bg-single

‘ทะเลไร้ลม’ แกรนด์ไลน์ในโลกความจริง ที่ไม่เหมือนกับในวันพีซ

15.06.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ใครที่เป็นแฟนของมังงะเรื่องดังอย่าง วันพีซ (One Piece) คงจะรู้จักกับอะไรที่เรียกว่า “แกรนด์ไลน์” (Grand Line) เป็นอย่างดี

แต่ผู้ที่ไม่ได้ติดตามวันพีซ ก็คงจะไม่รู้แน่ว่าอะไรคือ “แกรนด์ไลน์” ดังนั้น ผมจึงต้องปูพื้นฐานถึงโลกในวันพีซเสียก่อน เพื่อจะได้เข้าใจถึงเรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังกันในที่นี้นะครับ

โลก (ซึ่งในวันพีซก็หมายถึง ดาวเคราะห์กลมๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเหมือนโลกของเราจริงๆ) ในวันพีซนั้นถูกเรียกว่า “โลกสีน้ำเงิน” (Blue Planet) ซึ่งเป็นดวงดาวที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก จึงเต็มไปด้วยทะเลสมุทรมากกว่าส่วนที่เป็นผืนดิน

โดยทะเลในโลกสีน้ำเงินแห่งนั้น จะแบ่งออกเป็น 4 ทะเลหลักคือ อีสต์บลู, เวสต์บลู, นอร์ธบลู และเซาธ์บลู

นอกจากนี้ยังมีทะเลพิเศษ ซึ่งก็คือ แกรนด์ไลน์ นี่แหละ โดยเป็นเส้นทางเดินเรือรอบโลก จากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก

และยังมี เรดไลน์ อันเป็นเทือกเขาสูงที่กั้นทะเลเป็นแนววงแหวนรอบโลกจากทิศเหนือไปยังทิศใต้อีกด้วยต่างหาก

ภายในแกรนด์ไลน์นั้น เป็นเส้นทางเดียวที่จะเดินเรือรอบโลกสีน้ำเงินในวันพีซได้ จึงกลายเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับเดินทางและการค้าต่างๆ

แต่ภายในแกรนด์ไลน์นั้นกลับเป็นที่อันตราย เพราะนอกจากจะมีสภาพอากาศไม่แน่นอนกับกระแสน้ำที่รุนแรง และสุดแสนจะผันผวนแล้ว ยังไม่สามารถใช้เข็มทิศปกติโดยทั่วไปได้อีก (เข็มทิศที่ใช้นอกแกรนด์ไลน์นั้น ก็เหมือนเข็มทิศในโลกของความเป็นจริงนั่นแหละ) ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษสำหรับบอกทิศทางที่เรียกว่า ล็อกโพส (Log Pose)

แต่ถึงจะเป็นสถานที่อันตรายขนาดนี้แล้ว บรรดาโจรสลัดทั้งหลายในโลกของวันพีซ ต่างก็อยากจะเข้าไปพิชิตแกรนด์ไลน์ให้ได้กันทั้งนั้นเลยนะครับ

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ทางด้านข้างของแกรนด์ไลน์นั้น ยังมีอะไรที่เรียกว่า “คาล์มเบลต์” (Calm Belt) อันเป็น “ทะเลไร้ลม” ขนาบอยู่ทั้ง 2 ข้าง จึงทำให้ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ เพราะเมื่อไม่มีลม เรือก็แล่นไปไหนไม่ได้

ดังนั้น การจะเข้าไปในแกรนด์ไลน์จึงต้องใช้จุดตัดระหว่างเรดไลน์กับแกรนด์ไลน์เพื่อที่จะเข้าไปสู่ในน่านน้ำนั้นได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า เรดไลน์นั้นเป็นเทือกเขาสูงชัน การที่จะเข้าไปสู่แกรนด์ไลน์นั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในจินตนาการของ อ.เออิจิโร โอดะ ผู้รังสรรค์โลกในวันพีซขึ้นมา ในโลกของความเป็นจริงบน “ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน” ของพวกเรานั้น ก็ไม่ได้มีอะไรอย่าง “แกรนด์ไลน์” อยู่แน่ ถึงแม้จะเห็นได้อย่างไม่ยากเย็นว่า ที่มาของอะไรที่เรียกว่าแกรนด์ไลน์ในโลกของวันพีซนั้นก็คือ “เส้นศูนย์สูตร” อันเป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกเรา ที่พาดทับแนวแกนทิศ “ตะวันออก-ตะวันตก” นั่นแหละ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว “เส้นศูนย์สูตร” ในดาวเคราะห์สีน้ำเงินของพวกเรานั้น ก็เดินเรือได้ยากเช่นเดียวกับแกรนด์ไลน์ในโลกของวันพีซนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้มีสภาพอากาศและกระแสน้ำที่โกลาหลเหมือนในโลกสมมุติอย่างวันพีซ

