bg-single

มหากาพย์ปราบ ‘คางคก’ (1)

12.06.2025

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

มหากาพย์ปราบ ‘คางคก’ (1)

ในระหว่างที่ผมกำลังเลื่อนหน้าฟีดเฟซบุ๊กด้วยความเร็วนิ้วที่ว่องไวราวกับกำลังแข่งปัดติ๊กต็อกกับเด็กเจนอัลฟาที่ดูคลิปได้สามเรื่องในเจ็ดวินาที จู่ๆ สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับ “ภาพประทับใจ” ของเพื่อนคนหนึ่ง

ภาพนั้นมิใช่ทิวทัศน์ปลายฟ้า หรือบิกินี่ริมหาด แต่เป็นรองเท้าคู่หนึ่งที่วางระเกะระกะอยู่หน้าบ้าน

ใช่ครับ มันเป็นภาพรองเท้า แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจ ไม่ใช่แบรนด์หรือดีไซน์ แต่เป็น “อาคันตุกะไม่ได้รับเชิญ” ที่นอนซุกตัวหลับอุตุอยู่ด้านใน

อาคันตุกะที่ว่า คือ คางคกตัวน้อย ผิวตะปุ่มตะป่ำ หน้าตาไม่สนใจใคร นอนแน่นิ่งราวกับว่ารองเท้าคู่นั้นคือ AirBNB แบบ Full Option แถมดูเหมือนจะไม่ได้มาเดี่ยว เพราะจากมุมกล้อง ดูเผินๆ เหมือนมีข้างละตัว แต่เพื่อนผมเขียนบรรยายไว้ว่า “เคาะออกมาเจอสาม”…

เล่นเอาเพื่อนผมถึงกับต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า รองเท้าของเขามีเสน่ห์ดึงดูดใจอะไรขนาดนั้นกับคางคก

บางทีอาจจะเพราะมันเย็น สบาย หลบแดดได้ หลบฝนได้ และแน่นอนว่าหลบภัยได้ รองเท้าในวันว่างเลยกลายเป็นห้องพักชั้นดีของน้องคางคกน้อยโดยไม่รู้ตัว

แต่ก็มีบางคนที่สงสัยไปไกลกว่านั้น…หรือว่าในรองเท้ามีกลิ่นอะไรบางอย่างที่ “ยั่วยวน” น้องคางคก ถึงขั้นทำให้น้องลุ่มหลงจนต้องพุ่งเข้าไปอยู่ข้างใน?

ถ้าให้เดา กลิ่นที่ว่าต้องเป็นกลิ่นฟีโรโมนที่ “ดึงดูดเพศตรงข้าม” อย่างแน่นอน และถ้ามีกลิ่นแบบนั้นจริง จะเป็นอะไรที่ฟังดูน่าตื่นเต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของประเทศออสเตรเลีย-ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องการเผชิญหน้ากับสัตว์รุกรานพิลึกพิลั่นสารพัด

เรื่องมันเริ่มจากอุตสาหกรรมน้ำตาลในศตวรรษที่ 19 เมื่อกัปตันหลุยส์ โฮป (Captain Louis Hope) เริ่มปลูกอ้อยในอ่าวโมเรตัน (Moreton Bay) และเปิดโรงงานน้ำตาลแห่งแรกในออสเตรเลียในปี 1864

หลังจากนั้น อุตสาหกรรมน้ำตาลในออสเตรเลียก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาก็คือผลผลิตที่ได้ ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจมากนัก ทั้งด้วยสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเหมาะสม อีกทั้งยังมีศัตรูพืชพื้นถิ่นอย่างด้วงอ้อย (Cane beetle) มารบกวน ด้วงพวกนี้ในระยะตัวอ่อนตอนอยู่ใต้ดินจะคอยกัดกินรากอ้อย ทำให้ผลผลิตน้ำตาลที่น้อยอยู่แล้วยิ่งตกฮวบลงไปจนน่าตกใจ

จนในที่สุด เกษตรกรก็รวมพลังกันกดดันให้มีการจัดตั้งสถานีวิจัยทดลองอ้อย เพื่อหาทาง “ตอบโต้” ศัตรูพืชพวกนี้

และไอเดียที่โผล่ขึ้นมาบนโต๊ะประชุมก็คือ… “อิมพอร์ตคางคกยักษ์” มาเป็นกองทัพแนวหน้าในการทำลายด้วงอ้อย!!

