
วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สกค.)
เปิดเผย
จุดแข็งด้านสวัสดิการทางสังคมของไทย คือ มีการดูแลที่ครอบคลุมประชากรทุกคนและทุกช่วงวัย แต่จุดอ่อน คือ ภาระการคลัง
โดยการดูแลที่ครอบคลุมประชากรทุกคนและทุกช่วงวัยนั้นเริ่มจากเด็กแรกเกิดที่มีเงินอุดหนุนจากรัฐบาล พอเข้าวัยเด็กก็อุดหนุนด้านการเรียนฟรี วัยแรงงานก็มีประกันสังคม 7 กรณี รวมถึงอุดหนุนการออมเพื่อการชราภาพ และเมื่อชราภาพก็มีเบี้ยยังชีพอุดหนุน
แต่คำถามคือ สวัสดิการที่รัฐให้นี้มีความเพียงพอและยั่งยืนหรือไม่
รัฐบาลใช้งบประมาณสำหรับความคุ้มครองสำหรับเด็กใช้เม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี ด้านคุ้มครองแรงงานใช้งบฯ เกือบ 2 แสนล้านบาทในแต่ละปี ส่วนการคุ้มครองผู้สูงอายุผ่านมาตรการต่างๆ นั้นใช้งบฯ เกือบ 3 แสนล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน รัฐยังมีภาระในการดูแลด้านสุขภาพผ่านกองทุนประกันสุขภาพ 3 กองทุนคิดเป็นเม็ดเงิน 1.95 แสนล้านบาท
แม้ระบบการคุ้มครองทางสังคมจะครอบคลุมประชากรทุกวัย แต่ถือว่าเป็นระบบการคุ้มครองในระดับพื้นฐาน ซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ แต่ก็หมายถึงภาระทางการคลังที่ต้องเพิ่มขึ้น
จะกระทบความยั่งยืนโดยเฉพาะความคุ้มครองกรณีชราภาพ
ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) ตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบัน มีผู้สูงอายุ 10 ล้านคน หรือร้อยละ 15.92 ของประชากรทั้งประเทศ
