
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (63)
อบอุ่นจากมหามิตร
ทันทีที่เกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 นายเอ็ดวิน สแตนตัน เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทย ก็รายงานไปยังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า การรัฐประหารขับไล่รัฐบาลและสาระในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2490 ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการ “หมุนเวลาถอยหลัง (set back the hands of the clock)”
ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่วางตัวเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่นอกจากไม่สนับสนุนลัทธิล่าอาณานิคมแล้วยังไม่สนับสนุนรัฐเผด็จการอีกด้วย อันเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะรัฐประหารไทยยังไม่เข้ามีอำนาจในการปกครองประเทศอย่างเต็มตัวในทันที
โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายพลเรือนคือนายควง อภัยวงศ์ นำพรรคประชาธิปัตย์เข้าปกครองประเทศจนนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2491 แล้ว สหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกจึงให้การรับรองรัฐบาลไทย
ปลาย พ.ศ.2490 ที่เกิดการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยคณะรัฐประหารนี้เป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการทบทวนนโยบายต่ออินโดจีน
จนกระทั่งมั่นใจว่าโฮจิมินห์กำลังนำเวียดนามเข้าสังกัดฝ่ายคอมมิวนิสต์จึงเลือกสนับสนุนการกลับเข้ายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศสซึ่งย่อมส่งผลมายังนายปรีดี พนมยงค์ ที่ให้การสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชของโฮจิมินห์อย่างเปิดเผยมาโดยตลอด
เมื่อเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 นั้น การปรับนโยบายต่ออินโดจีนของสหรัฐอเมริกายังไม่ลงตัว การลี้ภัยไปต่างประเทศของนายปรีดี พนมยงค์ จึงได้รับการอำนวยความสะดวกทั้งจากสถานทูตอังกฤษและอเมริกาซึ่งมาจากความสัมพันธ์ที่ดีครั้งเสรีไทยจนสามารถเล็ดลอดเดินทางไปถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2490
อีกทั้งอังกฤษยังได้ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรี นายควง อภัยวงศ์ อธิบายว่า ที่อังกฤษและอเมริกาตกลงให้ความสะดวกแก่นายปรีดี พนมยงค์ หลบหนีออกไปนอกราชอาณาจักรนั้น ก็ด้วยความประสงค์ที่จะช่วยให้สถานการณ์ภายในประเทศบรรเทาความรุนแรงลงและป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือด
“ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน” นายปรีดี พนมยงค์ บันทึกท่าทีอันอบอุ่นของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในห้วงเวลานี้ว่า
“ข้าพเจ้าพร้อมด้วยเพื่อน ได้ไปพบ น.อ.สแตรทฟอร์ด เดนิส ซึ่งเคยร่วมต่อสู้ระหว่างสงครามภายใต้การนำของลอร์ด เมานท์แบทเตน และขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือของสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ เพื่อขอให้ติดต่อกับทูตอังกฤษ แจ้งให้ทราบถึงความประสงค์ของข้าพเจ้าในการเดินทางไปสิงคโปร์ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง
น.อ.เดนิส และ น.อ.การ์เดส ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรืออเมริกัน ได้ช่วยกันนำข้าพเจ้าออกจากท่าเรือกรุงเทพฯ จนกระทั่งออกไปยังทะเลลึกโดยเรือยนต์ของการ์เดส ซึ่งนำโดยการ์เดสเองพร้อมด้วยภรรยาและน้องภรรยา
ต่อมาเราก็ลงเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์ กัปตันเรือบรรทุกน้ำมันและเจ้าหน้าที่ประจำเรือได้ต้อนรับเราอย่างอบอุ่น และอำนวยความสะดวกอย่างดียิ่ง”
ขณะที่ฝ่ายผู้นำคณะรัฐประหารโดยเฉพาะ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็แสดงท่าทีต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่าจะไม่ติดตามไล่ล่านายปรีดี พนมยงค์ แต่รัฐบาลอนุรักษนิยมของนายควง อภัยวงศ์ กลับแสดงท่าทีตรงข้ามอย่างชัดเจน
โดยขณะที่นายปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่สิงคโปร์นั้น รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ได้ติดต่อผ่านช่องทางการทูตให้อังกฤษส่งตัวปรีดี พนมยงค์ และพวกให้แก่รัฐบาลไทยในข้อหาฉกรรจ์ว่ามีส่วนพัวพันในกรณีสวรรคตของ ร.8
