bg-single

‘แฟลตเกิร์ลฯ’ ‘Kitchen Sink Drama’ แบบไทยๆ ในสังคม ‘แล้งไร้ความหวัง’ ถ้วนหน้า

22.06.2025

| คนมองหนัง

“แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า” ผลงานการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ของ “จิรัศยา วงษ์สุทิน” อาจเป็นหนังไทยช่วงต้นปีที่เก็บรายได้ในโรงภาพยนตร์ไปไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ชม “แฟลตเกิร์ล” ผ่านทางเน็ตฟลิกซ์ กลับพบว่านี่ถือเป็นหนังแนว “kitchen sink drama แบบไทยๆ” ซึ่งนำเสนอเรื่องราวชีวิตสมจริงของเหล่าตัวละครคนสาวคนหนุ่มระดับล่างของสังคม ผู้มีความอึดอัดคับแค้นใจกับสภาพสังคม-เศรษฐกิจที่กดขี่พวกเขาอยู่ ออกมาได้เป็นอย่างดี สนุก ปวดร้าว ละเอียดลออ

มีทั้งความหนักมือและเบามือผสมผสานกันไปในจังหวะจะโคนอันแพรวพราวของกระบวนการเล่าเรื่อง ทั้งยังทิ้งประเด็นชวนขบคิดไว้ในหัวคนดูได้เยอะมากๆ

ประเด็นหลักๆ ของหนังมีทั้งเรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น, ความหลากหลายทางเพศ, ชีวิตและครอบครัวของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย, ปัญหาและสภาพความเป็นอยู่ของคนจนเมือง ซึ่งอาจเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” หรือ “อุปลักษณ์” ของสังคมไทยร่วมสมัยในภาพใหญ่ได้ทั้งสิ้น

หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ของ “พี่แอน” กับ “น้องเจน” เด็กสาวสองคนที่เติบโตอยู่ในแฟลตตำรวจนครบาลแห่งหนึ่ง

ทั้งคู่เป็นลูกสาวของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ขณะที่น้องเจนคือลูกคนเดียวของดาบตำรวจที่ดูจะหากินกับ “กิจการสีเทา” อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนแม่ของเธอก็มีสถานภาพเป็นอาเจ๊ปล่อยเงินกู้ประจำแฟลต

พี่แอนกลับเป็นลูกคนโต มีน้องเล็กๆ อีกสามคน ของตำรวจชั้นผู้น้อยที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ครอบครัวทั้งหมดยังติดค้างอยู่ในแฟลตตำรวจ เพราะไม่มีที่ไป โดยแม่ของพี่แอนที่ควรเป็นเสาหลักของครอบครัว ก็กลายเป็นคนติดการพนันและมีหนี้สินกองโต

หนังฉายภาพให้เห็นว่าสายสัมพันธ์ของแอนกับเจน น่าจะมีความซับซ้อนลึกซึ้งมากกว่าเพื่อนร่วมชุมชน หรือรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมโรงเรียน ทว่า อาจพัฒนากลายเป็นคู่รักได้ แต่แล้วตัวละครอีกรายที่ปรากฏบทบาทขึ้นมาก็คือ “อาตอง” นายตำรวจชั้นประทวนหนุ่มที่เพิ่งย้ายมาจากต่างจังหวัด

อาตองดูเป็นตำรวจที่มีอุดมคติดีงาม ไม่ชอบใช้อภิสิทธิ์แบบที่เพื่อนร่วมงานรายอื่นๆ ชอบใช้ ไม่ค่อยสุงสิงในวงเหล้าข้าง สน. แต่กลับเป็นคนพาเด็กๆ ในแฟลตไปเที่ยวเล่น ออกกำลังกาย หรือหัดขับรถ

ตำรวจชั้นผู้น้อยจากเพชรบูรณ์เคยมีครอบครัวมาแล้ว แต่เขาหย่าขาดกับภรรยา (ซึ่งเอาลูกสาววัยเด็กไปเลี้ยงดู) แล้วในที่สุด อาตองก็ค่อยๆ แทรกซึมตนเองเข้าสู่วงจรชีวิตของแอนกับเจน จนทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวสองคนผันแปรไป

ถ้าพูดแบบรวบรัด “แฟลตเกิร์ล” ก็กำลังเล่าเรื่องราว “ชีวิตส่วนตัวในครัวเรือน” ของบรรดาคนระดับล่างสุดที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจของรัฐราชการไทย

และน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่มีหนัง/ละคร/ซีรีส์ไทย ให้ความสนใจกับ “ชีวิตนอกราชการ/นอกโลกอาชญากรรม” ของกลุ่มตัวละคร “ตำรวจระดับล่าง” และครอบครัวของพวกเขา อย่างมีชีวิตชีวา มีด้านมืดด้านสว่าง ในฐานะเหล่าตัวละครนำของเรื่อง มิใช่ตัวตลก ตัวร้าย ตัวประกอบ หรือผู้ช่วยพระเอกนางเอก

“แฟลตเกิร์ล” เล่าเรื่องทั้งหมดอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ก็สะเทือนอารมณ์ แถมยังเล่นสนุกกับผู้ชม ด้วยการปล่อยให้หลายๆ เหตุการณ์สำคัญหรือหลากหลายเรื่องราวปลีกย่อยตามรายทาง ถูกปกคลุมไว้ด้วย “ความคลุมเครือกำกวม”

เราจะสนุกกับความคลุมเครือกำกวมเหล่านั้น ถ้าได้ลองคิดจินตนาการอะไรต่อไปเรื่อยๆ แบบไร้ขีดจำกัด ถึง “ความเป็นไปได้” ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากช่องว่างหรือเรื่องที่ไม่ถูกเล่าอย่างชัดเจนในหนัง

แต่เราอาจหงุดหงิดไม่สนุกขึ้นมาทันที ถ้าพยายามจะหาความชัดเจนและคำตอบที่หยุดนิ่งตายตัวเป็นรูปธรรมจ๋า ให้แก่ทุกความคลุมเครือที่ปรากฏขึ้นในหนังเรื่องนี้

ปริศนาความคลุมเครือที่สนุกต่อการตีความ มีตั้งแต่กิมมิกย่อยๆ อย่างคำถามเรื่องใครคือเจ้าของห้องในแฟลต ที่ตัวละครวัยรุ่นชอบแอบงัดประตูเข้าไปเพื่อใช้เป็นพื้นที่สังสรรค์เล็กๆ และลอบดื่มเหล้าสูบบุหรี่กันแบบลับๆ

ไปจนถึงไคลแมกซ์สำคัญบนเรือสำราญในตอนท้าย ที่ทิ้งคำถามว่างโหวงเอาไว้ในใจคนดูอย่างร้ายกาจ และนำไปสู่ความเป็นไปได้มากมาย ทั้งความเป็นไปได้ที่ยังเอ่อท้นด้วยความหวัง และความไปได้ที่โศกเศร้ารันทดไร้ทางเลือกถึงขีดสุด

แม้หนังจะทิ้ง “ช่องว่างแห่งความคลุมเครือ” เอาไว้ในเรื่องราว ในปริมาณ-ขนาดที่กว้างขวางเวิ้งว้างเอามากๆ แต่อีกด้านหนึ่ง “แฟลตเกิร์ล” ก็เต็มไปด้วยองค์ประกอบสิ่งละอันพันละน้อยอีกหลายส่วนที่ถูกถักทอไว้อย่างประณีตละเอียดลออ

เช่น การจัดวางมิติสลับซับซ้อนให้แก่ตัวละครแต่ละราย เริ่มตั้งแต่ความสับสนในใจ-อารมณ์ความรู้สึกของแอนกับเจน ชีวิตสีเทา-มุมมืด-ความเศร้าหมองที่กัดกินบรรดาแม่ๆ เมียตำรวจ

หรือความว้าวุ่นเดียวดายของอาตอง (หนังสามารถสร้างตัวละครรายนี้ให้มีความคล้ายคลึงกับ “ตำรวจสายตรวจ 663” ที่รับบทโดย “เหลียงเฉาเหว่ย” ในภาพยนตร์เรื่อง “Chunking Express” โดยยังมีลักษณะเป็น “ข้าราชการตำรวจ/ชายแทร่แบบไทยๆ” ไปพร้อมๆ กัน ได้อย่างน่าทึ่งและมีเสน่ห์)

ขณะที่ฉากเอาตาชนกันของแอนกับเจน (ซึ่งเป็นจุดเติบโตเปลี่ยนผ่านสำคัญของตัวละครนำ) ก็ถูกขับเน้นด้วยการกำกับภาพอันละเอียดอ่อน ผ่านการโคลสอัพให้ผู้ชมเห็นการเคลื่อนไหวของขนตา การแนบชิดของใบหน้า เห็นกระทั่งไฝของตัวละครแบบเด่นชัด

