
พาไปมองน้ำท่วมในบ้านเรา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้นต่อเนื่องมานมนาน และเป็นประจำทุกปี จะมากจะน้อยแล้วแต่ฟ้าดิน เพียงแต่ว่าตอนนี้กระแสโลกร้อน และกระแสโซเชียล ทำให้ผู้คนตื่นเต้นและเครียดมากขึ้น
ปีนี้เริ่มต้น ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม น้ำโคลนท่วมแม่สาย ต่อด้วยเมืองน่าน พะเยา แล้วก็ถึงคิวเชียงใหม่ ผ่านไปลำพูน ลำปาง ไปเรื่อยๆ จนกว่าน้องน้ำจะไปถึงกรุงเทพฯ
ซึ่งเรื่องนี้ ตรงตามตำนานโบราณ เมื่อแปดร้อยปีก่อน พ่อขุนเม็งรายเคยตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำโขงที่เชียงแสน พอเจอะเจอปัญหาน้ำท่วม เลยโยกย้ายมาอยู่ลุ่มแม่น้ำปิง
ตอนแรกเลือกที่ตั้งตรงเวียงกุมกามในปัจจุบัน แต่ยังมีปัญหาน้ำท่วม เลยย้ายหนีขึ้นเหนือไปหน่อยตรงเชิงดอยสุเทพ บริเวณเมืองเก่าในปัจจุบัน
ถ้าดูแผนที่พื้นที่น้ำท่วมเชียงใหม่ปีนี้ น้ำจะเอ่อล้นสองฝั่งแม่น้ำปิง ฝั่งตะวันตก น้ำจะมาถึงคลองแม่ข่า ที่ในอดีตคือคูเมือง ฝั่งตะวันออก จะไปถึงทางรถไฟ ไปจนถึงซูเปอร์ไฮเวย์
ปกติทางฝั่งนี้ น้ำจะท่วมมากกว่านี้ เพราะมีมวลน้ำจากแม่กวงมาสมทบ แต่ปีนี้เข้าใจว่ากรมชลประทานคงป้องกันความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตร ลุ่มแม่น้ำแม่กวง คนแถวนั้นเลยไม่มีปัญหาเหมือนทุกปี
พื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิง เป็นพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี อาทิ ย่านป่าแดดและสารภี ด้วยได้รับความอุดมสมบูรณ์จากตะกอนน้ำที่หลากผ่าน ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรตลอดมา
ทุกวันนี้ ผู้คนตั้งถิ่นฐานสร้างอาคารมารอรับน้ำแทนต้นลำไย ผู้อยู่อาศัยที่ไม่ใช่ต้นไม้เลยเดือดร้อนทั่วหน้า

ที่จริงเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องที่คนเชียงใหม่พอจะรู้และเข้าใจ เพียงแต่ปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจนกลายเป็นข่าว เป็นเรื่องตื่นเต้นไปทั่วประเทศ
เริ่มจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงปีนี้สูงมาก สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ได้รับผลกระทบนั้นกว้างมากขึ้น ระดับน้ำที่สูงขึ้นกว่าเดิม หลายคนไม่ทันระวังตัว ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้เตรียมใจ ในขณะที่ หลายคนเตรียมการ แต่ไม่พอรองรับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น
กระแสน้ำหลากนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ จากที่เคยสูงล้นตลิ่ง ท่วมพื้นที่ใกล้เคียง มาถึงปีปัจจุบันมีคนบุกรุกใช้ประโยชน์พื้นที่ริมน้ำที่ตื้นเขินในหน้าแล้ง รวมทั้งกระแสนิยมกิจกรรมริมน้ำ ตั้งแต่วิลล่า ร้านอาหาร บาร์ ที่พักแรม และโรงแรม นอกจากทำให้หน้าตัดของแม่น้ำปิงแคบลง บางอาคารยังขวางทางน้ำ เลยทำให้กระแสน้ำเคลื่อนตัวช้า ช่วงเวลาน้ำท่วมจึงยาวนานขึ้น
น้ำที่หลากลงมาจากดงดอย ยังคงขุ่นคลั่กเหมือนเดิม แต่เมื่อไหลท่วมพื้นที่ที่มีอาคารสิ่งก่อสร้าง แนวรั้ว และที่ดินถมสูง มวลน้ำจึงระบายช้า ช้ามาก จนถึงแน่นิ่ง จนตกตะกอน
กลายเป็นโคลนตกค้าง อย่างน่าสะพรึงกลัว
การเปลี่ยนแปลงจากบ้านล้านนาใต้ถุนสูงแบบเก่า มาเป็นบ้านฝรั่งแบบกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบ้านชั้นเดียวติดดิน น้ำท่วมคราวนี้จึงสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สิน เครื่องเรือน รวมทั้งทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนแต่ก่อน ผนวกกับการขาดน้ำ ขาดไฟ
และที่สำคัญ การขาดสัญญาณโทรคมนาคม ทำให้ชีวิตยากยิ่ง
หลายบ้านหวงแหนทรัพย์สมบัติ ไม่ยอมทิ้งสิ่งของใช้แล้ว สิ่งของเหลือใช้ สิ่งของเก่าเก็บ น้ำท่วมปีนี้จึงกลายเป็นเทศกาลทิ้งของ
หลายครอบครัวยังเพิ่มปัญหาผู้สูงวัย ที่ยังคงความเชื่อว่าเคยอยู่ได้กับน้ำท่วมมานานปี จึงไม่ยอมย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว พอน้ำท่วมจริง ก็เกิดความขัดแย้ง ขัดขืน ขัดใจ กับสมาชิกในครอบครัว สร้างความลำบากใจ เพิ่มจากลำบากกาย
เมื่อมวลน้ำมาถึง การสัญจรติดต่อลำบาก ยังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัย ทำให้เครื่องมือสื่อสารหมดสภาพ พอรวมกับการขาดน้ำ ขาดอาหาร จึงกลายเป็นวิกฤต และวิกฤตมากขึ้น เมื่อต้องโยกย้ายผู้สูงวัยไปพำนักที่ปลอดภัย
แม้ว่าน้ำท่วมจะเป็นปัญหาเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันทำให้ปัญหาวุ่นวาย และซับซ้อนมากขึ้น ด้วยประการฉะนี้แล •
มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
