bg-single

ไม่ตาย ‘ผึ้งหึ่ง’ จำศีลอยู่ใต้น้ำ ได้เป็นสัปดาห์

01.05.2024

บนโลกนี้มี “ผึ้ง” กว่า สองหมื่นชนิด แทบทุกชนิดมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ

ในฐานะนักผสมเกสร ผึ้งมีอิทธิพลอย่างมากต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศน์ของโลก และการทำเกษตรกรรมของมนุษย์ แต่ทว่าในยุคปัจจุบัน ที่ปัญหาโลกร้อน โลกรวน โลกเดือดกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ผึ้งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่มีจำนวนประชากรลดลงอย่างฮวบฮาบจนอยู่ในขั้นน่ากังวล

อย่างไรก็ตาม ภาวะภูมิอากาศแปรปรวนไม่ใช่สิ่งเดียวที่ประหัตประหารมวลหมู่ประชากรผึ้งจนสูญหายไปไวจนน่าตกใจ เพราะอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากในการลดโอกาสในการอยู่รอดของมวลหมู่ผึ้ง ก็คือ “มนุษย์”

ด้วยขนาดจำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทบเท่าทวีคูณ ทำให้ความต้องการที่อยู่และอาหารเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น เมื่อมีอุปสงค์ก็ย่อมต้องมีอุปทาน การขยายขนาดของสังคมมนุษย์ทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชนเมืองและพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และโอกาสการดำรงอยู่ของ “ผึ้ง”

ถิ่นที่อยู่ที่เคยเป็นผืนป่าที่ยึดโยงติดกันเป็นผืนใหญ่ก็ถูกแทรกจนแยกกระจัดกระจายเป็นผืนเล็กผืนน้อยด้วยป่าคอนกรีต พืชพรรณดอกไม้ป่าที่เคยมีอย่างอุดมก็ถูกแผ้วถางจนเป็นพื้นที่สำหรับผลิตอาหารมนุษย์

แน่นอน ผึ้งหลายชนิดปรับตัวจนสามารถเปลี่ยนมาใช้พืชสวนพืชไร่เป็นอาหารแทนในการดำรงชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์

ซึ่งก็น่าจะพอกล้อมแกล้มให้พวกมันเอาตัวรอดอยู่ได้

ผึ้งหึ่ง (Common eastern bumblebee) ภาพโดย Ryan Hodnett via Wikimedia Commons under CC BY-SA 4.0 DEED

แต่โลกแห่งความเป็นจริงนั้นโหดร้าย ในการทำการเกษตร เพื่อให้ผลผลิตออกมาสวยงาม ขายได้ราคาดี เกษตรกรจำนวนมากเลือกที่จะใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และนักผสมเกสรชั้นดีอย่างผึ้งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตโดนหางเลขจากสารกำจัดศัตรูพืชพวกนี้เข้าไปเต็มๆ

และถ้าดูสถิติการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในระดับโลกแล้ว ต้องบอกว่าตัวเลขนั้นใหญ่โตมโหฬารจนน่าตกใจ เพราะจากการประมาณการของแองเกต ชาร์มา (Anket Sharma) นักพฤกษศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยคุรุ นานัค เดฟ (Guru Nanak Dev University) ในอินเดียและทีม

แค่ในปี 2019 ปีเดียว การใช้สารกำจัดศัตรูพืชนั้นก็มากถึงราวๆ 2 ล้านตันไปแล้ว และยังเพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปในปีต่อๆ มา จนไปแตะระดับที่ 3.5 ล้านตันในปี 2021

สิ่งที่น่าตกใจก็คือ แนวโน้มในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น ไม่มีวี่แววว่าจะลด มีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ความต้องการอาหารของมวลมนุษย์ยังคงทวีจำนวนเพิ่มขึ้น

