ยุทธการ 22 สิงหา : พันธมิตร ประจันหน้า นปช. สถานการณ์ ตุลาคม 2551

แสงแห่งสปอตไลต์นอกเหนือจากจะฉายจับไปยัง 1 การประชุมของ ผบ.เหล่าทัพ ที่นำโดย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะผู้บัญชาการกองทัพไทย
หากแต่ 1 ยังเป็นคำประกาศของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งกลายเป็นพาดหัวตัวไม้ของหนังสือพิมพ์
อันเท่ากับเป็น “การปฏิวัติหน้าจอ”
หากแต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากย่อมเป็นภาพสะท้อนจากสถานการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
นั่นอยู่บนรากฐานแห่งการชุมนุมของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
ความหมายก็คือ การประจันหน้าระหว่างรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันก่อรูปตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 ผ่านรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และยังคงอยู่มาถึงรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
โดยที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กลายเป็นรัฐบาลพเนจรไม่สามารถประชุมคณะรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลได้
เมื่อมีการเสียชีวิต เมื่อมีปฏิกิริยาจาก “กองทัพ”
สถานการณ์อันเนื่องจากการชุมนุม สถานการณ์อันเนื่องจากการสลายการชุมนุมจึงกลายเป็นความขัดแย้ง “หลัก”
การติดตาม “ผลสะเทือน” จึงสำคัญ
ผลสะเทือนอย่างฉับพลันทันใดก็คือผลสะเทือนจากคนเล่นหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันที่ 10 ตุลาคม ปรับลดลงอย่างรุนแรง
รูดลงมากว่า 50 จุด
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องดำเนินมาตรการอย่างที่เรียกว่า “เซอร์กิต เบรกเกอร์”
หยุดพักการซื้อขายชั่วคราวในช่วงบ่ายเป็นเวลา 30 นาที
ต่อมา ในวันที่ 27 ตุลาคม ดัชนีตลาดหุ้นไทยดิ่งลงแรงตามตลาดภูมิภาค หลุดระดับ 400 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี
จนกระทั่งเมื่อเวลา 16.04 น. ดัชนีลดถึง 43.29 จุด
หรือลดลงร้อยละ 10 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องใช้มาตรการพักการซื้อขายชั่วคราว หรือ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” อีกครั้ง
เป็นการใช้มาตรการ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” ถึง 2 ครั้งในรอบเดือน
หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เคยใช้ครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จนหุ้นตกรูด
นั่นย่อมเป็นผลสะเทือนจากรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
ขณะที่ที่เห็นและเป็นอยู่ล่าสุดเป็นผลสะเทือนจากสถานการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
แรงสะเทือนจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ลึกซึ้ง กว้างไกล
หนังสือ “มติชน บันทึกประเทศไทย ปี 2551” ระบุว่า วันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
ไปในการพระราชทานเพลิงศพ “น้องโบว์” น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ณ วัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นองเลือด 7 ตุลาคม
โดยมีองคมนตรี ผู้บัญชาการทั้ง 4 เหล่าทัพ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยไม่มีผู้แทนฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วม
หลังพิธีพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้นลง ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับ ปรากฏว่าขณะที่ขบวนของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กำลังเดินทางกลับ
มีประชาชนที่มาร่วมงานต่างพากันโห่ร้อง ขับไล่
เนื่องจากไม่พอใจโดยเข้าใจว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปล่อยให้ประชาชนที่ร่วมชุมนุมถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายจนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ขณะเดียวกัน วันที่ 14 ตุลาคม นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.ต.เมธี ชาติมนตรี หัวหน้าการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เหยื่อเหตุการณ์นองเลือด 7 ตุลาคม อีกราย
ความร้อนแรงของสถานการณ์ นอกเหนือจากความไม่พอใจของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในกำกับของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แล้ว
ก็มีการเคลื่อนไหวหนึ่งจากการประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชนเพื่อประเมินสถานการณ์ในวันที่ 10 ตุลาคม
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าต้องมีการตอบโต้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันเดียวกันนั้น พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ แถลงว่าเขากับเพื่อนตำรวจนอกราชการจะตั้ง “กองกำลังกู้ทำเนียบรัฐบาล”
โดยเสนอรัฐบาลว่าควรจะเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลคืน
วันที่ 11 ตุลาคม มีการจัดงาน “ความจริงวันนี้” โดยรวมพลคนเสื้อแดงและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จากจังหวัดต่างๆ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ปรากฏว่ามีมวลชนเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 10,000 คน
เป็นการชุมนุมเพื่อเป็นการประเมินกำลังของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร
โดยการออกแบบ “ตีนตบ” เพื่อมาต่อกรกับ “มือตบ”
ต่อมา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศชุมนุมมวลชนครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม
จึงเกิดป้อมค่ายทางการเมืองที่ประจันหน้ากันโดยอัตโนมัติในแต่ละจุดของกรุงเทพมหานคร ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
นี่คือสถานการณ์ในเดือนตุลาคม 2551 อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516
และทำท่าว่าอาจเหมือนกับสถานการณ์เดือนตุลาคม 2519
โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดครองทำเนียบรัฐบาลและพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติปักหลักที่สนามหลวง
ขณะเดียวกัน ก็เคลื่อนไหวระดมมวลชนอย่างต่อเนื่องโดยมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนเข้ามาร่วมในการเสริมเติมกำลังอย่างเป็นระบบ
ไม่ว่าจะชุมนุมที่ราชมังคลากีฬาสถาน ไม่ว่าจะชุมนุมที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
เป็นการประจันหน้าโดยที่กลไกแห่งอำนาจไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ อยู่ในลักษณะเฝ้าดูและติดตามอยู่ห่างๆ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดสถานการณ์อย่างที่เกิดมาแล้วในวันที่ 7 ตุลาคม
อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อยู่ในลักษณะพิกลพิการเหมือนกับเป็นรัฐบาล “เป็ดง่อย”
ไม่สามารถแม้กระทั่งจะเข้า “ทำเนียบรัฐบาล”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
