bg-single

โศกนาฏกรรมชีโตสหนึ่งห่อ

30.09.2024

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

 

โศกนาฏกรรมชีโตสหนึ่งห่อ

 

“รู้มั้ยครับว่าถ้ำนั้นมีชีวิต?”

ในการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับชีววิทยาของถ้ำ นักธรณีวิทยาหนุ่มถามผู้ฟังทั้งห้องด้วยแววตาที่เป็นประกาย มือของเขาตั้งขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจ

ทว่า กลับไม่มีใครเลยสักคนที่จะยกมือเพื่อตอบคำถามของเขา บรรยากาศในห้องเงียบสงัด

อาจจะเป็นเพราะว่าทอล์กนี้จัดเช้าเกินไป หลายคนรวมทั้งผมที่เป็นสาย nocturnal ที่ชอบทำงานกลางคืน อาจจะยังไม่ค่อยจะตื่น มีสติสมบูรณ์มากนัก

เขาเดินมาหน้าเวที และเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ถ้ำที่มีชีวิต เราเรียกว่าถ้ำเป็น สภาพแวดล้อมภายในถ้ำเป็นจะมีพลวัตที่ชัดเจน มีทางน้ำไหล มีการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยภายใน พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าภายในถ้ำไหนเห็นมีการเติบโต เราจะถือว่าถ้ำนั้นมีชีวิต แต่เมื่อไรก็ตามที่ถ้ำนั้นหยุดการเจริญเติบโต เราก็จะถือถ้ำว่านั้นตาย กลายเป็นถ้ำที่ไร้ชีวิต”

“และบางที การคร่าชีวิตของถ้ำนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายจนแทบคาดไม่ถึง พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรได้ อย่างเช่น การเอานิ้วมือเข้าไปแตะหรือไปสัมผัสตรงปลายหินงอกหินย้อย อาจจะทำให้มีน้ำมันจากนิ้วมือไปเปื้อนติดอยู่บนหิน ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการไหลของน้ำบาดาลที่ทำให้การงอกต่อของหินงอกหินย้อยในถ้ำนั้นหยุดชะงัก”

“และทำให้ถ้ำนั้นค่อยๆ ตายไปในที่สุดก็เป็นได้”

ภาพจาก Carlsbad Caverns National Park

นี่เป็นอะไรที่ไม่เคยรู้มาก่อน ผมฟังด้วยความตื่นเต้น

…ในมุมของนักชีววิทยาผู้ศึกษาชีวิต นี่เป็นอีกมุมที่น่าสนใจ เพราะสภาพแวดล้อมที่ลึกลับซับซ้อน มืดมนอนธการ แต่มีเอกลักษณ์ของถ้ำ ทำให้ผู้คนในอดีตจินตนาการถึงถ้ำไปต่างๆ นานา บ้างก็เอาไปยึดโยงกับภูตผี บ้างก็เอาไปเชื่อมโยงกับทวยเทพ พญานาค และอีกสารพัด นอกจากนี้ ระบบนิเวศใต้โลกของถ้ำที่แยกตัวออกมาจากโลกภายนอกอย่างชัดเจนทำให้สิ่งมีชีวิตในถ้ำมักมีวิวัฒนาการแบบแปลกๆ จนมีรูปลักษณ์ที่ประหลาดหรือคุณลักษณะที่เฉพาะ

อย่างเช่น ปลาถ้ำตาบอด ค้างคาว แมงป่องถ้ำ นกนางแอ่น เป็นต้น

โดยปกติ ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ มักมองระบบนิเวศใต้โลกเป็นอิสระจากโลกภายนอก ราวกับว่าหลุดไปเป็นอีกโลก

แต่ในความจริง ถ้ำอาจจะมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ำที่มีมนุษย์อยู่ หรือที่เปิดให้มนุษย์เข้าไปศึกษาวิจัย และเยี่ยมชม