และแล้ว การล็อบบี้ก็สำเร็จ ปี 1935 คางคกยักษ์ถูกลำเลียงเข้ามาในรัฐควีนส์แลนด์ราวกับฮีโร่ในชุดหนังพญาคันคาก พวกมันได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเกษตรกร และถูกตั้งชื่อว่า “Cane Toad” ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าพวกมันจะช่วยกอบกู้อุตสาหกรรมไร่อ้อยของชาติ

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับแผนการนี้ วอลเทอร์ ฟรอกแกตต์ (Walter Froggatt) นักกีฏเศรษฐศาสตร์ผู้รอบคอบ กลับมองคนละมุม ในวิสัยทัศน์ของเขา การนำเข้าฮีโร่สายเมือกนี้เข้ามาเป็นเรื่องที่ควรต้องระวังเพราะอาจจะส่งผลร้ายมากกว่าดี

เขาเขียนบทความในวารสาร The Australian Naturalist เตือนเกษตรกรชาวออสซี่ว่า “คางคกยักษ์นี้ไม่มีศัตรูธรรมชาติ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า แถมขยันผสมพันธุ์ชนิดไม่มีวันหยุดราชการ…มันอาจจะกลายเป็นมหันตภัยระดับเดียวกับกระต่ายหรือกระบองเพชรก็ได้นะ!”

โชคไม่ดีที่…เขาคิดถูก

เพราะสุดท้าย คางคกที่อิมพอร์ตเข้ามาก็ไม่สามารถทำงานได้ดังที่หวัง พวกมันจับด้วงอ้อยกินแทบไม่ได้ เพราะด้วงตัวเต็มวัยมันบินได้ พอมีคางคกไล่ พวกมันก็บินขึ้นยอดอ้อย เท่านั้นก็รอดแล้ว ส่วนตัวอ่อนก็แอบอยู่ใต้ดิน คางคกที่ทั้งตัวใหญ่และเทอะทะก็เลย “หมดปัญญา” กำจัดศัตรูพืช ทำอะไรก็ไม่ได้ตามที่คาดหวัง

เมื่อไม่มีด้วงอ้อยให้กิน พวกมันก็เบนเป้าหมายไปหาเมนูอื่นๆ ที่หาได้ง่ายในธรรมชาติออสเตรเลีย และกลายเป็น “จอมเขมือบระดับหายนะของระบบนิเวศ” ตัวจริง

โทดซิลลา (2.7 กิโลกรัม) เทียบขนาดกับสุนัขชิวาวา (1.5-3 กิโลกรัม)

ถ้ามองในเชิงวิวัฒนาการ พวกมันประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง บางตัวเติบโตใหญ่ยักษ์จนผู้คนขนานนามให้เป็น “โทดซิลลา (Toadzilla)” (ล้อกับก๊อดซิลลา) ที่หนักถึง 2.7 กิโลกรัม เรียกว่าขนาดเกือบเท่าสุนัขชิวาวาแบบไม่อายฟ้าอายดิน

และที่สำคัญ พวกมันขยายพันธุ์เร็วมาก จากล็อตแรก 100 ตัวที่นำเข้ามาในปี 1935…ตอนนี้เพิ่มจำนวนเป็นมากกว่า 200 ล้านตัวแล้ว

และที่ร้ายกาจที่สุด คือ ผิวหนังของมันมีพิษ

พิษที่ว่านี้ ไม่ได้แค่ป้องกันตัวแบบเล็กๆ น้อยๆ แต่มันฆ่าได้จริง กินมันเข้าไปทีหนึ่ง นักล่าก็สิ้นลมกันเป็นใบไม้ร่วง ยิ่งสัตว์ท้องถิ่นที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับคางคกมีพิษมาก่อน ยิ่งตายง่ายอย่างน่าเศร้า ควอลล์ (Quoll) และโกแอนนา (Goanna) ซึ่งเป็นนักล่าพื้นเมือง เริ่มล้มหายตายจาก แค่ลองชิมคางคกแค่ครั้งเดียว…ก็เป็นมื้อสุดท้ายของชีวิตของพวกมันแล้ว

