“ผมเริ่มต้นด้วยการดูนก” เป็นประโยคที่ผมใช้บ่อยมาก ถ้ามีใครถามเรื่องการเริ่มต้นถ่ายภาพสัตว์ป่า

ในยุคสมัยที่คนดูนกยังไม่มาก จะมีคำถามหนึ่งที่คนดูนกหลายๆ คนพบเจอ “ดูนกไปทำไม”

ผมไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ตั้งคำถาม และหาคำตอบให้กับตัวเองเหมือนกันว่า ดูนกไปทำไม

ประการแรก หลังจากเริ่มดูนกอย่างจริงจัง ผมรู้สึกตัวว่า ตัวเองช่างสังเกตขึ้น เพราะมันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่คนดูนกควรต้องมี

เมื่อแนบสายตากับกล้องสองตากำลังขยาย 8 เท่า มองนกตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ไม่รู้จัก สีเรียบๆ ไม่สวยสดสะดุดตา กระโดดไป-มา ก่อนนกจะไปไกลเกินการมองเห็น ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ต้องเก็บรายละเอียดของนกตัวนั้นไว้ให้มากที่สุด ขนาดลำตัว สีขน ปากสั้นหรือยาว กระโดดหรือบินอย่างไร อยู่บริเวณไหนของต้นไม้ ปลายกิ่ง หรือกลางๆ ลำต้น ยอดไม้ หรือบนพื้น

รายละเอียดเหล่านี้ จำไว้เพื่อนำมาตรวจสอบกับหนังสือคู่มือที่อธิบายรูปร่างหน้าตาของนกที่พบในประเทศไทย ว่านกที่เราเห็นนั้น คือนกอะไร

สิ่งที่ตามมาจากช่างสังเกต คือ ช่างจำ

เพราะถ้าสังเกตแล้วยังไม่ทันมาเปิดคู่มือ ก็ลืมเสียแล้ว การสังเกตคงจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

การมีสมุดบันทึกช่วยได้ บันทึกรายละเอียดนกไว้ก่อน

วาดรูปนกคร่าวๆ และชี้ส่วนต่างๆ ของนกว่ามีลักษณะอย่างไร เช่น ทำลูกศรที่ปาก และเขียนว่า สั้น ตรงหางว่า ยาว และกระดกๆ

ตอนมาตรวจสอบกับคู่มือก็ง่ายขึ้น

ต่อจากช่างจำ คือ ช่างสงสัย

นกในธรรมชาตินั้น ได้รับการออกแบบร่างกายมาให้เหมาะสมกับงานที่ทำ มีทักษะที่ดี

เช่น บางตัวบินโดยกระพือปีกช้าๆ บางตัวเร็ว ขณะบางตัวกระพือปีกสามครั้งก็หยุดและร่อนต่อ สักพักจึงกระพือปีก

บางตัวอยู่แถวยอดไม้ เพราะตัวเล็ก บินเร็ว จึงทำหน้าที่กำจัดแมลงที่อยู่สูงๆ ตัวที่อยู่ตามลำต้นกำจัดแมลงที่อยู่ตามเปลือกไม้

บางตัวเดินไปตามพื้นเพื่อกำจัดแมลงแถวนั้น

เมื่อสงสัยว่า นกทำอาการต่างๆ เช่นนั้นทำไม ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น หรือพยายามเงียบที่สุด ไม่เคลื่อนไหว เพื่อที่นกไม่ตกใจ เราจะพบกับคำตอบว่า นกทำกิริยาแบบที่เราสงสัยทำไม

พบคำตอบที่สงสัย ก็ไม่เป็นการยากที่จะเฝ้าดูต่อ หรือถ่ายรูป

เช่น เมื่อรู้ว่าพวกนกจาบคา ซึ่งมีหน้าที่กำจัดผีเสื้อ พวกมันจะบินจังหวะเดียวกับผีเสื้อ และเมื่อโฉบจิกผีเสื้อมาได้ ก็จะกลับมาเกาะกิ่งไม้กิ่งเดิม

พวกนกกินปลาก็ทำเช่นนี้ โผลงน้ำ คาบปลามา เกาะกิ่งเดิม

เราทำเพียงปรับระยะชัดไว้ตรงกิ่งไม้ที่นกจะกลับมาเกาะ

เหยี่ยวต่างสี และนกยูงไทย – นกยูงเข้าล้อมเหยี่ยวต่างสี ที่มีเหยื่ออยู่ หน้าที่ในการควบคุมปริมาณสัตว์เล็ก, สัตว์เลื้อยคลาน รวมทั้งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ของเหยี่ยวนั้นได้ผลดี

วันหนึ่งบ่ายๆ ปลายฤดูหนาว ริมก้อนหินในโป่ง เหยี่ยวต่างสีตัวหนึ่งยืนนิ่งแทบไม่ขยับ นอกจากหันมองซ้าย-ขวา

สักพักมีนกยูงหลายตัวเดินเข้ามาใกล้ เหยี่ยวกางปีกขยับกระโดด ผมจึงเห็นว่า ที่กรงเล็บเหยี่ยวต่างสี มีลูกตะกวด เหยี่ยวจับเหยื่อได้ แต่ดูเหมือนขนาดเหยื่อจะโตและมีน้ำหนักมากเกินกว่าจะบินไปได้

นกยูงทำท่าสงสัย เข้าล้อม เหยี่ยวกางปีกพร้อมสู้ ดูเหมือนนกยูงอยากเล่นสนุก บางตัวทำขนพองกระโดดเข้าตี เหยี่ยวโต้ตอบ มันไม่ยอมทิ้งเหยื่อ

นกยูงกระโดดเข้าตีหลายครั้ง แต่สักพักคงเบื่อ เลิกเล่น แยกย้ายไป เหยี่ยวหุบปีก ลดตัวลง เริ่มต้นกัดกินเหยื่อ

เมื่อมีเหยี่ยวอยู่ นกเล็กๆ อย่างนกหกเล็กปากแดงก็ไม่ยอมลงพื้น ต่างพากันไปเกาะกิ่งต้นไม้ใกล้ๆ

ชีวิตเบื้องหน้าดำเนินไปตามวิถี ไม่ใช่บรรยากาศของความขัดแย้ง แย่งเหยื่อ แต่เป็นการเล่นสนุกๆ

การอยู่เงียบๆ ทำให้มองเห็น และได้ยิน เป็นสิ่งสำคัญที่ได้จากการดูนก

ผลพลอยได้จากการดูนก คือ รู้จักชนิดนกมากขึ้น แต่สาระสำคัญแท้จริงคือ เราจะเห็นความจริงที่อยู่ภายในรูปร่าง หรือสีสันสวยงาม

ความจริงนั้นก็คือ นั่นเป็นชีวิต อีกทั้งไม่ได้เป็นเพียงชีวิตที่บินไปบินมา

แต่นกกำลังทำหน้าที่ของพวกมัน

ผมเริ่มต้นจากการดูนก แต่ถึงที่สุด คำตอบให้กับตัวเองว่า ดูนกไปทำไม

มันคือการทำความรู้จักกับชีวิต โดยมีนกต่างๆ เป็นผู้สอน

ผมกำลังเรียน ไม่ใช่ “ดู” นก •

หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย