่องอย่างไร มีข้อเสนอแนะอย่างไรเพื่อร่วมกันพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน?
สันติภาพ เตะวณิช อดีตผู้ว่าการ กกท. เริ่มร่ายยาวให้ฟังว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาของวงการกีฬาไทยนั้น ปูชนียบุคคลทุกท่านทำกันมาแบบมีแบบแผนเพื่อวางโครงสร้างกีฬาของเมืองไทยให้เป็นพัฒนาเทียบเท่านานาชาติ
ซึ่งเมื่อมองภาพมุมกว้างแนวทางการพัฒนากีฬา 40 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันถือว่ามีแนวคิดที่ถูกต้อง ไล่เรียงตั้งแต่การที่ภาครัฐให้การสนับสนุนผลักดันก่อตั้งองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย (อ.ส.ก.ท.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 กระทั่งปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อกำกับดูแลภารกิจกีฬาของประเทศ รวมไปถึงกำกับดูแลสมาคมกีฬา “แห่งประเทศไทย”
อีกด้านคือ กรมพลศึกษา ที่ภาครัฐให้การสนับสนุนก่อตั้งขึ้นถือว่าถูกต้องแล้ว
ขณะเดียวกันยังมีองค์กรอย่างคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ที่เป็นไปตามกฎบัตรของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันรายการนานาชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์, เอเชี่ยนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์ ฯลฯ
โดยหากมองมาที่ระดับรากองค์กรที่สำคัญที่สุดคือ กกท. กับกรมพลศึกษา ที่ต้องทำงานร่วมกับสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนดำเนินการค้นหา สร้าง และส่งเสริมนักกีฬาไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งภาครัฐตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะทำให้งานด้านกีฬาของประเทศคล่องตัวมากขึ้น
บิ๊กสัน” เล่าต่อว่า กรมพลศึกษา จะรับผิดชอบในการผลิตบุคลากรด้านกีฬาทั้งผู้ฝึกสอน ครูพลศึกษา ผู้ตัดสิน ซึ่งเป็นเรื่องของวิชาการ แต่เมื่อส่งไม้ต่อมาที่การต้องมาบู๊ในระดับนานาชาติ สมาคมกีฬา “แห่งประเทศไทย” จะรับผิดชอบ สมัยก่อนคนที่เข้ามาทำกีฬาต้องเป็นคนที่รักกีฬาจริงๆ ต้องเสียสละจริงๆ เพราะไม่มีเงินเดือน
ผมไปเล่าให้ฝรั่งฟังเรื่องนี้ไม่มีใครเชื่อว่าผู้บริหารสมาคมกีฬาของเมืองไทยไม่มีเงินเดือน แต่ไทยก็ทำกันมาแบบนี้มาตลอดจนปัจจุบัน คนที่ทำกีฬาเมื่อก่อนเงินทุนน้อย แต่พอมี กกท. เข้ามา กกท. เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนในเรื่องกีฬาเพื่อมวลชน, กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และกีฬาเพื่อการอาชีพ ยุทธศาสตร์ นโยบาย วิสัยทัศน์เกี่ยวกับโครงสร้างที่วางกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถูกต้องทั้งหมดเป็นวงล้อที่วิ่งไปอยู่ของมัน
แต่พอมามีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เกิดขึ้นเมื่อปี 2545 ถามว่ามีความจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่ มาถึงปัจจุบันต้องถามว่าเกิดประโยชน์อย่างเป้าประสงค์ของภาครัฐหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นมากับปัจจุบันมันไปด้วยกันไม่ได้เลย งานท่องเที่ยวเป็นเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ แล้วกีฬาไปรวมอยู่ได้ยังไง ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเลยเพราะได้พิสูจน์แล้วว่างานท่องเที่ยวกับกีฬาต่างคนต่างเดินไปคนละทิศละทาง
ข้อเสนอก็คือ กีฬาควรอยู่ในฐานะกระทรวงกีฬา แต่ให้โยกงานท่องเที่ยวไปที่อื่น ที่สำคัญงานท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเป็นกระทรวง เพราะหากยังปล่อยให้ควบรวมทำงานอยู่ด้วยกัน มันจะต่างคนต่างฉุดรั้งกันเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะ 40 ปีที่ผ่านมากีฬาได้พิสูจน์แล้วว่า ดีได้ด้วยพลังของกีฬาเอง