แต่ข่าวดีคือคางคกไม่ได้ใช้พิษอย่างพร่ำเพรื่อ โดยปกติแล้ว พวกมันเลือกที่จะหนี หรือไม่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อให้นักล่ามองข้ามมันไป หรือไม่ก็พยายามพองตัวให้ดูใหญ่เพื่อข่มขวัญให้ผู้ล่าตกใจมากกว่า

“พวกมันจะเลือกใช้พิษในกรณีสุดท้ายที่เลือกไม่ได้จริงๆ เท่านั้น” เกรกอรี บราวน์ (Gregory Brown) จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ (University of Sydney) กล่าว “เพราะการผลิตพิษเป็นกระบวนการที่เปลืองพลังงานสุดสุด มันทำให้พวกมันโตช้าลง ใช้ชีวิตลำบากขึ้น และลดความสามารถในการอยู่รอดของตัวเองในระยะยาว”

“ถ้ามองในแง่วิวัฒนาการ การใช้พิษจะทำให้ฟิตเนสของมันลดลง” เกรกอรีและทีมสรุปในเปเปอร์ของเขาที่ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาในวารสาร Proceedings of the Royal Society B ในปี 2019

ดังนั้น นักวิจัยจึงตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าเราทำให้คางคกต้องใช้พิษบ่อยๆ จนสร้างพิษไม่ทัน อาจเป็นหนึ่งในหนทางในการควบคุมพวกมัน

แนวทางหนึ่งก็คือ เพิ่มจำนวนผู้ล่าในธรรมชาติให้มากพอจนคางคกจำต้องยอมปล่อยพิษออกมาเรื่อยๆ เอาให้อ่อนแรง…และแพ้ภัยตัวเองไปเอง

แต่นักวิจัยอีกกลุ่มกลับมองว่าวิธีนั้นอาจจะคุมได้ยาก พวกเขาจึงเสนอให้ใช้การแก้ไขพันธุกรรมอย่าง CRISPR/Cas9 เพื่อแก้ไขให้พวกมันมี “พิษอ่อนลง” ให้ผู้ล่าที่กินเข้าไปไม่ถึงตาย แค่ทรมาน

แม้ว่าอาจจะไม่ได้ช่วยลดจำนวนคางคกลงไปได้มากนัก แต่ถ้าคางคกพิษอ่อนสามารถเตือนให้เข็ดหลาบ และจดจำได้ว่า “เหยื่อหน้าตาแบบนี้แสลงปากและควรเลี่ยง” ก็อาจจะช่วยชีวิตพวกสัตว์นักล่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสัตว์ประจำถิ่นใกล้สูญพันธุ์อย่างควอลล์ได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยี CRISPR กับคางคกนั้น ยังไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการในการแก้ไขยีนในคางคกและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอื่นๆ ก็ยังไม่ได้ได้ผลชัดเจนขนาดนั้น

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา ก็มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการแก้ไขยีนในคางคกโพสต์เป็น preprint ใน bioRxiv

ในงานนี้ ไมเคิล คลาร์ก (Michael Clark) และมาเซียจ มาเซลโก (Maciej Maselko) จากมหาวิทยาลัยแม็กเควรี (Macquarie University) เลือกที่จะแก้ไขและปรับแต่งยีนไทโรซิเนส (Tyrosinase) เพื่อสร้างคางคกเผือก (albino) ขึ้นมา

และพวกเขาก็ทำได้สำเร็จจริงๆ คางคกเผือกตัวนี้ นับเป็นก้าวแรกของการทดลองเปลี่ยนแปลงลักษณะของคางคกโดยการแก้ไขยีนแบบจริงจัง แม้ตอนนี้จะยังไม่มี “คางคกพิษอ่อน” สำเร็จรูปไว้ใช้เทรนหรือเพื่อเซฟนักล่าจริงๆ ทว่า แนวทางการใช้ CRISPR/Cas9 เพื่อออกแบบวิธีจัดการคางคกยักษ์นั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นมาบ้างแล้ว…

ชัดเจนว่าสงครามลับระหว่างมนุษย์กับคางคกนั้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”