ในประเทศ : วิกฤตอุทกภัย 2560 “เหนือ-อีสาน-กทม.”อ่วม กับ 3 ปี-แผนจัดการน้ำ?

สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาล
เนื่องจากประชาชนจำนวนมากประสบความเดือดร้อน ทั้งการกินอยู่ ชีวิตประจำวัน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย พื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตร การปศุสัตว์เสียหายใหญ่หลวง
หน่วยงานลมฟ้าอากาศระบุ แม้จะรอดพ้นจาก “ขนุน” แต่หลายจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคกลาง ยังมีฝนตกต่อเนื่อง ผลจากร่องมรสุมพาดผ่าน
ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ฤดูฝนปีนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด
ที่เป็นส่วนผสมซ้ำเติมสถานการณ์ให้ปั่นป่วน คือการปล่อยข่าวในโลกโซเชียล ไม่ว่ากรณีการระบายน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ การอ้างว่ายังมีพายุอีกหลายลูก จ่อถล่มในระยะเวลาอันใกล้
ทำให้กรมชลฯ และกรมอุตุฯ ต้องรีบแถลงปฏิเสธว่า ไม่จริง
เหตุการณ์ฝนถล่มคืนวันที่ 13 ต่อเนื่อง 14 ตุลาคม ส่งผลให้กรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมรอระบายกว่า 50 จุด
กระตุกขวัญให้หวาดผวาถึงเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ยุค “รัฐบาลยิ่งลักษณ์”
ครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โอดครวญว่า เป็นครั้งแรกที่น้ำท่วมเข้ามาถึงในบ้าน ไม่ได้เก็บของขึ้นที่สูง ทำให้รถเสียไปเรียบร้อย

AFP PHOTO / LILLIAN SUWANRUMPHA
โอดครวญโดยลืมว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน รวมถึงอดีตผู้ว่าฯ กทม. 2 คนก่อนหน้านี้ ทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
เป็นคนของพรรคการเมืองใด
ก่อนเหตุการณ์ฝนถล่มกรุงเมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุ จากรายงานสถานการณ์น้ำขณะนี้ ยืนยันไม่มีปัญหาน้ำท่วมใหญ่เช่นเดียวกับปี 2554 เพราะปริมาณน้ำปีนี้ยังน้อยกว่ามาก
อีกทั้งทุกหน่วยงานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บูรณาการร่วมกันเต็มที่ นำบทเรียนในอดีตมาแก้ไขปรับปรุง จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก หลงเชื่อข่าวลือของผู้ไม่หวังดี
แต่เมื่อสถานการณ์โดยรวมยังไม่คลี่คลาย
ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเรียก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัด ทส. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมผู้เกี่ยวข้อง
เข้าหารือติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการบริหารจัดการลุ่มน้ำต่างๆ การแก้ไขปัญหาการระบายน้ำ การผันน้ำ ฯลฯ รวมทั้งแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย
ทั้งนี้ ในห้วงระยะ 3 ปีครึ่งของรัฐบาล คสช.
ปี 2557 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดทั่วทุกภาค ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงธันวาคม จากอิทธิพลมรสุมและพายุ “รามสูร” กับ “คัลแมกี”
ปี 2558 พายุ “หว่ามก๋อ” ในเดือนกันยายน ก่อให้เกิดน้ำท่วมหลายจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และบางจังหวัดภาคใต้
ในช่วงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวผ่านรายการคืนความสุขฯ ว่ารัฐบาลกำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระยะยาวปี 2558-2569 (แผน 12 ปี) ครอบคลุมการแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ ได้แก่
การจัดการน้ำอุปโภค-บริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำในการผลิตทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม การจัดการคุณภาพน้ำ ระบบการผลักดันน้ำเค็ม การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน

ส่วนการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย จะปรับปรุงทางน้ำสายหลักและสาขา 30 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและทางผันน้ำ 3 แห่ง การพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วม การทำคัน/เขื่อนป้องกันตลิ่ง 13 แห่ง
ทั้งหมดคาดว่าใช้เวลา 3 ปีแล้วเสร็จ
โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 12 ปี ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 โดยให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน นำไปปฏิบัติ
ปี 2559 มีพายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” เดือนสิงหาคม พายุโซนร้อน “ราอี” เดือนกันยายน และเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี
ต่อเนื่องต้นปี 2560 น้ำยังคงท่วมพื้นที่ภาคใต้ จากอิทธิพลมรสุมและหย่อมความกดอากาศ วันที่ 17 มีนาคม เกิดฝนตกหนักในกรุงเทพฯ แบบไม่ทันตั้งตัว เกิดน้ำท่วมรอการระบายถึง 7 จุด
จากนั้นเป็นพายุ “ตาลัส” และ “เซินกา” ตั้งแต่กลางเดือนไปถึงปลายเดือนกรกฎาคม อิทธิพลพายุทั้ง 2 ลูก ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน
ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น
มวลน้ำบางส่วนในพื้นที่ภาคเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำมีมาก เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ
สะสมเป็นวิกฤตในปัจจุบัน
รูปธรรมของแผนยุทธศาสตร์บริหารทรัพยากรน้ำ 12 ปี ซึ่งถูกกำหนดตั้งแต่ปี 2558 ถูกตั้งคำถามโดยพลัน
ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลังมหาอุทกภัยปี 2554 มีความพยายามผลักดันแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่ไม่สำเร็จ
หลายฝ่ายต่อต้าน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แม้ต่อมาเดือนตุลาคม 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากโครงการยังเป็นเพียงแผนแม่บท ยังไม่มีใครได้รับผลกระทบ ไม่กระทบต่อผังเมือง และยังไม่มีการเวนคืนที่ดิน
ก่อนที่ทุกอย่างจะปิดฉากถาวร เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2557 สั่งล้มแผนบริหารจัดการน้ำสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

พร้อมผลักดันแผนยุทธศาสตร์บริหารทรัพยากรน้ำ 12 ปี มูลค่าหลายแสนล้านบาทขึ้นมาแทน
17 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันว่า การระบายน้ำมากขึ้นเกิดจากภาวะน้ำล้นตลิ่งที่มีผลต่อประชาชนริมแม่น้ำ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าไปดูแล
ถ้าไม่ระบายน้ำออกจะทำให้น้ำเพิ่มขึ้นจนล้นคันกั้นน้ำ ส่งผลถึงกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ตรงนี้ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างไรในอนาคต
มีการเสนอแผนหลายอย่างเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งศึกษารายละเอียดมานานพอสมควร แต่ติดปัญหาการเวนคืนที่ดิน และการใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา จนถึงปี 2560 ซึ่งปรากฏในบางพื้นที่มีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าปี 2554 เสียด้วยซ้ำไป
แต่ไม่เพียงไม่มีเสียงโวยวาย
บางคนยังแสดงความเข้าอกเข้าใจรัฐบาล มองว่า “น้ำท่วม” เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
เมื่อเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลก็ดูแลเยียวยา แก้ปัญหาเต็มที่ ส่งทหารลงไปช่วยเหลือชาวบ้าน อพยพข้าวของ ตั้งกระสอบทราย อุ้มคนแก่หนีน้ำ ฯลฯ ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วบ้านทั่วเมือง
บรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย แตกต่างจากเหตุการณ์เมื่อปี 2554
เสมือน “หน้ามือ” กับ “หลังเท้า” เลยทีเดียว