อดีตผู้ว่าการ กกท. บอกต่อไปว่า เมื่อก่อนคิดจัดตั้งช่องสถานีทีวีกีฬา “ที-สปอร์ต” เพื่อให้เป็นกระบอกเสียง เป็นช่องทางของสมาคมกีฬาต่างๆ ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาที่สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยจัดขึ้น โดยให้แต่ละสมาคมกีฬาไปหาสปอนเซอร์มา
แต่ปัญหาคือ สมาคมกีฬาสายป่านไม่ยาวขนาดนั้น กกท. ควรจะทำเอง แต่ปัจจุบัน กกท. ไปยกให้คนอื่นทำ แถมเอาเงินไปว่าจ้างอีก การบริหารจัดการในปัจจุบันกับแนวทางในการจัดตั้งมันคนละเรื่องกัน
ขณะนี้ กกท. ไม่เดือดร้อนเรื่องงบประมาณเหมือนสมัยก่อน วงการกีฬาไทยไม่เดือดร้อนเพราะมีเงินจากการเรียกเก็บภาษีสุรา และยาสูบเข้ามาสู่วงการปีละ 3-4 พันล้านบาท
ทำไม กกท. ไม่คิดที่จะช่วยเหลือสมาคมกีฬาต่างๆ โดยการหาเงินจากสปอนเซอร์ทั้งภาครัฐ และเอกชนต่างๆ เอามากองไว้ที่กองกลาง แล้วกระจายไปยังสมาคมกีฬาต่างๆ อย่างทั่วถึง
ยกตัวอย่าง ปตท. อยากจะสนับสนุนวอลเลย์บอล ก็จัดให้วอลเลย์บอลมากหน่อย ขณะเดียวกัน สมาคมกีฬาต่างๆ ก็ได้รับเงินส่วนนี้ด้วยลดหลั่นกันลงไป เมื่อรวมกันหลายๆ แห่ง สมาคมกีฬาก็อยู่ได้ บริหารจัดการอย่างคล่องตัวขึ้นด้วย
นอกจากนี้ กกท. ควรจะสนับสนุนสมาคมกีฬาในการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำกันแบบจริงๆ ยกตัวอย่าง สมมุติว่ามี 800 อำเภอ วอลเลย์บอลอยากได้นักกีฬาที่สูง 180 ซ.ม. มวยปล้ำ หรือมวย อยากได้นักกีฬาประเภทแข็งแรง ดุดัน โครงสร้างใหญ่ รวมถึงอีกหลายๆ กีฬาที่กำหนดสรีระที่ได้เอื้อต่อการสร้างกีฬาไปสู่ความสำเร็จ แล้วไปหามาจาก 800 อำเภอดังกล่าว มาทำกันแบบจริงๆ จังๆ ซ้อมต่อเนื่อง 4 ปี 8 ปี
ปัจจุบันสิงคโปร์ที่วางเป้าหมายอยากจะเป็น “สปอร์ตฮับ” ของอาเซียน เปลี่ยนแผนสร้างนักกีฬาแล้ว เมื่อก่อนโอนสัญชาติมาเยอะแยะ
แต่เดี๋ยวนี้สิงคโปร์เริ่มแล้วในการสร้างนักกีฬาดาวรุ่ง ยอมที่จะไม่ประสบความสำเร็จในระยะแรก แต่ระยะยาวจะได้ผลในการไปสู่ความสำเร็จ
สำหรับไทยนั้น อยากจะเห็น กกท. ร่วมกับสมาคมกีฬาทำแบบนี้ และเมื่อนักกีฬาทีมชาติเก๋าๆ อำลาไป ก็ดันนักกีฬาพวกนี้เข้ามาเป็นโค้ชถ่ายทอดให้กับดาวรุ่ง ทำกันเป็นรุ่นๆ นักกีฬาจะได้มีขึ้นมาทดแทนต่อเนื่อง กกท. ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องร่วมกับสมาคมกีฬาทำทันที เมื่อเฟ้นหานักกีฬามาสู่กระบวนการเตรียมนักกีฬาทีมชาติของ กกท. ก็ทำตามภารกิจคือ สนับสนุนการเตรียมนักกีฬา ไม่ต้องไปแย่งคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ในการส่งนักกีฬา เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ กกท. หน้าที่ กกท. คือ ให้เงินสมาคมไปเตรียมนักกีฬา ติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬา เราต้องเริ่มกันตอนนี้ 4 ปียังไม่สาย ต้องช่วยกันเดินให้ถูกทาง
“ปัจจุบันวงการกีฬามีโอกาสที่ดี เห็นได้จากที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย นำข้าราชการมาออกกำลังกายทุกสัปดาห์ คนกีฬาอย่างเราก็ควรต้องคิดว่า รัฐบาลเขาพร้อมที่จะสนับสนุนกีฬาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เราต้องคิดโครงการต่างๆ แผนการพัฒนาต่างๆ เสนอเข้าไป เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ผมอยากจะบอกว่า 40 ปีที่ผ่านมา วงการกีฬามีอะไรดีขึ้นมาหลายอย่าง เห็นได้ชัดเจนคือ เรามีเงินมากขึ้น กีฬาไทยกำลังเป็นอาชีพ นักกีฬามีสวัสดิการดี มีเงินดี นักกีฬาปัจจุบันเล่นเพื่อเลี้ยงชีพ สมัยก่อนเล่นเพื่อชื่อเสียง ผมว่ากีฬาเมืองไทยจะไปได้อีกไกลหากภาครัฐพร้อมที่เดินเคียงข้างวงการกีฬา” อดีตผู้ว่าการ กกท. เล่าให้ฟังอย่างรอบด้าน
นี่เป็นการสะท้อนความคิดเห็นของกูรูกีฬาเมืองไทยย้อนหลังไป 40 ปี
นี่เป็นไอเดีย และมุมมองของ สันติภาพ เตชะวณิช อดีตผู้ว่าการ กกท.
นี่คือคนหนึ่งที่วงการกีฬายกย่องว่า เก่งรอบด้านแถวหน้าของเมืองไทย
