ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
รายงานพิเศษ
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ
เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’
เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ.
ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
หลังการประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม เมื่อ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวในกองทัพเป็นไปอย่างคึกคัก เข้มข้น แม้จะเป็นโค้งสุดท้าย แต่ก็ยังไม่ท้ายสุด เพราะยังไม่มีการลงนามร่วมของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประมาณว่ายังคงเปลี่ยนแปลงได้ หลังโผรั่วจากการประชุม จากเดิมที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละคนเก็บเงียบเป็นความลับของตนเอง แต่ก็ต้องเปิดกันในที่ประชุม ทำให้โผหลุด
การประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม เป็นแค่เพียงพิธีการ และขั้นตอนธุรการ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 โดยส่งให้เจ้ากรมเสมียนตรานำไปตรวจสอบตามขั้นตอน และเรียงลำดับรายชื่อ ก่อนที่จะให้ผู้บัญชาการแต่ละเหล่าทัพลงนามกำกับในบัญชีรายชื่อ ในทุกหน้าร่วมกัน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือสอดไส้รายชื่อโดยที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่รับทราบหรือไม่ยินยอม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนปกติที่ปฏิบัติกันมายาวนาน
ทั้งนี้ การประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหมครั้งนี้ ได้มีการยื้อเวลาเอาไว้จนท้ายที่สุด เพื่อป้องกันโผรั่ว โดยเฉพาะตำแหน่งที่เหล่าทัพต้องส่งไปกลาโหม และทัพไทย

หลังประชุม ส่งโผ ทบ.เสร็จสิ้น ในคืนนั้นบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ที่ลงทุนจัดโผเองคนเดียว แบบปิดลับ ก็เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาทันทีตามที่ได้วางแผนเอาไว้
โดยแผนเดิมจะเดินทางกลับวันที่ 7 กันยายน 2569 แต่ด้วยเหตุที่ต้องมาลงนามในบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร จึงทำให้ต้องเลื่อนกลับมาเป็นวันที่ 3 กันยายน 2569
เช่นเดียวกับ ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่หลังการประชุม 2 วัน ได้เดินทางไปแคนาดา และมีกำหนดเดินทางกลับ 3 กันยายน 2569 เช่นกัน ด้วยเพราะมีกำหนดการที่จะต้องลงนามในบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร กับทางกรมเสมียนตรา ในวันที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อที่จะนำส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในสัปดาห์หน้า เช่น 9 กันยายน วันเลขสวย แต่คงไม่เลยไปถึง 13 กันยายน ที่เป็นวันเกิดแซยิด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
แม้จะมีแผนและกำหนดการชัดเจนเช่นนี้แล้วก็ตาม แต่ก็เกิดกระแสข่าวสะพัดในแต่ละเหล่าทัพ เช่น ในส่วนกองทัพไทย มีการแก้ไขรายชื่อในบางตำแหน่ง อันเป็นผลจากที่ประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม
จนร่ำลือกันว่าอาจเกี่ยวข้องกับ บิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะถูกส่งจากกองทัพบก ให้ข้ามห้วยไปเป็นรอง ผบ.ทหารสูงสุด

หลังจากที่ พล.อ.พนามีการขยับโผ ทบ.ใหม่ เมื่อเสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ต้องข้ามไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ ทำให้ตำแหน่งอัตราพลเอกพิเศษว่างลง 1 ตำแหน่ง จึงอาจทำให้ พล.อ.อมฤตไม่ต้องข้ามไป บก.ทัพไทย โดยอาจได้อยู่เป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. ลุ้นชิง ผบ.ทบ.ต่อในกันยายน 2570
