
‘เทศ’ หมายถึง ต่างประเทศ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา วรรณคดีสมัยสุโขทัย เรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ตอนหนึ่งเล่าถึงพระญาศรีธรรมาโศกราชผู้มีบุญญาธิการว่า
“แลฝูงนาคราชทั้งหลายเอาผ้าอันงามดั่งดอกชาติบุตรอันบริสุทธิ์บ่มิได้ระคนด้วยด้ายไทย แล้วด้วยไหมเทศวิเศษดั่งผ้าทิพย์ เอามาถวายให้ห่มแลแต่งรองพระองค์”
คำว่า ‘ไหมเทศ’ ในที่นี้มีความหมายตรงตามตัวอักษรว่า ไหมที่มาจากต่างประเทศ นั่นเอง
อีกตอนหนึ่งพรรณนาถึงฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการที่ฉายจากวรกายของพระพุทธองค์ รัศมีสีแดงสดนั้นเปรียบกับสีดอกชบา รัศมีสีแดงอ่อนเปรียบกับสีดอกชบาเทศ แสดงว่ามีทั้งดอกชบาของไทย และดอกชบาที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งมีสีแดงต่างๆ กันไป
“แลว่าพระรัศมีอันหนึ่ง มีพรรณแดงดั่งแสงน้ำครั่งแลชาติหิงคุละแลดอกชะบา ดั่งดอกสีทับทิม…………………………….แลพระรัศมีอันหนึ่งแดงอ่อนแลงามดั่งดอกอโนชา แลดอกชะบาเทศแลดอกเทียนไทยแลดอกทองฟ้า อันออกแสงดั่งทองแดงอันท่านขัด”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
มาถึงสมัยอยุธยา “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” กล่าวถึงลูกค้าที่เป็น ‘แขกเทศ’ เอาไว้ในตอน ‘ว่าด้วยที่ค้าขายนอกกรุง’
“แลแถวนั้นมีแพลอยพวกลูกค้าไทยจีนแขกเทศแขกจาม นั่งร้านแพฃายสรรพสิ่งของต่างๆ กันทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ทั้งยังกล่าวถึงสินค้าที่ขายในตลาดสมัยนั้นว่า
“กระจับปิ้งพริกเทศขุนเพ็ด สายสะอิ้ง มีร้านฃายเครื่องเทศเครื่องไทยครบสรรพคุณยาทุกสิ่งชื่อตลาดป่ายา ๑” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
นอกจากนี้ ถัดจากพระคลังศุภรัตน์ที่ไว้สบงจีวรผ้าไตร ยังกล่าวถึง
“มีพระคลังพิมานอากาษไว้กระจกเทศพรมเทศเครื่องแก้วมาเทศกะหลาป๋า” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ยิ่งไปกว่านั้นยังกล่าวถึงตำแหน่งยศพระราชาคณะฐานานุกรม ดังนี้
“เจ้าคณะเหนือฝ่ายซ้ายนั้น สมเด็จพระอริยวงศ์สังฆราชาธิบดีมีเครื่องยศตาลปัดแฉกพื้นตาดเทศสีทองยอดเปนรูปหน้าพรหม ๑”
(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ในกาพย์ห่อโคลง “นิราศธารโศก” เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ทรงพรรณนาถึงผ้าชมพูที่มาจากต่างประเทศว่า
“๏ หงอนไก่คิดเหนือเศษ ชมพูเทศมีขลิบรอย
หน้าทองก่องสายสร้อย ห่มย่างเยื้องชำเลืองแล ฯ”
“๏ หงอนไก่คะนึงผ้าก่ำ สาวสร้อย
ชมพูเทศมีขลิบช้อย กลิ่นเฝื้อง
หน้าทองน้องห่มรอย รางร่าง
เดิรสำอางย่างเยื้อง แช่มช้าเหลือบแล ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
