การกลับมาของ ‘พัลป์’ ‘บริตป๊อป’ ที่น่ารังเกียจ และ ‘ชนชั้นแรงงาน’ ที่หายไป
| คนมองหนัง
ต้นเดือนมิถุนายนนี้ “พัลพ์” (Pulp) หนึ่งในวงดนตรีที่โดดเด่นช่วงกลางทศวรรษ 1990 ของสหราชอาณาจักร เพิ่งกลับมาออกผลงานใหม่ล่าสุด โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า “มอร์” (More) เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี
นี่จึงเป็นโอกาสที่ฟรอนต์แมน นักร้องนำ และนักแต่งเพลงหลักของวงอย่าง “จาร์วิส ค็อกเกอร์” ได้ออกตระเวนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอีกครั้ง
ต่อไปนี้ คือตัวอย่างบทสนทนาคมคายน่าสนใจที่ค็อกเกอร์มีกับสื่อต่างประเทศบางสำนัก ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา
: ฤดูร้อนนี้เหมือนจะเป็นยุคเรอเนซองส์ของวัฒนธรรมดนตรี “บริตป๊อป” เมื่อพวกคุณ (พัลป์), โอเอซิส, ซูเปอร์กราสส์, สเวด และศิลปินรุ่นเดียวกันอีกจำนวนหนึ่ง พากันออกผลงานใหม่พร้อมๆ กัน คุณคิดว่าเป็นเพราะเหตุใดอารมณ์โหยหาช่วงเวลานั้นจึงย้อนกลับมาอีกหน?
จาร์วิส : ผมเกลียดคำว่า “บริตป๊อป” ตลอดมา ผมไม่เคยอยากเชื่อมโยงตัวเองกับคำคำนี้เลย ยุคสมัยนั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น ซึ่งวงดนตรีอินดี้จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาสร้างกระแสความนิยมในวงการเพลงกระแสหลักได้สำเร็จ ก่อนที่จะมีคนมาแปะป้ายให้มันเป็น “ยุคบริตป๊อป”
ผมเคยมีความรู้สึกว่า “การปฏิวัติ” สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าผู้คนตอนนี้กำลังรู้สึกแบบเดียวกันกับผมในตอนนั้นอีกครั้งหนึ่ง ว่าพวกเขาสามารถลงมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นตัวของตัวเอง แล้วได้รับความสนใจจากสังคม นั่นก็จะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก
ถ้าทัศนคติแบบนั้นหวนย้อนกลับมา ผมก็อดไม่ได้ที่จะพลอยรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย เพียงแต่อย่าไปนิยามมันว่า “บริตป๊อป” เท่านั้นเอง เพราะมันเป็นคำศัพท์ที่ชวนขยะแขยงเอามากๆ

: ผู้คนพูดคุยกันว่า ที่ “โอเอซิส” กลับมาทำงานใหม่ร่วมกันอีกครั้ง นั้นเป็นเพราะพวกเขาต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองยังมีคุณค่าอยู่ พวกคุณมีแรงผลักดันในลักษณะคล้ายๆ กันหรือไม่?
