หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
สายฝนที่โปรยเม็ดตั้งแต่บ่ายเมื่อวาน หยุดไปราวๆ เที่ยงคืน เช้ามืดวันนี้ ป่าทั่วบริเวณจึงถูกห่มคลุมด้วยสายหมอกหนา
บรรยากาศในแคมป์สดชื่นจนกระทั่งผมหาข้ออ้างให้กับตัวเอง นั่งบนเก้าอี้พับตัวเล็ก อ้อยอิ่งข้างกองไฟ
กองไฟถูกสายฝนชะเปียกชุ่ม ขี้เถ้าจับตัวเป็นก้อน ต้องขยับท่อนฟืนแรงๆ และหาเศษไม้เล็กๆ รวมทั้งใช้มีดถากด้านนอกของฟืนที่เปียกชื้นออกไปบ้าง ฟืนท่อนโตๆ นั้น ผมเอาวางพิงต้นไม้ไว้เพื่อให้น้ำไหลออก แม้ว่าจะคลุมผ้ายางไว้เหนือกองไฟ แต่สายลมที่พัดพาสายฝนไปทางโน้นทางนี้ ทำเอาทุกอย่างเปียกชื้น
เทียนช่วยงานก่อไฟกับฟืนเปียกชื้นได้ดี ผมสานไม้เล็กๆ ข้างบนจุดเทียนข้างล่าง ความร้อนไล่ความชื้นออกไป ไฟเริ่มติด ยกกาน้ำขึ้นตั้ง
ว่าตามจริง ผมมีเตาแก๊สอันเล็กพร้อมใช้งาน แต่ในเมื่อเป็นเช้าที่ไม่ได้รีบร้อนอะไร อีกทั้งการฝึกฝนตัวเอง เพื่ออยู่กับชีวิตที่ไร้อุปกรณ์มากมาย ก็เป็นสิ่งที่ผมทำเสมอ
ผมจำได้และนึกถึงคำถามที่เพื่อนชาวมูเซอดำถาม ขณะเราเตรียมของขึ้นดอย ผมมีเต็นท์ ถุงนอน เสื้อกันหนาว เขามีเพียงเสื้อวอร์มบางๆ
“พี่ใหญ่จะอยู่บนดอยได้ไหม ถ้าไม่มีของพวกนี้”
วันนั้น ผมไม่ได้ตอบเขา แต่บนดอย ผมออกจากเต็นท์มานอนข้างกองไฟ และพบว่า ในคืนที่สายลมสงบ มันอบอุ่น ดาวระยิบระยับบนดอยสูง อยู่ใกล้ราวกับจะเอื้อมมือถึง
หลายวันมานี้ ผมทำงานโดยเฝ้ารออยู่ในซุ้มบังไพรริมลำห้วยสายเล็กๆ หมาไนฝูงหนึ่งล่ากวางตัวเมียซึ่งยังไม่โตเต็มวัยนักได้ ซากถูกกินจนเหลือแต่กระดูกท่อนโตๆ แล้ว
เป็นอีกข้ออ้างหนึ่ง ในการอ้อยอิ่งอยู่ในแคมป์
หลังจากอยู่ในช่วงเวลาแห่งความแล้งมานานพอสมควร สอง-สามวันที่ฝนตก ทำให้ป่าเปลี่ยนสภาพไป การเดินไปตามด่านที่ใบไม้เปียกชื้น นุ่มเท้า และเงียบ
หนองน้ำใหญ่ที่แห้งเหือด มีน้ำขัง ดูจะถูกใจช้าง ทั้งโขลงลงไปนอนกลิ้งเกลือก เล่นน้ำและโคลน
เป็นเช้าที่สดใส เมื่อเทียบกับหลายวันที่ผ่านมา นกพญาไฟใหญ่ ส่งเสียง ตัวผู้สีแดงสดใส ตัวเมียก็มีสีเหลืองสดสวยงามไม่แพ้กัน
ยังไม่ถึงช่วงเวลาของฤดูฝนจริงจัง เสียงนกร้องรอบๆ แคมป์ ดูเหมือนพวกนกใกล้ชิดกันมากขึ้น ใกล้ถึงช่วงเวลาจับคู่ สร้างรังวางไข่อีกครั้ง ตัวผู้ ขนสีสดใส ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ไม่ผิดนักหากจะเรียกว่า เป็นช่วงฤดูแห่งความรัก เป็นเวลาที่ดี ลูกๆ จะเกิดมาช่วงต้นฤดูฝนซึ่งเป็นเวลาที่ป่ามีอาหารสมบูรณ์
ช่วงเวลาแล้ง ใบไม้ร่วงหล่น หนาทึบบนพื้น นี่เป็นวิธีที่ต้นไม้ใช้ปกคลุมผืนดิน กันไม่ให้ความชื้นระเหยไปกับแสงแดดจนหมด ในขณะเดียวกัน ใบไม้แห้งกรอบคือเชื้อเพลิงชั้นดีเช่นกัน
แม้ว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นและถูกทับถมเป็นชั้นๆ จะมีการย่อยสลายไปส่วนหนึ่งก็ตาม แต่ส่วนที่เหลือ คือเชื้อเพลิง
แต่ดูเหมือนว่า เปลวไฟร้อนแรงจะไม่ได้ “ร้ายกาจ” อย่างที่เห็นหรอก
เมื่อไฟมาถึง ต้นเต็ง ต้นรัง อันเป็นไม้ส่วนใหญ่มีเปลือกหนาพอที่จะรับมือกับเปลวไฟได้ ดูคล้ายกับว่า ทุกสิ่งถูกไฟเผาพลาญ ต้นไม้เหลือแค่กิ่งก้าน ตอดำๆ ชั่วเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ สีเขียวตามกิ่งไม้จะเริ่มปรากฏ ผืนดินที่มีแต่เถ้าดำๆ จะมีพืชประเภทปรง แทรกขึ้นมา หลังจากนั้นเป็นเวลาความเขียวขจีของหญ้าแรกเกิด