จากสมัยอยุธยามาถึงสมัยธนบุรียังพบคำว่า ‘เทศ’ ใน “โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี” ดังที่นายสวนมหาดเล็ก บรรยายว่าพระองค์ทรงชุบเลี้ยงบรรดาชาวต่างประเทศไว้ในพระราชสำนัก
“๏ แขกชวาวรเทศทั้ง มลายู
จีนฝรั่งลันดาดู ดาษเฝ้า
ลาวมอญย่อมถนอมชู วรบาท พระนา
พระกรุญเหนือเกล้า กล่อมเกลี้ยงควรฐาน ฯ”
สมัยรัตนโกสินทร์ คำว่า ‘เทศ’ พบอยู่ทั่วไปในวรรณคดีสมัยนี้ เช่น เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” มีอยู่เป็นระยะๆ อาทิ เมืองเทศ ม้าเทศ
“ด้วยหลวงศรีวรข่านไปซื้อม้า ถึงเมืองเทศยังช้าหามาไม่
ต้องรออยู่จนฤดูลมแล่นใบ เรือที่ไปเมืองเทศจึงกลับมา
หลวงศรีได้ม้ามามอบให้ ทั้งม้าเทศม้าไทยหกสิบห้า”
ในบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” รัชกาลที่ 2 ทรงใช้คำว่า ‘เทศ’ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น “พระโฉมยงทรงเก็บกุหลาบเทศ” “ฉลององค์โหมดเทศทองอร่าม” “สไบปักทองเทศพื้นขาว” “เจียระบาดอย่างเทศทองแล่ง” “ลูบไล้น้ำดอกไม้เทศทา” ฯลฯ
โดยเฉพาะคำว่า ‘น้ำดอกไม้เทศ’ มีใช้อย่างแพร่หลาย มิใช่เพิ่งจะมีใช้สมัยรัตนโกสินทร์ แต่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ดังจะเห็นได้จากกาพย์ห่อโคลง “นิราศธารโศก” มีข้อความว่า
“๏ ต้นน้ำดอกไม้เทศ กลิ่นวิเศษนึกเหมือนน้ำ
ดอกไม้ย้อมดอกคำ ร่ำชมภูดูห่มงาม ฯ
๏ น้ำดอกไม้เทศแท้ เปรียบปาน
น้ำกลิ่นเมืองเทศปาน กลิ่นเกล้า
สมรอดดอกคำจาน ขันคู่
รื่นร่ำชมภูผ้า ห่มเจ้าหอมงาม ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ในที่นี้ใช้ ‘น้ำดอกไม้เทศ’ อบผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำเพื่อให้ผ้ามีสีชมพูสวยและหอมกรุ่น
บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” เล่าถึงตอนที่อิเหนาไปร่วมงานพระเมรุเมืองหมันหยา เกิดรักแรกพบหลงใหลนางจินตะหรา เตรียมตัวจะเข้าเฝ้าท้าวหมันหยาเพื่อสู่ขอนาง รัชกาลที่ 2 ทรงพรรณนาว่า อิเหนาอาบน้ำชำระกายด้วย ‘น้ำดอกไม้เทศ’
“๏ ไขสหัสธาราวาริน น้ำดอกไม้เทศประทิ่นกลิ่นส่ง
พนักงานเชิญพานภูษาทรง พระผลัดชุบสรงทรงสำอาง”
‘น้ำดอกไม้เทศ’ นี้นิยมใช้กันทั่วถึง มิได้จำกัดเฉพาะตัวละครระดับกษัตริย์อย่างอิเหนา แม้ตัวละครลูกสาวขุนนาง เช่น นางหวันยิหวา หลังอาบน้ำเสร็จก็บรรจงใส่สารพัดเครื่องหอม
“๏ ทาแป้งแต่งกายอายอบ จันทน์ปรุงฟุ้งตระหลบกลิ่นบุหงา
ลูบไล้น้ำดอกไม้เทศทา ส่องกระจกผัดหน้านวลผจง”
จะสมัยไหนก็ใช้กันทั้งนั้น อบผ้า เป็นน้ำอาบ และเป็นน้ำหอมทาเนื้อตัว ‘น้ำดอกไม้เทศ’ คืออะไร ติดตามฉบับหน้า •
จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
