คุยกับทูต ฟิลลิป คริเดลก้า ไทย-เบลเยียม ฉลองความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูต (2)
“สัมพันธไมตรีระหว่างราชวงศ์ไทยกับเบลเยียมมีความแนบแน่นยาวนานมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Friendship and Commerce) ในปี ค.ศ.1868”
นายฟิลลิป คริเดลก้า (His Excellency Mr. Philippe Kridelka) เอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย เล่าถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชอาณาจักร
“ในปีหน้า เราจะมีโอกาสร่วมกันเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 150 ปี ความสัมพันธ์ทางด้านการค้า และครบรอบ 135 ปี ความสัมพันธ์ทางด้านการทูต ไทย-เบลเยียม”
“เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเบลเยียม เริ่มในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปี ค.ศ.1883 เมื่อเบลเยียมจัดตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ในสยาม และจัดตั้งคณะผู้แทนทางการทูตเบลเยียมต่อมาในปี ค.ศ.1896 โดยมีเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำกรุงปักกิ่งเป็นผู้ดูแล”

เริ่มแรก ที่ตั้งของสถานกงสุลเบลเยียมอยู่ในตรอกกัปตันบุช บริเวณที่เป็นโรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตันในปัจจุบัน แต่ย้ายไปอยู่บริเวณถนนสีลมในช่วงปี ค.ศ.1896-1904
ภายหลังจึงไปเช่าบ้านถนนวิทยุของ นายโฮราทิโอ วิกเตอร์ เบลีย์ (Horatio victor Baily) วิศวกรชาวอังกฤษที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จนกระทั่งปี ค.ศ.1926 รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังได้ซื้อบ้านหลังนี้ จากนั้นได้โอนมาให้กระทรวงการต่างประเทศใช้เป็นบ้านพักชาวอเมริกันที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศคือ นาย เรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ (Raymond B. Stevens)
ดังนั้น นายมาร์เซล โปแลง (Marcel Polain) กงสุลใหญ่เบลเยียมจึงต้องหาที่ตั้งสถานกงสุลอีกครั้ง

จนได้พบบ้านในซอยพิพัฒน์ (เดิมชื่อ ซอยพระยาพิพัฒน์โกษา ที่เรียกขานตามราชทินนามของผู้พัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวง)
บ้านหลังนี้เป็นของ นายหลุยส์ ดูปลาตร์ (Louis Duplatre) ทนายความที่ปรึกษารัฐบาลในสมัยนั้น นายมาร์เซล โปแลง กงสุลใหญ่เบลเยียมจึงได้ขอเช่าและได้ย้ายเข้าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1927
แต่เดิมบ้านหลังนี้เคยเป็นของ นางนวม โทณวณิก ออกแบบโดย นายมาริโอ ตามานโย (Mario Tamagno) สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งภายหลังได้ขายให้ นายหลุยส์ ดูปลาตร์ เป็นบ้านสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับสภาพภูมิอากาศในเขตร้อน ที่มีการระบายอากาศและการปกป้องแสงแดดเป็นอย่างดี
มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ นับว่าทันสมัยมากตามมาตรฐานในปี ค.ศ.1927 โดยเฉพาะการติดตั้งโทรศัพท์ประจำบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมากในเวลานั้น
สถานกงสุลเบลเยียมได้เช่าบ้านหลังนี้มาจนกระทั่งปี ค.ศ.1935 รัฐบาลเบลเยียมตกลงซื้อบ้านและที่ดินเพื่อให้เป็นสถานเอกอัครราชทูตอย่างเป็นทางการ มีการปรับปรุงขยับขยายให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นสำหรับเป็นสำนักงานของสถานทูต
ปี ค.ศ.2000 สำนักงานสถานทูตย้ายออกจากบ้านซอยพิพัฒน์ไปอยู่ที่ถนนสาทรใต้ ปัจจุบัน สถานทูตเบลเยียมมีที่ตั้งแห่งใหม่ ณ อาคารสาทรสแควร์ ถนนสาทรเหนือ ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.2012
ส่วนบ้านเดิมในซอยพิพัฒน์ได้รับการปรับปรุงตกแต่งให้เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูตเบลเยียมมาจนกระทั่งทุกวันนี้