เพราะในโลกของพวกเรานั้น มันเป็น “ทะเลไร้ลม” เช่นเดียวกับ “คาล์มเบลต์” ที่ขนาบข้างแกรนด์ไลน์ในโลกของวันพีซ จนทำเรือต่างๆ ไม่สามารถเข้าไปในแกรนด์ไลน์ได้โดยง่ายต่างหาก

การเกิดขึ้นของทะเลไร้ลม ในแถบเส้นศูนย์สูตรนี้ เป็นผลมาจากทิศทางกระแสลมของโลก ที่ลมจากซีกโลกเหนือพัดลงล่าง และลมจากซีกโลกใต้พัดขึ้นบน (เฉียงจากตะวันออกไปตะวันตก ตามการหมุนของโลก) มาพบกันที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรพอดี โดยเมื่อลมต่างทิศมาเจอชนกัน ทำให้หักล้างกันและทำให้บริเวณแถบนี้กลายเป็นพื้นที่ไร้ลมนั่นเอง

โดยเฉลี่ยแล้ว พื้นที่บริเวณที่เป็น “ทะเลไร้ลม” นี้ จะตั้งอยู่ในช่วงระหว่างเส้นรุ้ง (คือ ละติจูด) ที่ 5 องศาเหนือและใต้ ที่กระหนาบเส้นศูนย์สูตรอยู่ ในโลกภาษาอังกฤษยุคปัจจุบันเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า “Intertropical Convergence Zone”

แต่กะลาสีเรือของโลกตะวันตกในโลกยุคก่อนสมัยใหม่จะเรียกว่า เขต “โดลดรัม” (doldrum)

รากศัพท์ของคำว่า “doldrum” นี้ มีความหมายถึงความรู้สึก “หดหู่” และ “เฉื่อยชา” ซึ่งก็คงจะหมายถึงอาการที่เกิดขึ้นจากการที่เรือสงบนิ่งอยู่กับที่ เพราะไม่มีลมหนุนส่ง เรือในยุคที่ยังอาศัยพลังลมหนุนใบเรือก็เลยแล่นไปไหนไม่ได้ ซึ่งก็มักจะทำให้ติดกับที่อยู่เป็นเวลานั่นเอง

เราอาจจะลองเข้าถึงความรู้สึกดังกล่าวได้จากในบทกวีเรื่อง “กวีนิพนธ์ของกะลาสีเฒ่า” (The Rime of the Ancient Mariner) ที่ประพันธ์ขึ้นโดย ซามูเอล เทย์เลอร์ โคลริดจ์ (Samuel Taylor Coleridge) กวี ควบตำแหน่งนักปรัชญาชาวอังกฤษ ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างเรือน พ.ศ.2315-2377 ตรงกับช่วงกรุงธนบุรีถึงต้นกรุงเทพฯ ของสยาม ที่ได้พรรณนาถึงความรู้สึกของนักเดินเรือที่เข้าไปในเขตโดลดรัม ซึ่งนักแปลฝีมือฉกาจอย่าง คุณสดใส ขันติวรพงศ์ ได้ถ่ายถอดออกเป็นภาษาไทยเอาไว้ว่า

“วันแล้ววันเล่า

เราติดอยู่ในเขตสงัดลม ไร้การเคลื่อนไหว

เรือลอยนิ่งเหมือนเรือวาด บนผืนผ้าในมหาสมุทร

น้ำ น้ำ กว้างไกลไปสุดตา ยิ่งพาเราอ่อนใจ

น้ำมีอยู่ทั่วไป แต่ไหนเลยได้ดื่มกิน?”

ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับ ที่บันทึกการเดินเรือในโลกโบราณ อย่าง Periplus Maris Erythraei (Periplus of The Erythrean Sea คือบันทึกการเดินเรือในทะเลเอรีเธรียน ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ทะเลแดง” แต่ทะเลแดงในความหมายของกรีกยุคโน้น ได้หมายรวมถึงอ่าวเปอร์เซีย และมหาสมุทรอินเดียเอาไว้ด้วย) ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักเดินเรือชาวกรีกเลือดผสมอียิปต์ ในช่วงราว พ.ศ.600 ได้อ้างว่า ชาวโรมันเชื้อสายกรีกคนหนึ่งชื่อ ฮิบปาลุส (Hippalus) ได้ค้นพบกระแสลมมรสุมที่พัดตรงไปมาระหว่างทะเลแดงกับชมพูทวีป ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน ลมมรสุมที่ว่าภายหลังเรียกชื่อว่า “ลมมรสุมฮิบปาลุส” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ

แต่หลังจากที่ชาวตะวันตกแล่นเรือตัดข้ามสมุทร จากทะเลแดงมาจนถึงดินแดนทางตอนปลายล่างสุดของอินเดีย คือเมืองราเมศวรัม แล้วจะต้องเปลี่ยนมาใช้เรือท้องถิ่น แล้วค่อยเลาะเลียบชายฝั่งของอ่าวเบงกอลไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าสู่อุษาคเนย์และจีนตามลำดับ โดยไม่ได้เดินเรือตัดข้ามสมุทร เหมือนอย่างตอนออกจากทะเลแดงแล้วเดินเรือตัดข้ามอ่าวเปอร์เซียด้วยลมฮิปปาลุสเข้าสู่อินเดียเลยสักนิด