และหนึ่งในถ้ำที่ซับซ้อนที่สุดและโด่งดังที่สุดที่เปิดกว้างให้นักวิจัยและนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม และศึกษาวิจัยได้ ก็คือถ้ำคาร์ลสแบด (Carlsbad Caverns) อุทยานแห่งชาติถ้ำคาร์ลสแบด (Carlsbad cavern national park) ในเทือกเขากัวดาลูเป้ (Guadalupe mountain) รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Carlsbad Caverns National Park

ด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารและภูมิทัศน์ภายในโถงถ้ำที่ประดับประดาไปด้วยหินงอกหินย้อยมากมายตระการตา ถ้ำคาร์ลสแบด จึงกลายเป็นเป้าหมายยอดนิยมที่มีคนเข้ามาท่องเที่ยวมากถึงราว 500,000 คนต่อปี ตัวเลขนี้เป็นอะไรที่น่ากังวล

“คนมากขึ้นก็เอาขยะเข้ามาในอุทยานมากขึ้น คุณเจอขยะมากมาย ตรงๆ คือในทุกอุทยาน ผู้คนทิ้งข้าวของเอาไว้ พวกเขาทิ้งขยะเอาไว้” โรเบิร์ต เมลนิก (Robert Melnick) ศาสตราจารย์ด้านภูมิสถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน (The University of Oregon) ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน ผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโบราณสถานมากว่า 40 ปีให้สัมภาษณ์

จากข้อมูลของสำนักงานอุทยานแห่งชาติ สหรัฐ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวอุทยานกว่า 300,000,000 คน และมีขยะถูกทิ้งเอาไว้ในอุทยานต่างๆ รวมกันมากถึง 70 ล้านตัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากที่อุทยานทุกแห่งพยายามจะแก้ไข

แต่บางทีมันก็ยากเกินไปจะทำให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น

ประโยคที่ว่า “อย่าทิ้งร่องรอยอะไรไว้ข้างหลัง (leave no trace)” ถูกเอามาใช้เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนจัดการกับขยะของตัวเองอย่างเหมาะสม ทว่า ก็ไม่ประสบผล

และป้ายกรุณาอย่าทิ้งขยะปิดประกาศอยู่ชัดเจน ก็ยังไม่ช่วยอะไรเท่าไร

จนถึงขนาดที่ว่า อุทยานแห่งชาติยอดนิยมอย่าง “โยซิมิตี (Yosemite National Park) ต้องออกมาโพสต์ประกาศห้ามทิ้งหรือฝังขยะหรือกระดาษชำระไว้ในอุทยาน

“ลองจินตนาการ คุณกำลังชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของโยซิมิตี และก็…เซอร์ไพรส์! มีกระดาษชำระใช้แล้วโบกสะบัดทักทายอยู่ข้างๆ น้ำตกแรนเชเรีย (Rancheria Falls) จัดแบบม้วนเต็มเลยด้วย!”

(แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ บรรยากาศมันไม่ได้)

 

แต่ในถ้ำคาร์ลสแบดนั้นสาหัสกว่า เล่นเอาเจ้าหน้าที่อุทยานแทบหัวใจวายกันเลยทีเดียว

เพราะในโถงใหญ่ของถ้ำ หรือที่เรียกว่า The Big Room ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังของถ้ำคาร์ลสแบด เป็นห้องเดี่ยวขนาดใหญ่ เรียกว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในแถบทวีปอเมริกาเหนือเลยก็ว่าได้ ด้วยขนาดที่กว้างถึงเกือบ 200 เมตร และยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร

พวกเขาเจอสิ่งแปลกปลอมเป็นขนมข้าวโพดอบกรอบรสชีส ยี่ห้อชีโตส ซองสีแดงโดดเด่นตกอยู่ในโถง ทั้งที่มีป้ายติดหราประกาศเอาไว้หน้าอุทยานว่า “อาหารและเครื่องดื่มนั้นไม่อนุญาตให้นำเข้าไปในอุทยานโดยเด็ดขาด”

อาจจะเป็นอาจุมม่าซักคนที่แอบเอาเข้ามา หรือไม่ก็วัยรุ่นที่ไม่สนใจกฎระเบียบ หรือไม่ก็เด็กน้อยที่แอบเดินถือเล็ดลอดสายตาพ่อแม่เข้ามา จะใครก็ตามแต่ ในกรณีนี้ ทางอุทยานไม่สามารถจับมือใครดมได้

แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมนิ่งเฉย แม้จะจับไม่ได้ แต่ต้องขอโพสต์ประณามให้เป็นอุทาหรณ์ในโซเชียลมีเดีย

“แค่ชีโตสซองเดียว อาจจะสร้างหายนะระดับเปลี่ยนโลกได้!!!”

เพจเฟซบุ๊กของอุทยาน (Carlsbad Caverns National Park) โพสต์ นี่เป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงความมักง่ายของมนุษย์บางคน ที่ท้ายที่สุดแล้วอาจส่งผลกระทบรุนแรงเป็นโดมิโนที่บ่อนทำลายระบบนิเวศอันเปราะบางของถ้ำในธรรมชาติ

ในถ้ำที่ชื้นแฉะ แท่งข้าวโพดอบกรอบที่โดนความชื้นเข้าไปจะนิ่ม และจะกลายเป็นแหล่งอาหารบ่มเพาะเชื้อราชั้นเยี่ยม กลายเป็นโคโลนีของราที่แผ่ขยายอาณาเขตไปรอบๆ ส่งกลิ่นคละคลุ้ง

และที่แย่ยิ่งกว่า คือเศษอาหารพวกนี้ยังไปยั่วยวนพวกสัตว์ไม่พึงประสงค์อย่าง แมงป่อง หนู แมลงสาบ และตัวอื่นๆ ให้เข้ามากิน แทะ และแพร่กระจายเชื้อราไปยังส่วนอื่นของถ้ำอีก

…ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศในถ้ำได้อย่างน่ากลัว

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำคาร์ลสแบด (Carlsbad cavern national park) เผยว่า พวกเขาต้องใช้เวลาในการทำความสะอาดเชื้อราจากชีโตสในถ้ำนานถึงยี่สิบนาที กว่าที่จะกำจัดซองชีโตสพร้อมเชื้อราที่เติบโตอยู่ตามพื้นผิวในบริเวณใกล้เคียงออกได้หมด

 

คําถามคือผลกระทบที่แท้จริงในถ้ำคาร์ลสแบดจะหนักหนาสาหัสเพียงไรอันนี้บอกยาก

อาจจะเรื้อรังและน่ารำคาญไปพักใหญ่ เพราะสปอร์ที่กระจายไปของเชื้อราคงจะไม่หายไปง่ายๆ จากถ้ำ

แต่ส่วนตัว ถ้าถามว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกับสปีชีส์ที่อยู่ในถ้ำมากน้อยเพียงไร ก็คงมีผลบ้าง แต่อาจจะไม่น่าห่วงขนาดนั้น ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหน หรือสัตว์ที่อาศัยในถ้ำเอาเศษอาหารอะไรมาทิ้งให้พวกมันได้สวาปามและเติบโตขึ้นมาใหม่ ก่อกวนระบบนิเวศอีก

สำหรับตอนนี้ สิ่งที่ทำได้ก็คือ “รอ” เพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำจะปรับเข้าสู่สมดุล (equilibrium) อีกครั้ง ก็น่าจะอีกสักระยะ

แต่ที่น่าเสียดาย คือไม่รู้ว่าหินงอกหินย้อยจำนวนมากมายในโถงอันสวยงามแห่งนี้ จะตายไปสักเพียงไรจากการทำความสะอาด และการระบาดของเชื้อรา

“ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ หรือน้อยนิด พวกเราทิ้งผลกระทบไว้ในทุกๆ ที่ที่พวกเราไป คำถามคือเราเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับโลกที่เราต้องแชร์กันอยู่นี่อย่างไร” ทางทีมอุทยานโพสต์

เพราะบางทีบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยอาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่คิด

หรือว่า บางทีเราอาจจะตระหนักถึงความหมายของคำว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” กันน้อยไปนิด

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”