เรื่องที่ ‘มอส ปฏิภาณ’ ร้องมาเกิน 30 ปีแล้ว แต่ ‘คนมีอำนาจยุคปัจจุบัน’ ดันไม่เข้าใจ!

เกิดมาเป็นคนต้องก้าวไป เดินไปอย่างมั่นคง
ขอเดินทางตรง ที่พาไปสู่จุดหมาย
ก็เป็นทางเดียวที่มุ่งตรง ตรงไปสู่เส้นชัย
เพื่อความภูมิใจของตน และคนชื่นชม
เรามีคนรักคนห่วงใย คอยหวงคอยใส่ใจ รอบๆ ตัว
ที่ให้ความหวัง ให้เราไม่หวาดกลัว
ไม่สลัวมัวมิดตามทาง
มุ่งไปบนทางที่ชัดเจน เดินไปไม่ไหวเอน
ไม่มีโคลนเลนเปื้อนใจ ไม่มีขวากหนาม
ไม่ติดไม่งงกับโค้งใด ในใจไม่หลงตาม
ไม่เพลินไปตามความงาม ที่ลวงสายตา
ประคองตัวไว้ในเส้นตรง เดินแล้วจะไม่งง ไม่วุ่นวาย
และความผิดหวังก็คงจะหมดไป
และจะได้ความหวังคืนมา
เกิดมาเป็นคนต้องก้าวไป เดินไปอย่างมั่นคง
ขอเดินทางตรง ที่พาไปสู่จุดหมาย
ก็เป็นทางเดียวที่มุ่งตรง ตรงไปสู่เส้นชัย
เพื่อความภูมิใจของตน และคนชื่นชม
เรามีคนรักคนห่วงใย คอยหวงคอยใส่ใจ รอบๆ ตัว
ที่ให้ความหวัง ให้เราไม่หวาดกลัว
ไม่สลัวมัวมิดตามทาง
ประคองตัวไว้ในเส้นตรง เดินแล้วจะไม่งง ไม่วุ่นวาย
และความผิดหวังก็คงจะหมดไป
และจะได้ความหวังคืนมา
เดินไว้ให้เป็นเส้นตรง จะไม่หลงและเสียเวลา
เพลง “เส้นตรง” โดย “มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์”
อัลบั้ม “Mr. Mos ไม่รัก…ไม่ได้แล้ว” (พ.ศ.2537)

สามารถกล่าวได้ว่า “เส้นตรง” ซึ่งเป็นเพลงจังหวะกลางๆ ไม่ช้าไม่เร็ว ถือเป็น “เพลงไม่ค่อยฮิต” อีกเพลงหนึ่ง ซึ่งถูกบรรจุอยู่ใน “อัลบั้มฮิต” ของ “มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” อย่าง “Mr. Mos ไม่รัก…ไม่ได้แล้ว” ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปี 2537 หรือกว่าสามทศวรรษที่แล้ว
ทีมผลิตดนตรีและทีมการตลาดของแกรมมี่ในยุคนั้นเอง ก็คงคาดการณ์ไว้แล้วว่า เพลงเพลงนี้อาจจะไม่มีศักยภาพในการเป็น “เพลงฮิต” สักเท่าไหร่ เห็นได้จากการถูกจัดวางเอาไว้เป็น “เพลงลำดับที่ 12 หน้าบี” หรือ “แทร็กสุดท้าย” ของอัลบั้ม
ขณะที่ในภาคท่วงทำนองและการเรียบเรียงเสียงประสาน แม้ “เส้นตรง” จะถือเป็นเพลงที่ฟังเพราะฟังเพลิน มีสีสันเชิงดนตรีแพรวพราวไม่น้อย จากฝีมือการแต่งทำนอง-เรียบเรียงของ “สมชาย กฤษณะเศรณี” (โปรดิวเซอร์อัลบั้มชุด “บูมเมอแรง” และ “พริกขี้หนู” ของ “เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์”)
แต่นี่ก็คล้ายจะเป็นเพลงป๊อปที่ฟังเผินๆ แล้วไม่มี “ท่อนฮุก” โดนใจแบบจังๆ
ในด้านนี้ เพลงที่เป็นเหมือน “เพลงพี่เพลงน้อง” กับ “เส้นตรง” ก็เห็นจะได้แก่ “อธิษฐาน” ของ “โบ-สุนิตา ลีติกุล” (พ.ศ.2539) ซึ่งเป็น “เพลงสุดท้ายหน้าบี” คล้ายกัน และเป็นผลงานการแต่งทำนอง-เรียบเรียงโดย “สมชาย กฤษณะเศรณี” เช่นเดียวกัน
แถมยังมีโครงสร้างเพลงที่ไร้ “ท่อนฮุกจังๆ ชัดๆ” แบบเดียวกันอีก
ทว่า ชะตากรรมที่ต่างกัน ก็คือ “อธิษฐาน” (เขียนคำร้องโดย “สุรักษ์ สุขเสวี”) ยังมีสถานะเป็น “เพลงที่โด่งดังในวงกว้าง” มากกว่า “เส้นตรง”
ในมิติเชิงเนื้อหา เพลง “เส้นตรง” ก็ดูมีอะไรให้พูดถึงอยู่เยอะพอสมควร
หากฟังเผินๆ เนื้อร้องของเพลงเพลงนี้ก็ดูจะเป็นคำสอน “ทื่อๆ ซื่อๆ ไร้เดียงสา” หรือที่เรียกว่า “นาอีฟ” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนักเขียนคำร้องรุ่นเก๋าของค่ายแกรมมี่อย่าง “เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์” ที่ ณ ช่วงเวลานั้นมีอายุ 46 ปี พยายามมอบแง่คิดการดำรงตนและให้กำลังใจแก่ “มอส ปฏิภาณ” ผู้กำลังเป็นดาวรุ่งวัยแค่ 21 ปีในวงการบันเทิง ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักกับการออกอัลบั้มเพลงชุดแรกในชีวิตเมื่อปี 2535