ซึ่งเป็นที่อะไรที่ย้อนแย้ง เพราะรายงาน The Pollination of Cultivated Plants : A Compendium for Practitioners – Vol. 1. ขององค์การอาหารและการเกษตรของสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations, FAO) เผยว่าการสูญเสียไปของนักผสมเกสรอย่างผึ้งอาจส่งผลกระทบมากต่อผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารในอุตสาหกรรมเกษตรมากถึง 35 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

เรียกว่าต่อให้กำจัดศัตรูพืชได้ แต่ถ้าผึ้งหาย ระบบนิเวศน์เพี้ยน ท้ายที่สุด ปริมาณผลผลิตที่ได้จะทิ้งดิ่งตามลงไปด้วยอยู่ดี

 

และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้นักวิจัยมากมายเริ่มระดมสมองเพื่อหากลไกเพื่อปกปักรักษาความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ผึ้งในธรรมชาติเอาไว้ให้มากที่สุด

ตั้งแต่การเก็บรักษาน้ำเชื้อผึ้งโดรนแช่แข็งเอาไว้ เผื่อว่าจำเป็นต้องเอามาใช้ผสมพันธุ์ผึ้งกลับมาใหม่ในอนาคต

ไปจนถึงการออกแบบวัคซีนเพื่อต้านการติดเชื้อตัวอ่อนเน่าในผึ้ง (American Foulbrood Disease) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติใช้ไปหมาดๆ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปี 2023

พอพูดถึงการเก็บรักษาน้ำเชื้อผึ้ง หรืออสุจิผึ้ง ในระหว่างที่เขียนเรื่องนี้ ผมก็คลิกไปเปิดคลิปดูเทคนิคการรีดน้ำเชื้อผึ้งในยูทูบ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดพิสดารมาก

คือในทุกสเต็ปของการรีดน้ำเชื้อ ความรู้สึกมันเหมือนกับเวลาดูคลิปบีบสิวอักเสบที่หลายๆ คนชอบดูกันก่อนยุคคัลเลนกับพี่จองยังไงยังงั้น

ในการเก็บอสุจิผึ้ง จะต้องเก็บจาก “ผึ้งโดรน” ซึ่งเป็นผึ้งตัวผู้ที่ไม่มีบทบาทอะไรในรัง เหล็กไนก็ไม่มี น้ำหวานก็ไม่เก็บ เกสรก็ไม่เอา มิชชั่นเดียวของพวกมันก็คือการพลีชีพเพื่อให้ได้สืบพันธุ์กับผึ้งราชินี

“พวกมันคืออวัยวะสืบพันธุ์บินได้” แบรนดอน ฮอปกินส์ (Brandon Hopkins) นักกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตัน (Washington State University) ในเมืองพูลแมน (Pullman) นักแสดงหลักในคลิป เผย “สิ่งเดียวที่พวกมันทำได้ก็คือผสมพันธุ์”

“ง่ายๆ เลย สิ่งที่คุณต้องทำก็คือบีบ แล้วสิ่งนั่นก็จะปลิ้นออกมา” แบรนดอนอธิบาย และสิ่งนั้นในความหมายของแบรนดอน ก็คือน้ำเชื้อของผึ้ง!

 

ในคลิป แบรนดอนจับที่ก้นของผึ้งโดรนอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะใช้นิ้วสองข้างของเขาบีบลงไปที่ท้องของผึ้งโดรน จนอวัยวะสืบพันธุ์ของผึ้งปลิ้นออกมานอกก้น และพอเขาบีบอีกทีน้ำเชื้อของผึ้งที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวขุ่นก็จะไหลทะลักออกมา (เหมือนหัวสิวไหลออกมาจากรูไม่มีผิด) ให้เขาเก็บ…

แบรนดอนบรรจงดูดน้ำเชื้อของผึ้งเก็บทีละนิด ก่อนที่จะส่งไปเก็บรักษาไว้ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการเก็บรักษาทรัพยากรทางพันธุกรรมของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA Agricultural Research Service National Laboratory for Genetic Resources Preservation) ในโคโลราโด

