
วิช่วลคัลเจอร์/ประชา สุวีรานนท์
Coco : โครงกระดูกในตู้
Coco เป็นเรื่องของมิกูเอล เด็กที่มีความฝันจะเป็นนักดนตรีเหมือนเออร์เนสโต้ เดอ ลา ครูซ นักร้องชื่อดังในอดีตที่ตายไปแล้ว เขาแอบดีดกีตาร์และมีรูปเดอ ลา ครูซ ไว้บูชา แต่ครอบครัวของเขา ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ในเม็กซิโก มีอาชีพทำรองเท้า และมีย่าเป็นผู้ปกครอง ถือกันว่าดนตรีเป็นสิ่งต้องห้าม
หนังการ์ตูนของพิกซาร์/ดิสนีย์เรื่องนี้มีเรื่องราวบีบนํ้าตา มุขตลก เพลงไพเราะ และวัฒนธรรมเม็กซิกัน โดยเฉพาะ Dia de Muertos หรือ “วันแห่งความตาย” อันเป็นเทศกาลที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อบูชาญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว
มิกูเอลเข้าไปในที่ฝังศพของเดอ ลา ครูซ เขาเอากีตาร์ตัวสุดท้ายของนักดนตรีมาลองเล่นดู ด้วยอภินิหารบางอย่าง เขากลายเป็นผีและถูกดูดเข้าไปยังดินแดนแห่งความตาย ที่นั่น เขาได้พบกับญาติๆ หรือบรรพบุรุษหลายคน รวมทั้งเพื่อนที่เป็นโครงกระดูกชื่อเฮกเตอร์
เขาพบว่านักร้องชื่อดังเป็นบรรพบุรุษของเขาเอง แต่หลงใหลกับโลกการแสดง จึงถูกอัปเปหิออกจากการเป็นญาติ และทำให้เมียของเขา (หรือแม่ของโคโค่ ย่าทวดของมิกูเอลซึ่งเป็นแม่ของย่าอีกที) เกลียดชังดนตรี เธอสั่งไว้ว่าไม่ให้คนในครอบครัวนี้เล่นดนตรีแม้แต่คนเดียว
เพื่อหลีกเลี่ยงการกลายเป็นผีและได้เล่นดนตรีต่อไป มิกูเอลต้องรีบกลับบ้านก่อนตะวันขึ้น มิฉะนั้น เขาจะกลายเป็นผีไปชั่วนิรันดร์ ระหว่างนั้น เขาจะเดินทางไปในดินแดนแห่งความตาย พบกับญาติที่ตายไปแล้ว และผจญภัยแบบต่างๆ อีกมากมาย
หลายคนบอกว่าประเพณีวันแห่งความตายนั้นคล้ายกับ “เช็งเม้ง” หรือการบูชาบรรพบุรุษของจีน
ทั้งที่เกี่ยวกับพิธีที่หลุมศพและแท่นบูชาที่ตั้งอยู่ในบ้าน
ในหนังสือชื่อ Principles of Sociology (1877) เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ ได้เขียนไว้ว่า “การบูชาบรรพบุรุษเป็นรากของทุกศาสนา” ในทัศนะนี้ ตำนานเกี่ยวกับวีรบุรุษหรือซูเปอร์ฮีโร่ ก็คือประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษ ถ้าเข้าใจปมนี้ ก็สามารถอธิบายศาสนา และเป็นกุญแจในการเข้าใจความเจริญและเสื่อมของและอารยธรรมต่างๆ ได้
ชื่อและรูปถ่ายผู้ตายมีความหมาย ในหนังเรื่องโคโค่ ถ้าบรรพบุรุษไม่มีรูปถ่ายก็ไม่มีสิทธิไปเยี่ยมญาติในวันแห่งความตาย และถ้าผู้ตายคนไหนถูกญาติลืม จะต้องสูญสลายไป ในหลักการเดียวกัน ผีจะหมดอายุขัยเมื่อคนที่จดจําเขาได้ตายไป
ที่คล้ายกันอีกอย่างคือส่วนประกอบของแท่นบูชา เช่น อาหารต่างๆ จำนวนอาหารจะบอกว่าเราจดจําเขาได้แค่ไหน ในหนัง เดอ ลา ครูซ ซึ่งเป็นคนดัง มีอาหารมากมาย แต่เฮกเตอร์ ซึ่งแม้แต่ญาติก็ลืมนั้น ไม่มีเลย
จีนจะมีของจำลองที่จะเผาเพื่อส่งไปให้คนตาย ทั้งหมดทำด้วยกระดาษ มีทั้งบ้านเรือน รถยนต์ เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และแก้วแหวนเงินทอง ฯลฯ
ที่สำคัญคือ ความตายในทั้งสองวัฒนธรรม ไม่มีศาสนาเข้ามายุ่งเกี่ยวมากนัก การบูชาบรรพบุรุษ คือการย้อนไปหายุคที่เรายกย่องศพ หรือนับถือผีมากกว่าพระ
