
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
เปิดนวัตกรรมใหม่ ใช้ยุงฉีดยา
การพัฒนาวัคซีนต้านมาลาเรียนั้นถือเป็นงานวิจัยเมกะโปรเจ็กต์ระดับมหากาพย์ ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักวิจัยมาเนิ่นนาน ทั้งในเรื่องของทุนวิจัย และความยากของโครงการ
แต่ท้ายที่สุด ทีมนักวิจัยก็เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
มอสกีริกซ์ (Mosquirix) หรือชื่อในวงการคือ RTS,S/AS01 เป็นวัคซีนอนุภาคคล้ายไวรัสที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยใช้ต้นแบบมาจากโปรตีนของไวรัสตับอักเสบบี (Human Hepatitis B Virus, HBV) และโปรตีน circumsporozoite protein หรือโปรตีน CSP ที่พบบนผิวของเชื้อมาลาเรียในช่วงก่อนเข้าติดเชื้อในเม็ดเลือดแดง
ไอเดียของวัคซีนนี้ค่อนข้างไม่ยาก แค่เอาชิ้นส่วนของยีนที่สร้างโปรตีน CSP ของมาลาเรียมาต่อกันกับยีนสร้างโปรตีนบนผิวของไวรัสตับอักเสบบี และเมื่อโปรตีนของไวรัสตับอักเสบบีประกอบร่างเป็นอนุภาคคล้ายไวรัสออกมาจากเซลล์ โปรตีน CSP ก็จะพ่วงไปอยู่บนผิวของอนุภาคคล้ายไวรัสด้วย
ซึ่งพอเอาไปฉีดเข้าไปในร่างกายของคน ก็จะทำให้ร่างกายของคนตรวจพบโปรตีน CSP ของเชื้อมาลาเรีย (ไปพร้อมๆ กับอนุภาคคล้ายไวรัส) และจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านการติดเชื้อ ช่วยลดการระบาดของโรค
หลังจากพัฒนามากว่า 30 ปี (เริ่มโครงการตั้งแต่ 1987) ในเดือนตุลาคมปี 2021 มอสกีริกซ์ก็ถูกลิสต์ให้เป็นวัคซีนต้านมาลาเรียตัวแรกที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ยอมรับและแนะนำให้ใช้เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อมาลาเรียในเด็กและเยาวชนในแถบแอฟริกาใต้ซาฮารา (Sub-Saharan Africa) และในเขตอื่นที่มีการระบาดของเชื้อมาลาเรียสปีชีส์ที่ก่อโรครุนแรงที่เรียกว่า Plasmodium falciparum

แม้จะเริ่มมีการใช้วัคซีนที่ลดการระบาดของโรคได้อย่างมอสกีริกซ์ สิ่งที่ชัดเจนก็คือการใช้วัคซีนนี้ (และมาตรการควบคุมอื่นๆ) นั้นยังไม่สมบูรณ์แบบ
อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะควบคุมและกดให้เชื้อมาลาเรียหยุดแผลงฤทธิ์คร่าชีวิตผู้คนได้
เพราะถ้าดูตัวเลขกันจริงๆ การจู่โจมของเชื้อมาลาเรียเล่นงานมวลมนุษยชาติเสียอ่วมอรทัยไม่ต่างจากเดิม
จากการประมาณการขององค์การอนามัยโลก จำนวนผู้ติดเชื้อมาลาเรียในปี 2022 ยังคงมีมากถึงเกือบสองร้อยห้าสิบล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากถึงกว่าหกแสนรายในแค่ปีนั้นปีเดียว
มาลาเรียยังคงเป็นมัจจุราชร้ายเบอร์หนึ่งที่คอยเฝ้าประหัตประหารชีวิตมนุษย์ ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ต้องหาทางจัดการให้ได้
และในช่วงปี 2015 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้เปิดตัววัคซีนขึ้นมาอีกหนึ่งขนานชื่อว่า R21 ออกมาในวารสาร Scientific Reports
และเสนอแนวทางการปรับแต่งวัคซีนมอสกีริกซ์ RTS,S/AS01 สามารถกระตุ้นภูมิได้แรงขึ้น

ส่วนตัวผมไม่ค่อยตื่นเต้นกับวัคซีนนี้เท่าไรนัก เพราะรู้สึกว่าดีไซน์จะมีความเหมือนกับวัคซีนมอสกีริกซ์มากเสียจนแทบแยกไม่ออก คือ เป็นวัคซีนซับยูนิตที่ออกแบบมาเป็นอนุภาคคล้ายไวรัสเหมือนกันกับวัคซีนมอสกีริกซ์ แถมยังใช้เป้าหมายเป็นโปรตีนเดียวกัน ซึ่งก็คือ CSP และชิ้นส่วนของอนุภาคคล้ายไวรัสเป็นไวรัสตับอักเสบบีเช่นเดียวกันอีกด้วย
จุดที่ต่างกันจริงๆ ก็มีแค่บริเวณของยีนสร้างโปรตีน CSP ที่เลือกมา ที่แตกต่างกันแค่เพียงเล็กน้อย และไม่มีการเติมยีนสร้างโปรตีนที่ผิวอนุภาคไวรัสเพิ่มเติมเข้าไปอีกชุดแค่นั้น
หลังจากเปิดตัว ทีมออกซ์ฟอร์ดก็เดินหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเขาจับคู่วัคซีน R21 กับแอดจูแวนต์ระดับพรีเมียมอย่างเมตริกซ์เอ็ม (Matrix-M) และร่วมมือกับสถาบันซีรัมแห่งอินเดีย (Serum Institute of India) ผลักดันจนได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้เช่นกันในปี 2023
จากเอกสารเผยแพร่ “R21/Matrix-M malaria vaccine: Evidence to recommendations framework, 2023” ระบุว่าจนถึงเดือนสิงหาคม 2023 มีเด็กน้อยที่ได้รับวัคซีนมาลาเรีย RTS,S ไปแล้วกว่า 1.8 ล้านคน
ซึ่งชัดเจนว่าวัคซีนมาลาเรีย RTS,S ปลอดภัยและสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อมาลาเรียได้บ้าง แม้ว่าการกระตุ้นภูมินั้นอาจจะไม่ถึงขนาดเพอร์เฟ็กต์ แต่ก็มีส่วนช่วยมากพอสมควร
ถ้ามองในมุมนี้ วัคซีนตัวที่สอง R21/Matrix-M ก็หน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าผลการทดสอบจะยังไม่แน่ว่าจะชนะขาด แต่อย่างน้อยก็คงมีส่วนช่วยลดการระบาดได้พอสมควร
ทว่า อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ ก็คือ การกระจายวัคซีน ซึ่งทำได้ยากและต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี เพราะการเก็บรักษาวัคซีนแบบอนุภาคคล้ายไวรัสนี้จะต้องที่อุณหภูมิต่ำ มีความท้าทายในเรื่องการขนส่ง และถ้าเก็บอย่างไม่เหมาะสมก็อาจจะเก็บได้ไม่นาน หรืออาจจะด้อยคุณภาพ
ปัญหานี้กลายเป็นการบ้านที่ทำให้นักวิจัยอีกหลายกลุ่มที่กำลังพัฒนาวัคซีนต้านมาลาเรียแบบอื่นๆ ต้องขบคิด นอกจากปัญหาเรื่องการกระตุ้นภูมิได้น้อย
และที่น่าตื่นเต้นคือกลุ่มวิจัยวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์จากศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อ มหาวิทยาลัยเลเดน (Leiden University Center for Infectious Diseases) เริ่มคิดที่จะทดลองกระจายวัคซีนแบบใหม่ “ใช้ยุงแทนเข็ม”
เป็นไอเดียในการทดลองที่พิลึกพิลั่นมาก แต่น่าสนใจ และแอบสะใจลึกๆ เพราะมาแนวเกลือจิ้มเกลือ หนามยอกเอาหนามบ่ง ก็ถ้าเชื้อร้ายแพร่กระจายผ่านยุง แล้วทำไมเราจะไม่ใช้ยุงในการแพร่กระจายภูมิคุ้มกันบ้าง
ทีมเผยว่าในปัจจุบัน วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ของมาลาเรียที่โดดเด่นที่สุดคือ Plasmodium falciparum sporozoite (PfSPZ) vaccine เป็นเชื้อมาลาเรียที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ด้วยรังสี แต่แม้จะกระตุ้นภูมิได้ดีแต่ผลิตและควบคุมคุณภาพได้ยาก
ทีมวิจัยก็เลยเลือกที่จะสร้างเชื้อมาลาเรียอ่อนฤทธิ์สายพันธุ์ใหม่โดยการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อลบเอายีนสำคัญในการพัฒนาของเชื้อมาลาเรียออกไปจากจีโนมา เช่น สายพันธุ์ GA1 ลบยีน b9 และ slarp ออกไปและในสายพันธุ์ GA2 ลบยีน mei2 ออกไป ซึ่งจะทำให้เชื้อมาลาเรียอ่อนฤทธิ์ที่สามารถติดเชื้อในเซลล์ตับ แต่ไม่สามารถพัฒนาต่อไปจนถึงระยะที่ติดเชื้อในกระแสเลือดได้
เพื่อให้มั่นใจ พวกเขาทำทดลองกับคนในคลินิก โดยให้อาสาสมัครบริจาคเลือดให้ยุงที่มีเชื้อมาลาเรียอ่อนฤทธิ์กิน แลกกับวัคซีนเชื้อโรค แล้วดูว่าอาสาสมัครที่ได้วัคซีนเข้าไปนี้นจะมีภูมิต้านมาลาเรียมั้ย
ผลที่ได้น่าสนใจมาก ในขณะที่ในกลุ่มอาสาสมัครแปดคนที่ได้รับเชื้อสายพันธุ์ GA1 มีเพียงแค่คนเดียวที่มีภูมิต้านทานมาลาเรีย แต่ในกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับเชื้อสายพันธุ์ GA2 อาสาสมัครแปดจากเก้าคนมีภูมิต้านทานเชื้อมาลาเรีย ซึ่งหมายความว่าเชื้อมาลาเรียอ่อนฤทธิ์ของพวกเขาทั้งสองสายพันธุ์กระตุ้นภูมิต้านมาลาเรียได้จริง
และด้วยความประหลาดแต่เจ๋ง งานนี้ได้รับการตอบรับให้เผยแพร่ในวารสารทางด้านการแพทย์อันดับต้นๆ ของโลกอย่าง New England Journal of Medicine
อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิคอาจจะต้องปรับปรุงอีกมาก อีกทั้งยังคงต้องรอการวิเคราะห์ในด้านผลกระทบอื่นๆ ให้รัดกุมทั้งในระยะสั้น ระยะยาว ทั้งในคน และสิ่งแวดล้อม… สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือนวัตกรรมนี้ยังไม่สุกงอม คงจะต้องมีการทดสอบอีกนานกว่าจะพร้อมเอามาใช้
แต่ต้องยอมรับว่าไอเดียไฉไล โดนใจคนกลัวเข็มอย่างผมมาก
ลุ้นนนน…
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