จาร์วิส : คำตอบของผมอาจฟังดูเลอะเทอะไปบ้าง แต่ความตายของสตีฟ (“สตีฟ แม็กกี้” มือเบสในยุคคลาสสิคไลน์อัพของ “พัลป์” ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2023) ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบล่าสุดของพวกเราไม่นาน ได้ทำให้ผมตระหนักว่า พวกเราต่างมีเวลาที่จำกัด ในการจะได้ลงมือทำในสิ่งที่เราอยากทำ
สำหรับสตีฟ โอกาสของเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับพวกเราที่เหลือ โอกาสนั้นยังพอมีอยู่
นอกจากนั้น ผมยังรู้สึกสนุกกับการออกทัวร์ของ “พัลป์” ในปี 2023 มากๆ เหตุผลสำคัญก็เป็นเพราะพวกเราได้จัดโชว์ใหญ่ๆ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมหาศาลมาชมดนตรีร่วมกัน ในพื้นที่เดียวกัน เป็นเวลาสองชั่วโมง
ขณะที่อุตสาหกรรมบันเทิงในยุคปัจจุบันมีลักษณะ “แตกแยกกระจัดกระจาย” เกินกว่าจะทำโชว์แบบนี้ได้ แม้ว่าครึ่งหนึ่งของคนที่มาดูคอนเสิร์ต “พัลป์” จะชูโทรศัพท์มือถือใส่หน้าพวกเรา แต่นักดนตรีบนเวทีก็ยังได้รับความรู้สึกที่แสนพิเศษอยู่ดี
และตอนนี้ ผมก็กำลังวางแผนงานเรื่องทัวร์คอนเสิร์ตสำหรับอัลบั้มใหม่อย่างขะมักเขม้น
: จากข้อมูลสถิติที่มีการเก็บรวบรวม ดูเหมือนคนจาก “ชนชั้นแรงงาน” จะมีที่ทางในแวดวงศิลปวัฒนธรรม (ของสหราชอาณาจักร) น้อยลง หากเทียบกับยุคที่ “พัลป์” โด่งดัง ทำไมสถานการณ์ถึงเป็นแบบนี้?
จาร์วิส : “ชนชั้นแรงงาน” ในความหมายแบบดั้งเดิม อาจแทบไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว ตอนนี้ ในประเทศของเราไม่ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะแยะมากมายเหมือนแต่ก่อน
ผมไม่ได้หวังให้ผู้คนคิดถึงหน้าที่การงาน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องทุ่มเทแรงกายอย่างหนัก และบ่อยครั้ง มักก่อให้เกิดอันตรายและเภทภัยต่างๆ ต่อสุขภาพของพวกเขา
แต่ในสังคมแบบนั้น บรรดา “ชนชั้นแรงงาน” ได้เคยสร้าง “พื้นที่ชุมชน” ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนมาใช้ชีวิตร่วมกัน ได้ทำความรู้จักกัน และได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน น่าเสียดายที่สายสัมพันธ์ดังกล่าวสูญหายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว
“ชนชั้นแรงงาน” นั้นล่องหนไร้ตัวตน (จากพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม) มาเป็นเวลานาน จนกระทั่งในทศวรรษ 1960 ที่มีหนังเรื่อง “Saturday Night and Sunday Morning” ออกฉาย
(หนังอังกฤษใน ค.ศ.1960 ผลงานของผู้กำกับฯ แนวสัจนิยม “คาเรล ไรซ์” บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครชายหนุ่ม ซึ่งทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แสดงความอึดอัดคับข้องใจต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่กดขี่พวกเขาอยู่ ผ่านพฤติกรรมการดื่มและเที่ยวอย่างหนัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่มีครอบครัวแล้ว ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์)
แล้วจากนั้น ก็ถึงยุคสมัยของ “เดอะ บีเทิลส์” ซึ่งนอกจากจะเป็น “ชนชั้นแรงงาน” แล้ว พวกเขายังทำงาน (เพลง) ของตัวเองออกมาได้ดีเลิศกว่าใครๆ และนั่นก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังมากๆ สำหรับ “ชนชั้นแรงงาน” รายอื่นๆ ในประเทศนี้ จนก่อให้เกิด “การปฏิวัติ” ตามมา
แต่พอถึงช่วง 1980 การปฏิวัติดังกล่าวก็ต้องยุติลง เมื่อ (มาร์กาเรต) “แทตเชอร์” ขึ้นสู่อำนาจ แถม (โรนัลด์) “เรแกน” ยังชนะเลือกตั้งที่ฝั่งอเมริกาอีก ในที่สุด พวกเขาและเธอก็จับเอา “ชนชั้นแรงงาน” ยัดใส่กลับไปในกล่องคุมขังใบเดิม
ส่งผลให้ผู้คนในสังคมกลับไปใช้ชีวิตแบบปัจเจกชนอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่พวกเราพบเห็นในทุกวันนี้ ซึ่งศิลปวัฒนธรรมถูกครอบงำโดยชนชั้นกลางและชนชั้นสูง
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ “ยุคแทตเชอร์”
ข้อมูลจาก