เผื่อว่าสักวันในอนาคต ถ้าผึ้งใกล้จะหมดไปจากโลกจริงๆ จะได้ละลายออกมาผสมกับราชินีเพื่อฟื้นชีพเผ่าพันธุ์ของพวกมันกลับมาจากการสูญพันธุ์

แต่ในขณะที่นักวิจัยผึ้งส่วนใหญ่รวมทั้งแบรนดอนด้วย มักจะให้ความสำคัญกับ “ผึ้งพันธุ์” หรือที่บางคนเรียกว่า “ผึ้งน้ำหวาน (honey bee)” เพราะมีอิทธิพลมากในเชิงเศรษฐกิจ

แต่ซาบรินา รอนโด (Sabrina Rondeau) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกวัฟล์ (Guelph) กลับสนใจศึกษาผึ้งอีกชนิดที่เรียกว่า “ผึ้งหึ่ง (Bumblebee)”

 

ผึ้งหึ่ง คือผึ้งที่มีลักษณะตัวอ้วนและใหญ่ สีเหลืองสลับดำ เวลาบินมักจะได้ยินเสียงหึ่งๆ ฟังดูอันตราย บินไปตรงไหน วงแตกที่นั่น เพราะตัวใหญ่และน่ากลัว

แต่สิ่งที่ซาบรินาสนใจนั้นกลับเป็นพฤติกรรมสุดพิลึกของพวกมัน นั่นก็คือ เพื่อหนีหนาวในฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บ ราชินีผึ้งหึ่งจะขุดโพรงในดินเพื่อจำศีล

แต่ถ้ามีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชเยอะ การตกค้างในดินก็น่าจะเยอะตาม เธอก็เลยอยากรู้ว่าสารเคมีตกค้างพวกนี้จะส่งผลกระทบอะไรกับราชินีผึ้งหึ่งจำศีลอยู่ในพื้นดินบริเวณนั้นหรือไม่

และเพื่อให้ราชินีผึ้งหึ่งจำศีล ซาบรินาจับเอาราชินีผึ้งใส่หลอดทดลอง ใส่ดิน แล้วเอาไปแช่ไว้ในตู้เย็น

และแล้ววันหนึ่ง เธอก็จะหยิบหลอดราชินีผึ้งมาใช้ สิ่งที่เธอพบทำให้เธอตกใจ คือในบางหลอด ไอน้ำจากตู้เย็นควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำไหลลงไปก้นหลอด ที่สำคัญ ราชินีผึ้งที่เธอเฝ้าทะนุถนอมนั้นจมอยู่ใต้น้ำไปสี่ตัว

ซาบรินามั่นใจว่าราชินีผึ้งหึ่งทั้งสี่ของเธอนั้นคงจะจมน้ำตายไปนานแล้ว ตั้งแต่อยู่ในตู้เย็น… ด้วยความไม่คาดหวัง ซาบรินาค่อยๆ ดึงเอาตัวของราชินีออกมาจากหลอด

แต่เธอก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อราชินีที่ถูกกู้ขึ้นมาจากน้ำเริ่มที่จะขยับดุกดิกอีกครั้ง

พวกมันยังไม่ตาย…

 

สําหรับบางคน นี่คือเรื่องของความโชคดี ราชินียังไม่ตาย การทดลองยังไม่ถึงกับล่ม แต่สำหรับซาบรินานี่คือโจทย์วิจัยข้อใหม่ที่น่าสนใจ บางทีนี่อาจจะเป็นหนึ่งในกลไกการอยู่รอดที่ผ่านการวิวัฒนาการมาแล้วเนิ่นนานก็เป็นได้ ซาบรินาไม่เชื่อว่าการรอดชีวิตของราชินีทั้งสี่จะเป็นเรื่องฟลุก

เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลที่เธอเห็นนั้นเป็นจริง ซาบรินาตัดสินใจใช้จำนวนราชินีผึ้งหึ่งที่มากขึ้นกับการทดลองครั้งใหม่ของเธอ คราวนี้ ซาบรินาเติมราชินีผึ้งเข้าไปแบบจัดเต็ม 143 ตัวใส่ดิน ใส่ตู้เย็นให้จำศีล ก่อนที่จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ กลุ่มเหนือน้ำ กลุ่มแช่น้ำ 8 ชั่วโมง กลุ่มแช่น้ำ 24 ชั่วโมง และกลุ่มแช่น้ำ 1 สัปดาห์

