เมื่อ ‘ก.ต.’ ประกาศิต อาญาถึง ‘เบื้องสูง’ กู้เกียรติชั้นผู้น้อย

ในแวดวงตุลาการ (ไม่รวมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) มี “คุณลักษณะพิเศษ” ที่แตกต่างจากข้าราชการฝ่ายอื่นอย่างน้อยก็ 1 อย่าง
นั่นคือ ความละอายต่อบาป มีค่อนข้างสูง
การเป็นผู้พิพากษาจึงต้องมีความสำรวม ระมัดระวังในการประพฤติ เคร่งครัดจริยธรรมพื้นฐานของตุลาการ ไม่อวดโอ่โอหัง คบค้าคู่ความ
ยังเป็นที่รู้กันว่า ศาลยุติธรรมนั้นมีคณะกรรมการตุลาการ หรือ “ก.ต.” เปรียบเสมือน “เขียง” ซึ่งไม่ว่าใคร หากพลาดท่าถึงขั้นถูกส่งขึ้นเขียง จุดจบมักรอดยาก ถ้าจะต่างกันก็แค่สับละเอียด หรือสับหยาบๆ
ข้อดีของ “ก.ต.” คือไม่ประจาน
ส่วนข้อเสียก็มี คือ บางทีก็รักษาน้ำใจพวกเดียวกันมากไป จนทำให้เวลาชี้แจงหรือแถลงอะไรมักจะมัวๆ ทั้งๆ ที่แจ้งในความจริงว่า สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม จะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็ด้วยการรู้ถูกและประพฤติชอบ มิใช่ด้วยทรัพย์ ด้วยฐานะหรือชาติตระกูล
ดังกรณีที่เคยเขียนท้าทายการค้นหาความจริงของ “ก.ต.” ว่า อาญาจะไม่ถึงเบื้องสูง และเกียรติยศจะไม่มีในบ่าวไพร่ หรือไม่ จากเหตุที่มี “ผู้พิพากษาระดับอธิบดี” รายหนึ่งคุกคามทางเพศข้าราชการหญิงชั้นผู้น้อยซึ่งเป็น “เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์” บนขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จนกระทั่งนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ “ก.ต.” และกับถึงขั้นเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่กองกำกับการ 4 กองปราบปราม
แรกทีเดียว ชายไทยหลายคนหลายฝ่ายก็ช่วยกันใช้ “ฝ่ามือ” ปิดฟ้า เจตนาให้เรื่องราวถูกบิดเบือน เป็นแอบคบ ชู้สาว ทั้งที่กรณีที่เกิดนั้นเป็นความผิดซึ่งภาษากฎหมายเรียกว่า mala in se หรือสิ่งที่ปุถุชนทุกคนรู้ด้วยสามัญสำนึกว่าผิดทั้งกฎหมาย ศีลธรรม และจารีตประเพณี
แต่เพราะมี “พยานปากเอก” เป็นรองอธิบดีผู้หญิงที่ประสบพบเห็นพฤติการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างก่อเหตุ และหลังเกิดเหตุ จึงเป็น “ปากคำที่หนักแน่น” ดั่งหินผา
และเพราะมี “คำให้การ” ของเหยื่อ ที่ว่า “ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า การจัดให้ดิฉันนอนเตียงล่างในรถไฟน่าจะเป็นการวางแผนกันมาก่อนหรือเปล่า”
“ผัง” การจัดห้องนอนบนรถไฟที่ให้ “เหยื่อ” นอนเตียงชั้นล่าง และอยู่ติดกับตู้นอนชั้น 1 ของผู้บริหารระดับสูง เป็น “จุดเปลี่ยว” ท้ายสุดของขบวนรถไฟ
ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมี “ภาพ” จากทีวีวงจรปิด ในขบวนรถไฟ หลักฐานที่ถูกทำลาย แต่ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน “กู้คืน” มาได้
หลักฐานชิ้นนี้อาจเป็นไฟลามไปถึง “ตัวการร่วม” ซึ่งเป็นผู้พิพากษาชายที่สกัดกั้นการเข้าช่วยเหลือข้าราชการหญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ
ที่สำคัญยังมี “ร่องรอย”
บาดแผลถลอก ฟกช้ำอันเกิดจากการกระชากศีรษะ กดหัว กดคอ แขน แต่ด้วยสัญชาตญาณกับประสบการณ์ที่สั่งสมจากงานเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ศาล ผู้ถูกคุกคามสามารถเก็บรายละเอียดเหตุการณ์เป็นหลักฐานใช้ร้อยรัดอดีต “ตุลาการชั้นผู้ใหญ่” ของศาลยุติธรรมจนตกที่นั่งลำบาก
ถึงแม้หลังเกิดเหตุ อดีตประธานศาลฎีกาขณะนั้นซึ่งเป็นผู้หญิง คือ นางอโนชา ชีวิตโสภณ จะมีคำสั่งย้าย “อดีตอธิบดี” ผู้ถูกกล่าวหาไป “ช่วยราชการ ประจำสำนักงานประธานศาลฎีกา” แต่นั่นถือเป็นก้าวแรกที่ถูกนับว่า “พลาด”
ผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งใน “ศาลชั้นต้น” ถูกย้ายให้ไปทำหน้าที่พิจารณาอรรถคดีในศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูง ทั้งยังคงได้ผลรับประโยบน์ครบถ้วนตั้งแต่เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่ารถประจำตำแหน่ง ขณะที่อยู่ในระหว่างถูกกองปราบปราม สอบสวนดำเนินคดีอาญา
ระหว่างที่ “ก.ต.” สอบสวนทางวินัย “อดีตอธิบดีศาล” จึงถูกย้ายอีกครั้ง
คราวนี้ย้ายไปแขวนที่ “ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม” ให้รับได้เฉพาะเงินเดือน
ผ่านไปราว 3 เดือน การสอบสวนทางวินัยเสร็จสิ้น
ในการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 24/2567 มีมติให้ “พักราชการ” อดีตอธิบดีศาลที่ลวนลามข้าราชการหญิงบนขบวนรถไฟ
ผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการตุลาการ อาจงงๆ
“พักราชการ” คืออะไร
มีค่าเท่ากับ “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” ไม่มีเงินเดือนให้ เรื่อยไปจนกว่า “คดีจะถึงที่สุด”
การสอบสวนดำเนินคดีของกองปราบปรามจึงน่าสนใจติดตาม
“ชีวิตหนึ่ง” เป็นฝ่ายกล่าวหา ว่าถูกลวนลามถูกคุกคามทางเพศ ทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุมีเพื่อนพ้องและผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ระดับ “รองอธิบดี” รู้เห็น เป็นพยาน ช่วยเหลือและปกป้องในสถานการณ์ที่สภาพจิตใจเธอดิ่งเหว หวาดผวา เครียดสุดสุด แต่ได้ฮึดขึ้นสู้เพื่อศักดิ์ศรีและครอบครัว นอกจากร้องทุกข์กล่าวโทษแก่ “ก.ต.” แล้ว ยังแจ้งความดำเนินคดีอาญากับอดีตอธิบดีศาล
ผลคดีอยู่ในมือขององค์กรซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ต้นธาร” ของกระบวนการยุติธรรม
ส่วนอีก “ชีวิตหนึ่ง” อนาคตอันรุ่งโรจน์ดับวูบ มืดสนิทลงพลัน!
ไม่เพียงถูกสั่งให้ “พักราชการ” ซึ่งก็คือการให้ออกเอาไว้ก่อน โดยไม่ได้รับแม้แต่ “เงินเดือน” ผลของคดีอยู่ในมือของ “องค์กรชั้นล่างสุด” ที่มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งบุคคลและวัตถุพยาน ซึ่งขั้นต่อไปจะนำไปสู่ชั้นพนักงานอัยการ ว่าจะ “สั่งฟ้อง” หรือ “สั่งไม่ฟ้อง” ซึ่งถ้าหากฟ้องก็ต้องขึ้นศาล
ในวันที่ขึ้นศาล…
ทุกอย่างจะกลับตาลปัตร
บนบัลลังก์ซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งสูงข่ม มี “คนแปลกหน้า” นั่งทอดสายตามองมายังทุกคนที่อยู่ ณ เบื้องล่าง ท่ามกลางทั้งความจริงความเท็จถูกถ่ายทอดให้ผู้มีหน้าที่พินิจพิเคราะห์วินิจฉัยชี้ขาด
การต่อสู้คดีในชั้นศาลอาจยืดเยื้อ กว่าคดีจะ “ถึงที่สุด” คงใช้เวลานานทีเดียว
และเมื่อถึงเวลานั้น สมมุติว่าชนะคดี แต่ถ้าอายุล่วงพ้น 65 ปีไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาเป็น “ผู้พิพากษาอาวุโส” แทบมองไม่เห็น!?!!!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