แม้เดิมจะมีข่าวว่า พล.อ.อมฤตหากต้องเลือกระหว่างถูกส่งข้ามไปเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม กับรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว พล.อ.อมฤตเลือกที่จะข้ามไปเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มากกว่า
แต่ไม่ใช่เพราะต้องการจะไปลุ้นชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับรุ่นพี่เตรียมทหาร 26 ที่มีการจองคิวกันอยู่แล้วทั้ง เสธ.จุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร ที่คาดหมายว่าโผนี้จะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ที่ถูกคาดหมายว่าโผนี้จะขึ้นเป็นเสนาธิการทหาร และเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในกันยายน 2570
แต่เพราะ พล.อ.อมฤตไม่ต้องการไปแข่งขันกับเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 27 ที่กำลังจ่อขึ้นมาชิงเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหมในปลายปีหน้า
แม้จะมีกระแสข่าวว่าเตรียมทหารรุ่น 26 จะส่ง บิ๊กเอก พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ที่เกษียณตุลาคม 2571 ข้ามไปเป็นรองปลัดกลาโหม เพื่อรอต่อคิวเป็นปลัดกลาโหม คนที่ 2 ของ ตท.26 ต่อจากบิ๊กตั้ม พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ถูกคาดหมายว่าขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมในโผนี้

หากต้องเลือก พล.อ.อมฤตจึงอยากจะไปเกษียณที่กองบัญชาการกองทัพไทย ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดมากกว่า
แต่ทว่า ก็ทำให้เกิดแรงกดดันใน บก.ทัพไทยขึ้น เนื่องจาก พล.อ.อมฤตมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 หากข้ามมาจะกลายเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทหารสูงสุดอีกคนได้
และแถม พล.อ.อมฤตเป็นสายทหารเสือราชินี ลูกเลิฟของลุงตู่ อาจทำให้เกิดความหวาดระแวงขึ้นที่กองทัพไทย
ไม่ว่า พล.อ.อมฤตจะย้ายไปไหนก็ล้วนแต่สะเทือน เพราะไม่ใช่แค่มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 แต่เพราะยังมีพลังค่ายทหารเสือราชินีแบ็กอัพอยู่ด้วย ยังสามารถลุ้นทั้งเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในโยกย้ายปลายปีหน้าได้ จึงน่าเห็นใจที่อาจหาที่ลงได้ยาก เพราะจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในเหล่าทัพนั้นๆ
หากเลือกได้ พล.อ.อมฤตก็เลือกที่จะอยากอยู่ในกองทัพบก เหล่ากำเนิดต่อไป แม้โอกาสที่จะเป็น ผบ.ทบ.จะน้อยมากก็ตามที เพราะ พล.อ.พนาได้วางตัว บิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 สายรบพิเศษ ให้ขึ้นมาเป็นรอง ผบ.ทบ. ครองอัตราพลเอกพิเศษ จ่อคิวรอไว้แล้ว
อีกทั้งยังมี รองเสธ.กอล์ฟ พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 ที่โผนี้คาดว่าจะขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ. ทบ. ขึ้นมาเตรียมรอคิว เป็น ผบ.ทบ.อีกคนไว้แล้ว เพราะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2573 สามารถเป็นต่อจาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ที่เกษียณตุลาคม 2571 หรือหากมาแรง ก็อาจจะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ยาว 3 ปี ในกันยายน 2570 เลย
แต่คาดว่า ระหว่าง พล.อ.พนา พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ และ พล.ท.สราวุธ อาจมีสัญญาใจ ที่จะเป็นต่อกัน ไม่แย่งชิงหรือวัดพลังกันเอง

ในการจัดโผครั้งนี้มีกระแสข่าวว่ามีความพยายามในการทดสอบพลังของผู้บัญชาการเหล่าทัพเกิดขึ้น โดยในการหารืออย่างไม่เป็นทางการ ของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กับบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ถึงนายทหารที่เหมาะสมจะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีการพูดถึง พล.อ.ชัยพฤกษ์ แต่ พล.อ.ธราพงษ์ยืนยันที่จะเสนอชื่อบิ๊กตั้ม พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่แทน
ซึ่งด้วยอำนาจของบอร์ด 6 เสือกลาโหม ฝ่ายการเมืองจึงไม่สามารถสั่งการหรือแทรกแซงอำนาจของผู้บัญชาการเหล่าทัพได้ หากไม่ยินยอมหรือสมัครใจในการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ
ดังนั้น จึงทำให้การที่จะผลักดัน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ให้ข้ามไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม จึงเจอทางตัน
เพราะเป็นที่รู้กันว่า พล.อ.ศรัณย์ ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่ยุคที่ บิ๊กหนุ่ม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งนอกจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 24 กับ พล.อ.ธราพงษ์แล้ว ยังเป็นสายบ้านป่ารอยต่อฯ ด้วยกัน อีกทั้ง พล.อ.สนิธชนกก็เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ พล.อ.ธราพงษ์ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมเมื่อโยกย้ายตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นายอนุทินต้องยกเลิกแผนโยกย้ายในส่วนพลเรือนที่จะให้มานั่งเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยการตัดสินใจให้นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. โยกหลบมานั่งปลัดสำนักนายกฯ เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ข้ามมาเป็นเลขาธิการ สมช.แทน และส่งผลให้การจัดโผโยกย้ายในส่วนของกองทัพบกไหลลื่นลงตัว
อันเป็นการสะท้อนความแข็งแกร่งของบอร์ด 6 เสือกลาโหม ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ตาม พ.ร.บ.กลาโหม 2551 ถือเป็นเกราะกำแพงเหล็ก ที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถแทรกแซงได้เลย


ในห้วงโค้งสุดท้ายนี้ยังมีกระแสข่าวลือถึงการขยับในบางตำแหน่งในระดับห้าเสือเหล่าทัพใหม่ด้วย
โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก ที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ พล.อ.พนาต้องตัดสินใจใหม่ แม้จากเดิมจะเคยยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนตัวแม่ทัพยูร พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 เพื่อนรักเตรียมทหาร 26 ถึงขั้นที่ได้เอ่ยปากกับสื่อมวลชนบางสำนัก เหมือนจะให้โอกาส พล.ท.นรธิปทำงานต่อเนื่อง ตามแนวทางไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เบาบางลงเพราะสถิติการก่อเหตุลดลง อีกทั้งตัว พล.อ.พนาเองก็ทำหน้าที่เสมือนเป็นแม่ทัพภาค 4 เงา คอยสั่งการและแนะนำ พล.ท.นรธิปด้วยตนเอง
แต่เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องหลายวัน ประกอบกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ต้องการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และตัวบุคคลในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ใหม่ ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ใหม่ของ สมช.ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน
จึงทำให้มีกระแสข่าวว่า นายอนุทิน และ พล.ท.อดุลย์ ได้พูดคุยกับ พล.อ.พนาแล้วว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 โดยคาดว่าจะให้รองคิ้ว พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาค 4 จากสายรบพิเศษ เตรียมทหารรุ่น 28 ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 4 แทน

ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวเซอร์ไพรส์ว่า พล.ท.นรธิปที่ขยับขึ้นจากแม่ทัพภาค 4 นั้นจะไม่ได้เป็นพลเอกธรรมดาหรือได้ตำแหน่งแค่ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก
แต่อาจจะได้เป็นห้าเสือกองทัพบก คือนั่งเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เพราะหากขยับ พล.ท.นรธิปไปในตำแหน่งที่ไม่ดี ก็อาจถูกมองว่าเป็นการลงโทษ หรือเพราะผลงานไม่ดี และจะสะเทือนตัว พล.อ.พนา ซึ่งเป็นคนเลือก พล.ท.นรธิป จากรองแม่ทัพภาค 2 ให้ลงไปเป็นแม่ทัพภาค 4 ที่จะกลายเป็นการตัดสินใจผิดพลาด
ดังนั้น จึงต้องให้ พล.ท.นรธิปนั่งเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่เสมือนเป็นการปูนบำเหน็จ และรักษาภาพลักษณ์ของ ผบ.ทบ.ด้วย
โดยมีรายงานว่า พล.อ.พนาเพิ่งตัดสินใจตามข้อแนะนำในห้วงไม่กี่วัน ก่อนที่จะมีการประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม เมื่อ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพราะไม่อาจต้านทานกระแสที่ต้องการให้เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 ได้
ดังนั้น จึงเป็นที่จับตามอง บิ๊กปิ๊บ พล.ท.ไพบูลย์ พุ่มพิเชษฐ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (ผบ.นปอ.) เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ที่เคยมีชื่อเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.อาจจะต้องเสียสละ

และที่ยังเป็นที่จับตามองคือ พล.อ.พนาจะตัดสินใจเลือกเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 คนใด ขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารบกคนใหม่ สานงานต่อจาก พล.อ.ชัยพฤกษ์ ท่ามกลางกระแสว่าจะเป็นเก้าอี้เซอร์ไพรส์ ที่อาจไม่มีใครนึกถึง ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาก็มีแค่การคาดการณ์ แต่ชื่อจริงยังไม่ออกมา
ไม่ว่าจะเป็นชื่อของ พล.อ.อานุภาพ หรือ พล.ท.ไพบูลย์ เจ้ากรมโอ๋ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง หรือเจ้ากรมข่าวทหารบก จาก ตท.26 เอง หรือเจ้ากรมโอม พล.ท.ธิติพันธ์ ฐานะจาโร เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารทหารบก ตท.27
หรือแม้แต่ชื่อของ บิ๊กมุ พล.อ.วัชรินทร์ มุทะสินธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เพื่อนรักของ พล.อ.พนา ที่เคยออกจากกรุมานั่งเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) เทียบเท่าแม่ทัพภาค 7 มาแล้ว เพราะถือเป็นคนเก่งอีกคนหนึ่งของรุ่น ตท.26
หรืออาจมาจากแม่ทัพภาค เช่น แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 หรือแม่ทัพกุ้ง พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาค 3 จากเดิมที่จะใช้นโยบายไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก แต่เมื่อต้องเปลี่ยนแม่ทัพภาค 4 ก็อาจจะต้องมีการขยับใหม่
หรืออาจจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ที่อาจไม่มีใครนึกถึง แต่เป็นคนเก่งในใจของ พล.อ.พนา ที่อาจจะเป็นอีกเซอร์ไพรส์หนึ่งในโผของกองทัพบก

แต่ที่เข้มข้นมากที่สุด คือกองทัพเรือ เพราะหลังจากที่นายอนุทินตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ ที่สัตหีบ เมื่อ 27 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นงานโชว์ตัว ผบ.โอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ในฐานะแม่งานการฝึกครั้งนี้ ที่ถูกคาดหมายกันว่า บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. จะเสนอชื่อเป็น ผบ.ทร.คนใหม่แทน
ด้วยเพราะได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดหาเรือฟริเกตลำแรกของ ทร. ซึ่งเป็นที่จับตามองว่ามีมิชชั่นลับ หรือสัญญาใจใดระหว่างกันหรือไม่ เพราะ พล.ร.อ.กรวิทย์ก็สามารถดำเนินการทุกอย่างได้อย่างราบรื่น ตามเป้าหมาย แม้จะถูกกระแสข่าวโจมตี ทวงถามเรื่องขั้นตอนในการคัดเลือกบริษัทต่อเรือ รวมถึงวิธีการที่ใช้เป็นการตัดคุณสมบัติให้ตกรอบและเหลือบริษัทเดียวจริงหรือไม่ก็ตาม
แต่กองทัพเรือก็ใช้การยื้อเวลา เพื่อให้กระแสข่าวเบาบางลง จนถึงโค้งสุดท้ายในห้วงเดือนกันยายนซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์จะเกษียณราชการ
โดยอ้างว่าต้องรอขั้นตอนต่างๆ ทางธุรการ ทั้งการที่ปลัดกระทรวงกลาโหมจะต้องส่งเรื่อง รมว.กลาโหมลงนาม แล้วส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรีให้ลงนามรับทราบ และส่งกลับมาที่ปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อลงนามเป็นคนสุดท้าย จึงเป็นการจบขั้นตอนการคัดเลือก
โดยกองทัพเรือเตรียมการแถลงข่าวผลการคัดเลือกบริษัทต่อเรือ หลังจากที่ขั้นตอนธุรการต่างๆ เสร็จสิ้น หากแถลงข่าวก่อนก็อาจจะเกิดข้อกังขามากมาย และอาจส่งผลให้ระดับผู้บังคับบัญชาไม่ลงนามอนุมัติได้ จึงต้องเคลียร์ให้เซ็นเรียบร้อยก่อนจึงค่อยแถลงข่าว
ด้วยเพราะ พล.ร.อ.กรวิทย์ได้ทำเต็มที่กับโครงการคัดเลือกเรือฟริเกต และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากบริษัทที่ตกรอบ ดังนั้น จึงทำให้คาดการณ์กันว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์จะเสนอชื่อ พล.ร.อ.กรวิทย์ เป็น ผบ.ทร.คนใหม่
หากไม่ใช่ พล.ร.อ.กรวิทย์ ก็อาจจะตามมาด้วยปัญหาในเมื่อ พล.ร.อ.กรวิทย์ทำตามนโยบายมาโดยตลอด และย่อมรู้ทุกขั้นตอนและความเป็นไป และมีหลักฐานต่างๆ ในส่วนของคณะกรรมการทุกขั้นตอน เพื่อเก็บไว้ปกป้องการทำงานของตนเอง
นอกจากนั้น พล.ร.อ.กรวิทย์ยังเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 เพื่อนร่วมรุ่นของ รมว.กลาโหม ว่าที่ปลัดกลาโหม ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ. และเลขาธิการ สมช.คนใหม่อีกด้วย ย่อมมีพลังของรุ่นในการสนับสนุน

อีกทั้งในการตรวจความพร้อมของกองทัพเรือ ก็เป็นโอกาสให้ พล.ร.อ.กรวิทย์ได้โชว์ฝีมือ และได้ใกล้ชิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการประกบและคอยรายงานข้อมูลต่างๆ และทำให้นายอนุทินได้รู้จัก พล.ร.อ.กรวิทย์มากขึ้นด้วย
อีกทั้งในงานเดียวกัน ไม่ปรากฏแคนดิเดต ผบ.ทร.อีก 3 คนเลย ทั้งรองอ๋อย พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช (ตท.25) รอง ผบ.ทร. “ผู้ช่วยเอก” พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. จาก ตท.26 และมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 ที่เคยเป็นตัวเต็ง ผบ.ทร.
หรือแม้แต่ เสธ.ต้น พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล (ตท.27) เสนาธิการทหารเรือ ที่มีเสียงสนับสนุนว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็น ผบ.ทร. และมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 นั่ง ผบ.ทร.ได้ 2 ปี และในห้วงที่ผ่านมาได้แสดงผลงานมากมาย ในฐานะเสธ.ทร. และเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ และเสธ.ศรชล. ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล แต่ก็ไม่ได้มาร่วมงาน
การแสดงความพร้อมรบทางเรือของกองเรือยุทธการครั้งนี้ได้นำเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซลทั้งสองเครื่องจะเสียรอเปลี่ยน แต่ก็สามารถแล่นได้ด้วยเครื่องยนต์แก๊สที่เหลือ 1 เครื่องมาร่วม และโชว์ยิงปืนเรือสนับสนุนฝั่ง แม้ว่าระบบอาวุธต่อสู้ระยะประชิดหรือ Phalanx จะเสียมาหลายปีก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม มีการปล่อยข่าวสะพัดกองทัพเรือว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์เจอแรงบีบในการเลือก ผบ.ทร.คนใหม่ โดยเชื่อมโยงโครงการเรือฟริเกต ว่าจะราบรื่นหรือไม่ อยู่ที่ การตัดสินใจของ พล.ร.อ.ไพโรจน์ว่าจะเปลี่ยนโผหรือไม่
โดยที่กระแสข่าวนี้มีการระบุไปถึงตัวบุคคล ทั้งที่ไม่ใช่คนในกองทัพเรือ และระดับอดีต ผบ.ทร.และอดีตบิ๊ก ทร. ที่ให้ข้อคิด และคำแนะนำแก่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ว่า แคนดิเดตคนใดเหมาะสม ข้อดี ข้อเสียของแต่ละคน
ในขณะที่มีการระบุด้วยว่า ใครสนับสนุนแคนดิเดตคนใด และปล่อยข่าวสกัดแคนดิเดต ผบ.ทร.บางคน
นอกจากนั้น ยังเป็นที่จับตามองว่า ท้ายที่สุดแล้ว ปลัดกลาโหม รมว.กลาโหม และนายกรัฐมนตรี จะลงนามรับทราบผลการคัดเลือกบริษัทที่จะต่อเรือฟริเกตเมื่อใด หลังจากที่มีรายงานว่า พล.อ.ธราพงษ์ขอตรวจสอบเอกสารรายงานของ ทร. และก่อนที่จะส่งให้ พล.ท. อดุลย์ และนายอนุทินลงนามตามลำดับ และตบท้ายที่ พล.อ.ธราพงษ์ลงนามเป็นคนสุดท้ายอีกที ขั้นตอนแรกจึงจะเสร็จสิ้น ก่อนที่ ทร.จะตั้งโต๊ะแถลง และตอบคำถาม
จากนั้ ต้องเปิดให้บริษัทต่างๆ ที่ตกรอบยื่นอุทธรณ์ใน 7 วัน ที่มีรายงานว่า มีอย่างน้อย 2 บริษัท แม้ว่าจะมีนายทหารเรือพยายามเจรจาไม่ให้อุทธรณ์ เพื่อให้ขั้นตอนจบทันเวลา 30 กันยายน ก่อนที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์จะเกษียณ และเซ็นสัญญาให้ทัน
แต่หากขั้นตอนทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นไม่ทัน 30 กันยายน 2569 ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ผบ.ทร.คนใหม่ ที่จะรับตำแหน่งแทน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ที่อาจมองได้ 2 มุมว่า หนึ่ง อาจเรียกได้ว่า “ส้มหล่น” หากได้เซ็นสัญญาแทน หรือจะต้องรับภาระในการแก้ไขปัญหาเรื่องเรือฟริเกตแทน
จึงไม่แปลกที่จะมีกระแสข่าวจากกองทัพเรือ ว่าเรื่องได้ถูกส่งไปถึงนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อรอลงนาม ตั้งแต่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา แต่ทีมงานนายกรัฐมนตรีแจ้งว่ายังไม่มีเอกสารส่งมาถึงนายกฯ แต่อย่างใด อาจจะเป็นกระแสข่าวที่ต้องการกดดันให้นายกรัฐมนตรีลงนามโดยเร็วก็เป็นได้
อีกทั้งยังมีทุกขลาภที่จะต้องมาแก้ปัญหาเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชต่ออีก เพราะแม้กองทัพเรือจะต้องเสียงบประมาณ 490 ล้านบาท สั่งซื้อเครื่องยนต์ดีเซล MTU 2 เครื่องมารอการเปลี่ยนแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาระบบอาวุธปืน Phalanx ที่เสียมาหลายปีอีกด้วย เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ความพร้อมรบของกองทัพเรือ เนื่องจากเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชเป็นเรือฟริเกตที่ใหม่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือไทย แต่กลับไม่พร้อมรบ
ดังนั้น ชื่อของ ผบ.ทร.คนใหม่จึงจะเป็นคำเฉลยให้เห็นที่มา และที่ให้ไป ของสิ่งที่เกิดขึ้นในกองทัพเรือ มาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา และจะสะท้อนด้วยว่า ในอีกหนึ่งปีต่อจากนี้ กองทัพเรือจะเป็นเช่นไร