แต่หากใครเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของเขตต์อรัญ ก็ย่อมจะทราบว่า ในตลอดชีวิตนักแต่งเพลงที่สิ้นสุดลงเมื่อปี 2546 เขามักเขียนคำร้องที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กับเนื้อร้องของเพลง “เส้นตรง” อยู่หลายครั้งหลายหน
ไม่ว่าจะเป็นเพลง “พระอาทิตย์เที่ยงวัน” และ “สูงสุดฟ้า” ที่ขับร้องโดย “สุรสีห์ อิทธิกุล” หรือเพลง “หยุดมันเอาไว้” ที่ขับร้องโดย “อำพล ลำพูน”
อาจพูดอีกแบบได้ว่า “เส้นตรง” นั้นถือเป็นหนึ่งในบทเพลงที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืน และโลกทัศน์-ชีวทัศน์ของเขตต์อรัญ อย่างชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมกลับรู้สึกสะดุดใจและประทับใจกับเนื้อหาที่ฟังดู “ซื่อๆ ง่ายๆ” ของเพลง “เส้นตรง” มากขึ้นเรื่อยๆ
อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่ว่า เวลามองไปยังคนทำธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลางก็ดี ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายภาครัฐก็ดี ผู้บริหารองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ก็ดี หรือนักการเมืองก็ดี เรามักเห็นหลายๆ คน พยายามคิดค้นกระบวนการการทำงานอันสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยทางลัด-วิธีพิเศษ จนกลายเป็นทางโค้ง-ทางอ้อม หรือต้องมุ่งหน้าไปสู่ผลลัพธ์ด้วยวิถีทางที่ไม่ปกติกันจนเคยชิน
พูดอีกอย่าง คือ สังคมไทยที่เต็มไปด้วยกฎกติกาอันบิดเบี้ยววิปริตในทุกภาคส่วน ได้บีบบังคับให้ผู้คนจำนวนมากต้องผันตัวเองมาเป็น “นักยุทธศาสตร์” กันหมด
ที่น่าโมโหก็คือ ณ บั้นปลายท้ายสุด ทางพิเศษ ทางโค้ง ทางอ้อม ที่เหล่า “นักยุทธศาสตร์จำเป็น” พยายามสรรค์สร้างขึ้นหรือลอกเลียนมา กลับไม่ค่อยนำพาพวกเราไปสู่ “เป้าหมายพึงประสงค์” สักเท่าใดนัก (เห็นได้จากสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอันย่ำแย่เซื่องซึมของไทยในปัจจุบัน)
ขณะเดียวกัน พอต้องคิดหาวิธีการ “อปกติ” ต่างๆ จนเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ ความสามารถในการคิดอ่านอะไรด้วยระบบตรรกะปกติ ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลที่เรียบง่าย หรือด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์ธรรมดา ก็พลอยสูญหายไปด้วยอย่างน่าเสียดาย
นานวันเข้า พวกเราจึงค่อยๆ กลืนกลายเข้าสู่สังคมที่เต็มไปด้วยอุปสงค์-อุปทานเทียม การผูกขาดตลาดอย่างไม่กระมิดกระเมี้ยน การบิดเบือนเจตจำนงที่ประชาชนแสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้ง ฉันทามติปลอมที่ไม่ได้ก่อเกิดจากความเห็นพ้องต้องกันของคนส่วนมาก รัฐบาลผสมที่ปราศจาก “โครงการทางการเมืองใหญ่ๆ” เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ และรัฐสภาที่ไม่มีอำนาจหรือความปรารถนาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกคนล้วนตระหนักดีว่ามีปัญหา
ในสังคมที่ “ไร้หลัก” และ “คดเคี้ยวเวียนวน” เช่นนี้นี่แหละ ที่ทำให้ผมหวนนึกถึง “อุดมคติ” ที่ซื่อตรงซื่อสัตย์ ดังที่ปรากฏในเพลง “เส้นตรง”
นี่คืออุดมคติอันงดงามเรียบง่าย ที่อยู่ตรงบริเวณ “ชายขอบ” ของอัลบั้มเพลงป๊อปวัยรุ่นชื่อดังเมื่อ 31 ปีก่อน
เป็นอุดมคติไม่ซับซ้อน ที่ถ้าใครมีโอกาสฟัง ก็ย่อมทำความเข้าใจได้ไม่ยาก
น่าแปลกใจที่สามทศวรรษผ่านไป กลับยังมีคนจำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่เข้าใจใน “เรื่องราวง่ายๆ” ทำนองนี้ แถมคนเหล่านั้นยังมักมีอำนาจอยู่ในมือเสียด้วย
ภาพประกอบจากช่องยูทูบ GMM GRAMMY OFFICIAL •
| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