ที่เรียกว่า ระบัด
นี่เป็นช่วงเวลาที่เหล่าสัตว์กินพืชรอคอย และเป็นวิถีที่ชีวิตในป่าดำเนินมา ที่ใดมีสัตว์กินพืชมาชุมนุม สัตว์ผู้ล่าก็ตามมา
นํ้าในกาที่มีเขม่าจับดำเดือด ผมเทลงแก้ว ชงโกโก้ ลมสงบนิ่ง เปลวไฟกองเล็ก เอนไหวช้าๆ
เปลวไฟ โดยเฉพาะเมื่อโหมไหม้รุนแรง ขยายกว้าง ด้านหนึ่ง มันคือเพลิงร้อนแรงเผาผลาญทุกอย่าง แต่ในอีกด้าน ไฟร้อนแรงนี้มันก่อให้เกิดแหล่งอาหารอันโอชะ
แม้ขณะไฟอันร้อนแรงโหมกระหน่ำ นกจับแมลงหลายชนิดก็เริงร่า แมลงจำนวนมากบินขึ้นหนีเปลวไฟ เปิดโอกาสให้นกโฉบจับกินได้ง่าย
เปลวไฟผ่านพ้นไปแล้ว แมลงส่วนหนึ่งเข้าไปหลบในลำต้นไม้ ใช่ว่าจะหนีพ้นจากบรรดานกหัวขวาน
เสียงเคาะไม้ดัง “โป้ก โป้ก” ดังตลอดเวลา
นกหัวขวานใช้วิธีเอาปากแข็งๆ เคาะลำต้นไม้ จากนั้นก็เอาหัวแนบลำต้นเพื่อฟังการเคลื่อนไหวของแมลง ก่อนใช้ลิ้นยาวที่ปลายลิ้นมียางเหนียวๆ สอดเข้าไปในลำต้นไม้ คว้าเอาแมลงออกมา
นกหัวขวานได้กิน ซึ่งเหมือนกับการได้กินของสัตว์ทุกตัว การได้กินของพวกมัน คือผลพลอยได้จากการทำงาน

รายล้อมด้วยบรรยากาศสดชื่น นกร้องเซ็งแซ่ การได้นั่งอ้อยอิ่งอยู่ข้างไฟ มันคือเวลาได้ทบทวน
สายฝนลงมาแล้วเช่นนี้ ผมรู้ดีว่า เส้นทางที่ได้รับการปรับปรุงจนราบเรียบจะเปลี่ยนไป
เส้นทางจะกลับมาเป็นเช่นเดิม คือ หล่มลึกลื่นไถล
การได้ทบทวน คือได้เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า การทำงานโดยใช้กล้องเป็นเครื่องมือผมนั้น ภาพสัตว์ป่าที่ได้ มันเป็นแค่ผลพลอยได้ บทเรียนต่างๆ ที่ได้ ทั้งจากเหล่าสัตว์ป่า และ “กระบวนการ” ก่อนการได้กดชัตเตอร์ นั้นคือสิ่งที่ได้จริง
เส้นทางในป่าช่วงฤดูฝนนี้ คือภาพอันเห็นชัด หล่มลึก สอนได้ดี ผมเรียนรู้ว่า หล่มซึ่งดูเหมือนจะลึกและผ่านพ้นไปได้ยากนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะผ่านไปได้ไม่ยาก
หล่มที่ลงไปติด เสียเวลานาน ขึ้นมายาก คือหล่มที่เห็นแล้วคล้ายจะไม่มีอะไร หล่มที่ดูดีนี่แหละ ซึ่งมักจะลงไปติดเสมอ บทเรียนที่หล่มแบบนี้สอน คือ ทำเส้นทางเบี่ยง เสียเวลาน้อยกว่า
เดินทางบนเส้นทางป่า การติดหล่มเป็นส่วนหนึ่ง วิธีการขึ้นจากหล่มแต่ละครั้ง ช่วยเพิ่มประสบการณ์
สิ่งที่นกทำให้เห็น คือ เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งความรัก พวกมันวุ่นวายอยู่กับการวางไข่ เลี้ยงดูลูก หากล้มเหลว ไฟเผาผลาญ สัตว์ผู้ล่ารบกวน พ่อแม่นกจะแสดงอาการเสียใจ ไม่นานจากนั้นก็จะเริ่มต้นใหม่ ไม่ฟูมฟายกับสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว
บนเส้นทางในป่า ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกิน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีพลังวิเศษอะไร
นั่งข้างกองไฟ ใช้เวลาทบทวน “เส้นทาง” ของตัวเอง ยอมรับและใช้วิถีของเหล่าสัตว์ป่า ดูเหมือนว่า “เส้นทาง” ที่ธรรมชาติพยายามบอก จะเห็นได้ชัดเจน…
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