ผลปรากฏว่าราชินีผึ้งหึ่งจากทุกกลุ่มรอดแบบสบายๆ และถ้าเทียบระหว่างกลุ่มเหนือน้ำ กับกลุ่มแช่น้ำ 1 สัปดาห์ที่ดูจะเอ็กซ์ตรีมที่สุดนั้น อัตราส่วนของผึ้งรอดชีวิตไม่ต่างกัน ซึ่งก็คือเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ทั้งคู่

 

“ผึ้งหึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนดิน ร่างกายของพวกมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ใต้น้ำ” ไนเจล เรน (Nigel Raine) นักวิจัยในทีมของซาบรินาจากมหาวิทยาลัยกวัฟล์กล่าว “นี่เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มาก”

แต่ถ้ามองในแง่วิวัฒนาการ นี่คือการจำลองการจำศีลหน้าหนาว ที่ราชินีผึ้งจะฝังตัวนิ่งๆ อยู่ใต้ดิน ไม่ทำอะไรเลย ลดการหายใจ ลดเมตาโบลิซึ่ม เพื่อให้อยู่รอดให้ได้นานที่สุด เพื่อรอเวลาฤดูใบไม้ผลิที่พวกมันจะกลับออกมาเริ่มรังใหม่

แม้ว่าการฝังตัวจำศีลนิ่งๆ อยู่ใต้ดินนั้นจะช่วยให้ราชินีผึ้งหึ่งนั้นปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ ทั้งจากผู้ล่า และจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้วได้

แต่ภัยธรรมชาติหนึ่งที่คุกคามพวกมันได้เวลาอยู่ใต้ดินก็คือ “น้ำท่วม”

แต่ดูเหมือนว่าน้ำท่วมอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่เราต้องกังวลมากสำหรับราชินีผึ้งหึ่ง อย่างน้อยก็สปีชีส์ที่ซาบรินาทดลอง…

“ยังมีอะไรอีกมากที่เราต้องเรียนรู้” การค้นพบครั้งนี้ “ทำให้เราตระหนักได้ว่าเรารู้เกี่ยวกับวงจรชีวิตของผึ้งหึ่งน้อยเพียงไร” อลิซาเบธ โครน (Elizabeth Crone) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส กล่าว

คำถามต่อไปที่ต้องถามก็คือ “แล้วผึ้งหึ่งสปีชีส์อื่นๆ ล่ะ สามารถทนน้ำท่วมได้เหมือนผึ้งหึ่งชนิดนี้มั้ย” และที่สำคัญกลไกอะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการป้องกันการจมน้ำตายของพวกมัน

 

นี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

เพราะหนึ่งในสามของสปีชีส์ของผึ้งหึ่งในโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง

เพื่อที่จะช่วยอนุรักษ์เผ่าพันธุ์ของผึ้งหึ่ง (และผึ้งอื่นๆ) เราต้องรู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นภัยคุกคามพวกมันในสภาวะที่ภูมิอากาศแปรปรวนเช่นนี้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ขีดฆ่าปัญหาน้ำท่วมทิ้งไปได้หนึ่งอย่างสำหรับ “ผึ้งหึ่ง” อย่างน้อยก็ในสปีชีส์ที่ใช้ในการทดลองนี้…

ถ้ามองย้อนกลับไป การทดลองนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาด (ในการเก็บราชินีของซาบรินา)… แต่ความช่างสังเกตและการคิดนอกกรอบ ทำให้ซาบรินาสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พลิกความผิดพลาดให้เป็นการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกใบนี้ได้ดีขึ้น (อย่างน้อยก็เข้าใจผึ้งหึ่งแหละ)

ว่าแต่วันนี้ คุณคิดนอกกรอบแล้วหรือยัง?

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)