แถมวิธีการเดินเรือเลียบชายฝั่งของอ่าวเบงกอลอย่างนี้ ยังคงใช้มาจนถึง พ.ศ.1000 หย่อนๆ เป็นอย่างเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเป็น “ทะเลไร้ลม” ในเขตโดลดรัม ที่คาบเกี่ยวอยู่กับพื้นที่อุษาคเนย์ ก็เป็นข้อจำกัดที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเดินเรือในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ด้านปลายของแหลมมลายู ซึ่งก็ยังผลให้เกิดเมืองท่าชายฝั่งที่ติดต่อกับการเดินเรือเลียบชายฝั่งที่ว่า จนทำให้เกิดรัฐต่างๆ ในอุษาคเนย์ อาณาจักรของพวกมอญทางตอนใต้ของเมียนมา ทวารวดี ศรีวิชัย ฟูนัน และรวมไปถึงจามปานั่นแหละ

ความพยายามการค้นหาลมมรสุมเพื่อตัดข้ามคาบสมุทรเบงกอลมายังอุษาคเนย์ คงจะประสบผลสำเร็จในช่วงหลัง พ.ศ.1000 ลงมาแล้ว

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ผมค้นได้เกี่ยวกับการเดินเรือตัดข้ามคาบสมุทรในอ่าวเบงกอล อยู่ในบันทึกของหลวงจีนอี้จิง โดยเมื่อ พ.ศ.1216 อี้จิงจึงได้เดินทางต่อไปยังชมพูทวีป คืออินเดีย ระหว่างทางท่านได้บันทึกว่าได้แวะพักที่ “เกาะคนเปลือย” ซึ่งก็คือหมู่เกาะนิโคบาร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่กลางอ่าวเบงกอล ก่อนจะมุ่งตรงไปยังเมืองตามรลิปติ (อ่านว่า ตาม-ระ-ลิ-ปะ-ติ) อันเป็นเมืองท่าสำคัญที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา ในประเทศอินเดีย

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เรือของหลวงจีนรูปนี้ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินเลียบชายฝั่งเหมือนยุคก่อนหน้า แต่ได้เดินตัดข้ามข้ามสมุทร โดยมีหมู่เกาะนิโคบาร์ เป็นจุดแวะพักเติมน้ำท่า และเสบียง แหล่งสำคัญ

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการค้นพบลมมรสุมที่ใช้สำหรับการเดินเรือตัดข้ามคาบสมุทรในอ่าวเบงกอลเมื่อไหร่แน่ แต่เทคโนโลยีการเดินเรือตัดข้ามคาบสมุทรนี้ สัมพันธ์อยู่กับช่วงเวลาที่ศาสนาและวัฒนธรรมจากชมพูทวีปแพร่กระจายเข้ามาในอุษาคเนย์ในช่วงหลัง พ.ศ.1000 ไม่ต่างไปจากที่เทคโนโลยีและสินค้าต่างๆ จากโลกตะวันตกได้แพร่หลายเข้ามาในอินเดียมากขึ้นหลังพบลมมรสุมฮิปปาลุสในช่วงหลัง พ.ศ.600

อย่างไรก็ตาม การเดินทางตัดคาบสมุทรเบงกอลที่ว่านี้ก็ยังเป็นการเดินทางแถบช่องรุ้ง 10 องศาเหนือ (พื้นที่ทางตอนใต้สุดของประเทศไทยปัจจุบันตรงกับเส้นรุ้งที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ) ส่วนการเดินเรือลงไปทางตอนใต้ของภูมิภาคอุษาคเนย์ เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายของแหลมมลายู และโดยเฉพาะพื้นที่ส่วนหมู่เกาะต่างๆ ก็ยังคงต้องผ่าน “ทะเลไร้ลม” ในเขตโดลดรัมอยู่นั่นเอง

แถมเขตทะลไร้ลมที่ว่านี้ยังมีขอบเขตที่ไม่ตายตัว ในบางฤดูกาลอาจขยับไปที่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 3 องศาเหนือและใต้ ในขณะที่เมื่อถึงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทะเลไร้ลมจะขยายไปถึงพื้นที่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 8 องศาเหนือและใต้ คือคาบเกี่ยวไปถึงบริเวณชายฝั่งทางภาคเหนือของเกาะชวาเลยทีเดียว

ถ้าจะนับว่า “ทะเลไร้ลม” เป็นแกรนด์ไลน์แห่งดาวเคราะห์สีฟ้าของพวกเราแล้ว ภูมิภาคอุษาคเนย์ของเราก็คาบเกี่ยวอยู่ในพื้นที่แกรนด์ไลน์ที่ไร้ลมมรสุม ที่สุดแสนอันตรายแห่งนั้นด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’