แต่จีนก็ยังไม่เท่าเม็กซิโก วันแห่งความตายของเขาถูกยกให้เป็นพิธีกรรมแห่งชาติ เมืองต่างๆ จะฉลองกันในช่วงต้นพฤศจิกายน โดยการเดินพาเหรดและแห่แหนโครงกระดูกกันอย่างใหญ่โตและเอิกเกริก มีการเล่นกับความตายอย่างเข้มข้น เช่น ทั้งชายและหญิงจะแต่งตัวเป็นศพ ซึ่งสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าวันนั้น ศพหรือคนตายจะออกมาเยี่ยมญาติและเดินปะปนอยู่กับมนุษย์
ในปัจจุบัน พิธีกรรมแบบนี้แพร่หลายไปทั้งอเมริกาใต้และเหนืออย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น การบูชา Santa Muerte ซึ่งเป็นผู้หญิงแต่มีรูปร่างเป็นโครงกระดูก กลายเป็นลัทธิพิธีที่เติบโตในเม็กซิโกเป็นอย่างมาก
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าพิศวงสำหรับคนต่างชาติตลอดมา
ฉากแบบนี้มีชื่อเสียงระดับโลกและมีภาพยนตร์หลายเรื่องถ่ายทอดออกมา ที่น่าจะจำได้คือฉากเปิดเรื่องของ เจมส์ บอนด์ ตอน Spectre เรื่องแรกสุดอาจจะเป็นหนังปี 1930 ชื่อ ?Que Viva Mexico! ของเซอร์ไก ไอเซนสไตน์ ผู้กำกับฯ ชาวรัสเซีย โดยมีฉากที่เกี่ยวกับพิธีนี้เป็นไฮไลต์
ทําไมการยกย่องโครงกระดูกหรือศพเป็นพิธีกรรมที่แปลกหรือน่าสนใจ?
ว่ากันว่า เพราะเราเชื่อกันมาหลายพันปีว่าจิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งสวยงามและพึงทํานุบำรุง แต่ร่างกายหรือสังขารนั้นไม่จีรัง มีแต่ร่วงโรยและพึงรังเกียจ ดังนั้น ในขณะที่วิญญาณถูกมองว่าสูงส่งกว่า ร่างกายซึ่งแทนที่ด้วยโครงกระดูกหรือศพจึงตํ่าช้ากว่า
ดังที่กล่าวมาแล้ว ทุกศาสนาเริ่มต้นที่การบูชาบรรพบุรุษหรือคนตาย แต่ในยุคกลาง หลายศาสนาหันมาบอกว่าความตายเป็นความชั่วร้ายหรือเป็นไสยศาสตร์ และยอมรับเฉพาะการตายแบบนักบุญของศาสนาของตน ส่วนการตายหรือซากศพของคนธรรมดา ยังทำพิธีกันในวัดหรือเปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ ต้องทำกันเองในบ้าน
แม้แต่พิธีการชุมนุมหน้าเตียงคนที่ใกล้จะตายก็ถูกยกเลิกไปทีละขั้น และต่อมา ในสังคมสมัยใหม่ ความตายยิ่งถูกผลักให้ห่างจากผู้คนออกไปเรื่อยๆ ศพหรือคนตายถูกโอนให้เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลและวัด และกลายเป็นเรื่องที่ไม่สุภาพหรือควรปิดบัง
นอกจากนั้น บางศาสนายังมี Grim Ripper หรือเทวทูตแห่งความตายซึ่งมีรูปกายเป็นโครงกระดูกที่สวมผ้าคลุมและถืออาวุธ
บางคนว่ามาจากตำนานที่เก่าแก่ของหลายลัทธิศาสนา
หรือบางคนว่ามาจากการตายด้วยกาฬโรคในยุโรป ในคริสต์ศตวรรษที่ 14
การตายครั้งนั้นขยายตัวใหญ่โต มีการบันทึกและถ่ายทอดไว้มาก
ที่สำคัญ ทำให้เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของเทวทูตองค์นี้
ในยุคต่อมา กะโหลกกับกระดูกไขว้เป็นเครื่องหมายของโจรสลัด
รวมทั้งเป็นสัญญาณบอกว่ามีโรคร้ายหรืออันตราย แม้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งความเชื่อดังกล่าวได้หย่อนคลายลงไปแล้ว แก๊งมอเตอร์ไซค์แบบ Hell”s Angel หรือวงดนตรีแบบ Heavy Metal ก็ยังถือว่ามันเป็นตัวแทนของความโหดเหี้ยมแบบผู้ชาย
เมื่อรวมกันแล้ว โครงกระดูกจึงหมายถึงความชั่วร้าย และกลายเป็นสิ่งที่ฝังหัวผู้คน