บ้านพักเอกอัครราชทูตเบลเยี่ยม ซอยพิพัฒน์ สาทร
บทบาทของเบลเยียมในประเทศไทย
“เมื่อ ค.ศ.1892 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนักกฎหมายชาวเบลเยียมชื่อ นายคุสตาฟ อ็องรี อ็องช์ อีปอลิต โรลัง-ยัคมินส์ (Gustave Henri Ange Hippolyte Rolin-Jacquemyns) หรือที่นิยมเรียกว่า โรลัง-ยัคมินส์ ในตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป”
ด้วยความสามารถรอบด้านและคุณูปการของ โรลัง-ยัคมินส์ ที่มีต่อประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ โรลัง-ยัคมินส์ เป็น เจ้าพระยาอภัยราชา สยามานุกูลกิจ สกลนิติธรรมศาสตราจารย์ มหิบาลมหาสวาภักดิ์ ปรมัคราชมนตรี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เป็นที่ปรึกษาราชการทั่วไป ถือศักดินา 10,000
นับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งชาวต่างชาติเป็นเจ้าพระยาเทียบชั้นเสนาบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางราชการในสมัยนั้น
เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ปรับปรุงระบบกฎหมายไทยแบบใหม่ รัฐธรรมนูญของไทยมีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญของเบลเยียมรูปแบบเดียวกับของอังกฤษและฝรั่งเศส เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจนับเป็นผู้มีคุณูปการต่อการพัฒนาระบบศาลยุติธรรมของสยามให้เป็นที่เชื่อถือของต่างประเทศ ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายที่สยามต้องเผชิญกับการแข่งขันจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสที่ต้องการแผ่อิทธิพลมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมทั้งสยามด้วย
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจเดินทางกลับไปยังเบลเยียม หลังจากพำนักอยู่ในสยามระหว่างปี ค.ศ.1892-1901 ในตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม ค.ศ.1902 รวมอายุได้ 66 ปี
อย่างไรก็ตาม ทายาทของเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจยังคงมีส่วนช่วยเหลือกิจการต่างประเทศของไทยอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน นายดีดีเอร์ โรลัง-ยัคมินส์ (Didier Rolin Jacquemyns) ดำรงตำแหน่งเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองลิแอจ (Liege) ทางตะวันออกของเบลเยียม
และอีกท่านหนึ่ง คือ เคานต์ เจรัลด์ แวน เดอ สตราเทน พอนโธส (Count Gerald van der Straten Ponthoz) เป็นทายาทของ คุสสตาฟ โรลัง ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เขาได้อุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการความช่วยเหลือ
และได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างเบลเยียมและไทย
“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนเบลเยียมอย่างเป็นทางการเมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกปี ค.ศ.1897 โดยประทับที่เมืองออสเทน (Osten) และพระราชวังลาเคิน หรือปราสาทลาเคิน (Ch?teau de Laeken) ในเขตกรุงบรัสเซลส์ จากการทูลเชิญเสด็จโดยสมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 2 (Leopold II)”
หนังสือการเสด็จประพาสเบลเยียมชองรัชกาลที่ 5
หลังจากนั้นพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยเสด็จเยือนเบลเยียมอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง
“ในปี ค.ศ.1932 เจ้าชายเลโอโปลด์ที่ 3 (Leopold III) มกุฎราชกุมารแห่งเบลเยียมและเจ้าหญิงแอสตริด (Princess Astrid) พระชายา ดยุคและดัชเชสแห่งบราบันต์ เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 7”
“ต่อมาในปี ค.ศ.1960 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนเบลเยียมอย่างเป็นทางการ โดยทรงเป็นพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงและสมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา (King Baudouin and Queen Fabiola of the Belgians) และทั้งสองพระองค์เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1964 โดยทรงเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ”
“ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระสหายสนิทต่อกัน เนื่องจากทรงรู้จักกันตั้งแต่เมื่อครั้งประทับศึกษา ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยทรงมีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องเดียวกัน คือ แนวทางการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1993”
เอกอัครราชทูตฟิลลิป คริเดลก้า กล่าวว่า
“อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 (King Albert II) พระอนุชาของสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมา และทรงกระชับสายสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์จักรีให้มีความแน่นแฟ้นเรื่อยมา”
“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนเบลเยียมในปี ค.ศ.1999, 2001, 2003, 2010 และ 2011 และได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีฟาบิโอลาซึ่งปฏิบัติต่อพระองค์ประหนึ่งเป็นราชธิดาในราชวงศ์เดียวกัน”
“เจ้าชายฟิลิปมกุฎราชกุมาร (พระราชโอรสของสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 ซึ่งปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิป) และเจ้าหญิงมาทิลด์ มกุฎราชกุมารีแห่งเบลเยียม เสด็จเยือนไทยในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2006 เพื่อทรงเข้าร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต่อมาทั้งสองพระองค์เสด็จเยือนไทยอีกสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 และมีนาคม ค.ศ.2013 เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า และได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ”

สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงและสมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
หลังครองราชบัลลังก์มา 2 ทศวรรษ ซึ่งถือเป็นการครองราชย์ที่ยาวนานที่สุดของราชวงศ์เบลเยียม สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 ทรงประกาศสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ อันเนื่องมาจากปัญหาพระพลานามัย โดยให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ คือ เจ้าฟ้าชายฟิลิปมกุฎราชกุมาร ทรงสืบราชสมบัติขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิป ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ.2013
นับเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 7 ของชาวเบลเยียม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