นอกจากนี้ หนังยังจัดวางหน้าที่ของ “ศาลพ่อปู่” เอาไว้อย่างน่าสนใจ เพราะในขณะที่ระยะหลังๆ สื่อและนักคิดนักเขียนมักชอบพูดเรื่อง “มูเตลู” ในฐานะความเชื่อ-พิธีกรรมที่ลึกลับ แปลกเพี้ยน (exotic) แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยสมัยใหม่ (แบบ “โพสต์โมเดิร์น”) อย่างแยกไม่ออก

แต่ “ศาลพ่อปู่” ในหนังกลับผสมกลมกลืนเข้ากับวิถีชีวิตปกติของคนธรรมดาสามัญอย่างแนบสนิท เมื่อพื้นที่หน้าศาลคือพื้นที่กลาง/พื้นที่ร่วมอีกแห่งหนึ่งของชุมชนชาวแฟลต ส่วนศาลก็เป็นเหมือนคู่สนทนา ที่ทั้งช่วยชุบชูความหวังของตัวละคร หรือบางคราวก็เป็นแค่เครื่องช่วยยืนยันว่าชีวิตไม่ได้มีความหวังสักเท่าไหร่

ประเด็นอันเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญที่สุดของ “แฟลตเกิร์ล” ก็คือ อารมณ์ความรู้สึกที่บรรดาตัวละครอยากหนีไปให้พ้นจาก “สภาพเดิม/สภาพปัจจุบัน” ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแฟลตตำรวจอันเสื่อมโทรมไร้ความหวัง, ครอบครัวที่ย่ำแย่แตกร้าว หรือการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย

แม้ด้านหนึ่ง หนังคล้ายให้ความหวังอยู่บ้างว่า ตัวละครทั้งหลายอาจหนีสภาพพวกนี้ไปได้พ้น แต่ความคลุมเครือกำกวมนานัปการที่ปกคลุมเรื่องราวอยู่ก็กระตุกเตือนพวกเราว่า บางที ตัวละครทั้งหมดอาจไปไหนไม่ได้ไกลเลยเช่นกัน

มองให้กว้างไปกว่านั้น หากพิจารณาว่า สภาพปัญหาเฉพาะส่วนต่างๆ ที่หนังเรื่องนี้ฉายภาพออกมา คือ ภาพแทนขนาดย่อยๆ ของสังคมไทยในภาพใหญ่ที่ติดขัดกับอุปสรรค-กับดักอันมากมายมหาศาลและไม่มีทางไปเช่นกัน

นั่นก็หมายความว่า ทั้งตัวละครในหนังและผู้ชมที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ อาจตกอยู่ในสภาวะ “พยายามจะมีความหวังในปัจจุบันอันเสื่อมโทรมและยังมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า” ไม่ต่างกันเลย

น่าสนใจว่า แม้ชื่อรองของหนัง “ชั้นห่างระหว่าง เ ร า” อาจทำให้หลายคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง เข้าใจผิดว่าประเด็นหลักในเรื่องราวคือความแตกต่างทางชนชั้นหรือสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจของตัวละคร

แต่เมื่อได้ชมภาพยนตร์แล้ว เรากลับพบว่า ทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้ ซึ่งอาจมีทรัพย์สินและโอกาสทางสังคมเศรษฐกิจแตกต่างกันไปบ้าง ล้วนตกอยู่ในสภาพไร้ทางออกแบบเดียวกันหมด

กระทั่งการคัดเลือกให้สองนักแสดงนำที่มีภาพลักษณ์เป็น “หญิงสาววัยรุ่นจากครอบครัวคนชั้นกลางระดับบนๆ” มารับบทเป็นเด็กสาวในชุมชนคนจนเมืองแห่งหนึ่ง (ซึ่งแลดู “ผิดฝาผิดตัว” ในแว้บแรก ก่อนที่ทั้งคู่จะกลืนกลายเข้ากับสภาพแวดล้อมอันแล้งไร้ความหวังและเสื่อมโทรมในหนังได้อย่างแนบเนียน ด้วยฝีมือการกำกับภาพยนตร์และการแสดง)

ก็อาจสื่อให้เห็นอย่างหนักแน่นยิ่งขึ้นว่า ผู้คนหลายชนชั้นในสังคมไทยกำลังเผชิญหน้าปัญหาใหญ่ที่ “กลับไม่ได้ไปไม่ถึง” ไม่แตกต่างกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี