
เมืองจีนโบราณไม่มีคนเรียกตนเองว่าไทย มีแต่คนพูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต (ต้นตระกูลภาษาไทย) ที่จีนเรียกอย่างดูถูกว่า เยว่ หรือไป่เยว่ (หมายถึงคนป่าเถื่อนร้อยจำพวก)
ส่วนคนไท-กะได หรือไท-ไตเหล่านั้นเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าหลายชาติพันธุ์ เช่น จ้วง, หลี, ลื้อ ฯลฯ ไม่เรียกคนไทย แต่นักค้นคว้าจากไทยไปตีขลุมว่าเป็นคนไทย ทั้งๆ ไม่ใช่
คนไทยไม่มีถิ่นกำเนิดในจีน แต่มีถิ่นฐานดั้งเดิมบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ดังต่อไปนี้
1. คนไทยมาจากชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ซึ่งเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์)
เพราะชาวสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยาพูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง จึงเรียกตนเองว่าไทยหรือคนไทย หลังรับศาสนาพุทธ ลัทธิเถรวาทแบบลังกา (นับถือรามเกียรติ์) เรือน พ.ศ.1700 (ก่อนหน้านั้นไม่พบเรียกตนเองว่าไทย)
2. นอกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่พบคนเรียกตนเองว่าไทยมาแต่เดิม ดังนี้
เหนืออุตรดิตถ์ขึ้นไป เป็นลาวล้านนา
พ้นสระบุรีออกไป ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเขมรลุ่มน้ำมูล และลาวลุ่มน้ำชี ถึงลุ่มน้ำโขง
ใต้เพชรบุรีลงไป เป็น “ชาวนอกชาวเทศ” หรือมลายู
เมื่อ 86 ที่แล้ว หรือ พ.ศ.2482 พื้นที่เหล่านี้ถูกเรียกประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้คนชนเผ่าหลายชาติพันธุ์ถูกบังคับให้เรียกตนเองว่าไทย
3. หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย (พ.ศ.2558) โดยคำสั่งรัฐบาลเผด็จการทหาร ระบุตอนหนึ่งว่า
“คนไทยในดินแดนไทยปัจจุบันนั้น เมื่อดูจากภาษาไทย อาจกล่าวได้ว่ามีการอพยพเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณประเทศไทย เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18”
หลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์ โบราณคดีและมานุษยวิทยา มีดังนี้
ก. ไม่พบการอพยพเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ พบแต่การโยกย้ายไปๆ มาๆ ทุกทิศทางตามเส้นทางการค้าปกติซึ่งมีมานานแล้ว
ข. ภาษาเคลื่อนที่ไปโดยคนเจ้าของภาษาไม่จำเป็นต้องอพยพไปด้วย
กรณีภาษาไทยซึ่งง่ายต่อการใช้งาน จึงถูกยอมรับเป็นภาษากลางทางการค้าของดินแดนภายใน ดังนั้น ภาษาไทยเคลื่อนไหวทุกทิศทางตามเส้นทางการค้านั้น โดยคน ไท-ไต ไม่จำเป็นต้องไปด้วย หรือจะไปด้วยก็ได้ แต่ไม่เคยมีการอพยพครั้งใหญ่
ค. พุทธศตวรรษ 18 คือ หลัง พ.ศ.1700 ลุ่มน้ำเจ้าพระยารับเถรวาทแบบลังกาอย่างมั่นคงมาก่อนนานแล้ว จากนั้นชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย (ด้วยเหตุผลที่ยังไม่พบหลักฐาน) ซึ่งคำว่าไทยกลายจากบาลีเถรวาทว่า เทยฺย (อ่าน เทย-ยะ)
อาจกล่าวได้ในขณะนี้ว่า ศาสนาพุทธ, เถรวาท, แบบลังกา, ภาษาบาลี, นับถือรามเกียรติ์ ฯลฯ เป็นวัฒนธรรมหล่อหลอมชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ต้นคิดคนไทยมาจากเมืองจีน
นักค้นคว้าชาวตะวันตก (เจ้าอาณานิคม) เป็นต้นคิดเรื่องคนไทยมีถิ่นกำเนิดในเมืองจีน
ต่อมาถูกจีนรุกรานขับไล่คนไทยต้องอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนลงไปตั้งถิ่นฐานใหม่ สถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก
จากนั้นปัญญาชนสยามและชนชั้นนำสยามเชื่อตามทุกอย่าง ในที่สุดกลายเป็นแนวคิด “อัลไต-น่านเจ้า” ซึ่งมีในงานรวบรวมของกาญจนี ละอองศรี (อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) จะสรุปย่อมาไว้ดังนี้
1. วิลเลียม คลิฟตัน ด็อดด์ (William Clifton Dodd) หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน เป็นต้นคิดถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต ในงานเขียนเรื่อง THE TAI RACE : THE ELDER BROTHER OF THE CHINESE เมื่อปี พ.ศ.2452
เขียนระหว่างปฏิบัติงานเผยแผ่คริสต์ศาสนาแก่คนไทยในประเทศไทย พม่า และจีน
โดยเฉพาะในประเทศไทย หมอด็อดด์อยู่ประจำที่จังหวัดเชียงรายประมาณ 32 ปี (พ.ศ.2429-2461) ระหว่างนั้นได้เดินทางไปสำรวจความเป็นอยู่ของชาติต่างๆ ในดินแดนใกล้เคียง พร้อมทั้งเผยแผ่ศาสนาด้วย โดยเริ่มจากเชียงรายผ่านเชียงตุง สิบสองปันนา ยูนนาน ไปถึงฝั่งทะเลที่กวางตุ้ง
หมอด็อดด์เขียนไว้ว่าไทยเป็นเชื้อสายมองโกล และเป็นชาติเก่าแก่กว่าฮีบรูและจีนเสียอีก คนไทยถูกเรียกว่าอ้ายลาว หรือต้ามุง และเป็นเจ้าของถิ่นเดิมของจีนมาก่อนจีนตั้งแต่ 2200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ฉะนั้น จึงถือเป็นพี่อ้ายของจีน ต่อมาค่อยๆ อพยพครั้งใหญ่นับตั้งแต่แรกเริ่มในคริสต์ศักราชที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช คือจากตอนกลางของจีน มาสู่ตอนใต้ จากตอนใต้เข้าสู่อินโดจีน
2. ขุนวิจิตรมาตรา (รองอำมาตย์โท สง่า กาญจนาคพันธุ์) นักวิชาการไทยคนสำคัญที่เป็นผู้สืบต่อความคิดของหมอด็อดด์ ในงานเรื่องหลักไทย ซึ่งเป็นหนังสือแต่งทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับพระราชทานรางวัลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ กับประกาศนียบัตรวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ.2471
เหตุผลของความเชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ที่เทือกเขาอัลไตที่ปรากฏในหลักไทย ก็เพราะคำว่าอัลไตมีคำว่าไต
ในหลักไทย สรุปไว้ว่าแหล่งเดิมของคนไทยอยู่บริเวณภูเขาอัลไต ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพวกมองโกลด้วยกัน ภายหลังได้แยกมาตั้งภูมิลำเนาใหญ่โตในระหว่างลุ่มแม่น้ำเหลืองและและแม่น้ำแยงซีเกียง เรียกว่าอาณาจักรอ้ายลาว มีนครลุง นครปา และนครเงี้ยว เป็นราชธานี
เมื่อจีนอพยพมาจากทะเลสาบแคสเปียนก็ได้พบไทยเป็นชาติยิ่งใหญ่แล้ว
ในราวปี พ.ศ.300 ก่อนพุทธศักราช ไทยเริ่มถูกจีนรุกรานจนต้องถอยร่นลงมาทางใต้ จวบจนประมาณ พ.ศ.1100 ได้ก่อตั้งอาณาจักรน่านเจ้าขึ้นที่ยูนนาน
อาณาจักรน่านเจ้าในสมัยพระเจ้าพีล่อโก๊ะ สามารถขยายอาณาเขตเข้ามาถึงแคว้นสิบสองจุไท หลวงพระบาง เละบริเวณภาคเหนือไทย ได้ก่อตั้งอาณาจักรโยนกในบริเวณสุวรรณภูมิ ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของพวกละว้า เขมร และมอญมาก่อน
พ.ศ.1300 พงศาวดารจีนระบุว่าอาณาจักรน่านเจ้าได้แยกตนเองเป็นแคว้นต่างๆ คือ โกสัมพี (แสนหวี) จุฬนี (ตังเกี๋ย) ไพศาลี หรือ มณีปุระ (อัสสัม) และโยนกเชียงแสน จวบจน พ.ศ.1778 พระเจ้ากุบไลข่านเข้าโจมตีน่านเจ้าแตก คนไทยที่น่านเจ้าอพยพลงมาสมทบกับพวกแรกบริเวณสุวรรณภูมิ

แผนที่แสดงเทือกเขาอัลไตอยู่เหนือโซเมียขึ้นไปอีกไกลถึงมองโกเลีย ส่วนทางใต้ของจีนเป็นบริเวณโซเมียหรือที่สูงแห่งเอเชีย และพื้นที่โดยรวมอันเป็นหลักแหล่งของคนพื้นเมือง “ไม่จีนไม่ฮั่น” ซึ่งไท-ไต รวมอยู่ด้วย แต่ไม่เรียกตนเองว่าคนไทย
อัลไตมีปัญหาตั้งแต่แรก
นักวิชาการไทยทั้งหลายนำปัญหานี้ไปพิจารณา เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ซึ่งทรงเป็นกรรมการในการพิจารณาหนังสือหลักไทย ทรงมีความเห็นว่าข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับอัลไตของขุนวิจิตรมาตรายังมีปัญหาต่อความเชื่อถืออย่างมาก
ต่อมาคนไทยจากอัลไต ได้บรรจุลงในตำราเรียนประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งถึง พ.ศ.2521 จึงยกเลิก (แต่ตำราหลายเล่มยังไม่เลิก)
แม้ว่าความเห็นเรื่องอัลไตจะเป็นปัญหาในทรรศนะของนักประวัติศาสตร์ชั้นสูง แต่หลักไทยก็ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านสูงมาก มียอดจำนวนพิมพ์ถึง 7 ครั้ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2471-2518
จากปรากฏการณ์เช่นนี้ ในที่สุดความเชื่อว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไตค่อยๆ ฝังลึกลงในความรู้เกี่ยวกับอดีตของคนไทยมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน และความคิดนี้ยังมี นักประวัติศาสตร์รุ่นต่อๆ มานำไปอ้างอิงในงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องอดีตของคนไทยเสมอ เช่น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เจ้าชีวิต พิมพ์เมื่อปี 2502
[จากหนังสือ ถิ่นกำเนิดของคนไทย ของ ผศ.กาญจนี ละอองศรี สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2528 หน้า 16-18] •
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