แต่อังกฤษมิได้ดำเนินการตามที่รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ร้องขอแต่อย่างใด
นายปรีดี พนมยงค์ บันทึกต่อไปว่า
“ขณะนั้นสิงคโปร์เป็นอาณานิคมของอังกฤษ แม้ว่ารัฐบาลอังกฤษจะให้สิทธิแก่ข้าพเจ้าในการลี้ภัยทางการเมือง ข้าพเจ้าก็ทราบดีว่า สิทธิอันนั้นจะมีอยู่ตราบเท่าจนกว่าอังกฤษรับรองระบอบปกครองใหม่ของสยามเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงลอนดอน และนานกิง (ซึ่งไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลใหม่) ออกหนังสือเดินทางการทูตพร้อมด้วยวีซ่าแก่ข้าพเจ้า เพื่ออนุญาตให้ข้าพเจ้าเดินทางไปยังประเทศอื่นได้ เอกอัครราชทูตทั้งสองยินดีทำตามที่ข้าพเจ้าขอไป ข้าพเจ้าจึงได้รับวีซ่าทางการทูตจากสถานทูตจีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ฯลฯ”
“ข้าพเจ้าพักอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลา 7 เดือน เพื่อรอคอยเวลาที่เหมาะสมในการกลับสู่สยาม ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่ามิตรของข้าพเจ้าจำนวนหนึ่งกำลังเตรียมก่อการต่อต้านรัฐบาลของคณะรัฐประหารอย่างลับๆ ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมการพอสมควร ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปยังประเทศอื่นๆ ในระหว่างนั้น”
นับตั้งแต่รอนแรมผ่านน่านน้ำไทยสู่ดินแดนสิงคโปร์ของอังกฤษเมื่อต้นปี พ.ศ.2491 นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับการดูแลจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอย่างดียิ่ง จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจอย่างชัดเจนสนับสนุนฝรั่งเศสในการปกครองอินโดจีนต่อไป และหันมาสนับสนุนรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ขึ้นสู่อำนาจเมื่อเมษายน พ.ศ.2491 หลังขับไล่รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ลงจากอำนาจ ด้วยความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จะสนับสนุนฝ่ายโลกเสรีอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์
ท่าทีอันอบอุ่นของสหรัฐอเมริกาต่อนายปรีดี พนมยงค์ จึงพลิกผันแบบไม่น่าเชื่อที่ฮ่องกองอีกดินแดนในอาณานิคมของอังกฤษ
“ปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2491 ข้าพเจ้าเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปยังฮ่องกง ซึ่งบรรดามิตรชาวไทยของข้าพเจ้า และกงสุลใหญ่ของสยามเวลานั้นได้ให้การต้อนรับอย่างดี จากฮ่องกงเราเดินทางต่อไปยังเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเพื่อนชาวจีนที่เกิดในสยาม และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสยามประจำนานกิงบางคนได้ต้อนรับเรา
นายสงวน ตุลารักษ์ อดีตเอกอัครราชทูตสยามประจำนานกิง และตัวข้าพเจ้าได้ไปพบเอกอัครรัฐทูตเม็กชิโกเพื่อขอวีซ่า ซึ่งเขาประทับตราให้โดยไม่มีปัญหาเลย
เราคิดกันว่าจะเดินทางไปเม็กซิโกโดยแวะผ่านซานฟรานซิสโก ขณะที่เรากำลังยื่นหนังสือเดินทางแก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของจีนอยู่นั้น ได้มีชาวอเมริกันหนุ่มคนหนึ่งชื่อนอร์แมน ฮันนาห์ ซึ่งเป็นรองกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเซี่ยงไฮ้ ได้ตรงเข้ามากระชากหนังสือเดินทางของข้าพเจ้าจากมือเจ้าหน้าที่จีนผู้นั้นและได้ขีดฆ่าวีซ่าอเมริกัน ซึ่งสถานเอกอัครรัฐทูตสหรัฐ ประจำลอนดอนเป็นผู้ออกให้ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจึงประจักษ์แก่ตัวเองว่า รองกงสุลหนุ่มอเมริกันผู้นี้ช่างมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ของจีน และแม้กระทั่งเอกอัครรัฐทูตอเมริกันเอง (ต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบว่า รองกงสุลผู้นี้เป็นสายลับของซีไอเอ)
นอกจากนั้น ข้าพเจ้าก็ยังได้เข้าใจอีกว่า เหรียญอิสริยาภรณ์และคำประกาศเกียรติคุณที่รัฐบาลอเมริกันมอบให้แก่ข้าพเจ้านั้น ไม่มีค่าอันใดเลย เพราะข้าพเจ้ากลับถูกมองว่าเป็นอาชญากรเสียด้วยซ้ำ อันเป็นข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นโดยผู้ที่เป็นศัตรูระหว่างสงครามของสหรัฐเอง (ซึ่งก็คือ จอมพล ป.)
ทั้งนี้ โดยการปฏิเสธไม่ให้ข้าพเจ้าแวะผ่านบนผืนแผ่นดินอเมริกัน แม้จะเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ชาวอเมริกันที่เซี่ยงไฮ้พยายามติดต่อกับข้าพเจ้า เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมให้พบ
วันหนึ่งเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งเคยทำงานร่วมกับข้าพเจ้าเมื่อคราวต่อต้านญี่ปุ่น ได้เชิญชวนข้าพเจ้าไปรับประทานอาหารกลางวันกับเขาในฐานะเพื่อน
ข้าพเจ้าประหลาดใจที่ได้พบกงสุลใหญ่อเมริกัน ซึ่งได้เข้ามาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เกี่ยวกับวีซ่าครั้งนั้น
และแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า นายพล ยอร์ช มาร์แชล รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันได้สั่งให้ประทับวีซ่ากลับคืนในหนังสือเดินทางของข้าพเจ้า
ต่อมาไม่นาน นอร์แมน ฮันนาห์ อดีตรองกงสุลอเมริกันก็ได้ย้ายไปประจำกรุงเทพฯ องค์การซีไอเอนี้เอง ที่เป็นผู้สนับสนุนให้ตำรวจสันติบาลไทยจับกุมภรรยาและบุตรชายคนโตของข้าพเจ้า
ภรรยาของข้าพเจ้าถูก ‘ควบคุมตัว’ ที่สันติบาลเป็นเวลา 84 วัน ส่วนปาลบุตรชายคนโต ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี โดยอ้างข้อหาว่าเป็นกบฏภายในราชอาณาจักร
ปาลได้รับการปล่อยตัวตามกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อคราวครบรอบกึ่งพุทธกาล พ.ศ.2500
ฮันนาห์ได้ย้ายไปประจำที่อัฟกานิสถานชั่วระยะเวลาสั้นๆ ต่อมาก็กลับมาประจำกรุงเทพฯ ในฐานะที่ปรึกษาสถานทูตอเมริกัน
วันหนึ่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสได้มอบสำเนารายงานซึ่งเขียนโดยฮันนาห์ เกี่ยวกับเหตุการณ์เรื่องวีซ่าครั้งนั้นแก่ข้าพเจ้า รายงานฉบับนั้นเต็มไปด้วยคำโกหกมดเท็จมากมาย
ฮันนาห์เขียนเล่าในตอนหนึ่งว่า หลังจากขีดวีซ่าอเมริกันบนหนังสือเดินทางของข้าพเจ้าแล้ว เขาก็เดินทางมาพบข้าพเจ้าที่โรงแรม ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ต้อนรับเขาอย่างฉันมิตร และเราก็รับประทานอาหารร่วมกัน
ข้าพเจ้าสาบานได้ว่าไม่เคยพบหน้าฮันนาห์อีกเลยตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น
ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2513 ข้าพเจ้าได้ข่าวว่า ฮันนาห์ได้พ้นจากตำแหน่งในกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางกลับไปสหรัฐอเมริกาแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้มีความโกรธเคืองนายฮันนาห์เป็นการส่วนตัว เพียงแต่อยากให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันตระหนักว่าเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ของพวกสายลับซีไอเอนั้น บางทีก็สูญเสียไปกับรายงานที่บิดเบือน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจที่เป็นผลเสียแก่ชาวอเมริกันเอง
เมื่อเจียงไคเช็กได้รับแจ้งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สนามบินเซี่ยงไฮ้แล้ว ก็ได้แสดงความปรารถนาจะให้ข้าพเจ้าพำนักอยู่ในจีนโดยยืนยันกับข้าพเจ้าว่าไม่เคยลืมคุณูปการของข้าพเจ้าที่มีต่อสัมพันธมิตรระหว่างสงคราม
และเขาจะไม่ส่งข้าพเจ้าข้ามแดนกลับไป เนื่องจากเขาจำได้ดีว่ารัฐบาลจอมพล ป.ได้ปฏิบัติต่อประเทศจีนด้วยความไม่ซื่อสัตย์และปราศจากความละอายใจ
ในการนี้เขาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ข้าพเจ้าระหว่างพำนักอยู่ในจีน”
กระแสลมการเมืองที่พัดกลับโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาผ่านการปฏิบัติอย่างก้าวร้าวของเจ้าหน้าที่ซีไอเอครั้งนี้สอดคล้องกับการที่รัฐบาลของทรูแมนปฏิเสธคำร้องขอเพื่อเอกราชของโฮจิมินห์แล้วหันไปสนับสนุนการกลับมายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส อันเป็นผลจากการให้ความสำคัญกับการเป็นศัตรูกับฝ่ายคอมมิวนิสต์มากกว่าเอกราชในกรณีของเวียดนามและประชาธิปไตยในกรณีของไทย
ทั้งโฮจิมินห์และนายปรีดี พนมยงค์ ถูกสหรัฐอเมริกาประทับตรา “คอมมิวนิสต์” แล้ว
นายปรีดี พนมยงค์ เลิกล้มแผนการเดินทางไปเม็กซิโกแล้วยังคงพำนักอยู่ในจีนต่อไป
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
