ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
First impression
ผ่านกลิ่นกาย!
บางคนบอกว่าคนเราคบกันด้วยหัวใจ และผูกพันกันด้วยความทรงจำ
แต่แล้วทำไม บางครั้งที่เราได้เจอใครบางคน กลับรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น ทั้งที่ยังไม่ทันรู้จักชื่อ ไม่ทันได้คุยกัน อาจจะยังไม่ทันยิ้มให้กันด้วยซ้ำ แต่แค่มองแวบเดียวก็รู้สึกได้แล้วว่า “ใช่”
หากคุณถามนักจิตวิทยาสังคมในยุคศตวรรษที่ 20 พวกเขาอาจตอบว่าอาจจะเป็นความคล้ายคลึงกันในด้านค่านิยม ความเหมือนกันในเชิงบุคลิกภาพ ภูมิหลัง เช่น อายุ เชื้อชาติ ความสนใจ หรือการศึกษาที่เหมือนกัน
แต่ถ้าคุณถาม โนอัม โซเบล (Noam Sobel) นักประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (Weizmann Institute of Science) ในอิสราเอล คุณอาจจะได้คำตอบที่ประหลาดจนคาดไม่ถึง
ในเปเปอร์เรื่อง There is Chemistry in Social Chemistry ของเขาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ไปในปี 2022 เผยว่า บางทีความลับในเรื่องนี้อาจจะอยู่ที่ “กลิ่นกาย” ที่มนุษย์ทุกคนปล่อยออกมาอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว
มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม ไม่ใช่กลิ่นโคโลญ ไม่ใช่กลิ่นแป้งเย็น แต่เป็นกลิ่นกายจริงๆ กลิ่นดิบๆ ของสิ่งมีชีวิตที่อุณหภูมิสามสิบเจ็ดองศา
โนอัมให้ข้อสังเกตไว้น่าสนใจ ในขณะที่สัตว์บกแทบทุกประเภทมีปฏิสันถารกันผ่านทางกลิ่นที่เห็นได้ชัดเจน พวกมันสำรวจกลิ่นของกันและกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในแทบทุกครั้งที่พบหน้า เป็นไปได้มั้ยว่ามนุษย์ก็อาจจะเช่นกัน เพียงแค่เราอาจจะไม่รู้ตัว (unconscious)
บางที ความไว้เนื้อเชื่อใจ อาจจะวัดกันแค่เพียงกลิ่นกายที่โชยผ่าน
พูดง่ายๆ ไอเดียของโนอัมก็คือ “มนุษย์อาจจะต่างจากสัตว์ แต่บางครั้งเราก็อาจใช้จมูกเช่นเดียวกับสัตว์ เพียงแต่เราหลอกตัวเองว่าเรารักด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยจมูก”

ฟังดูเหมือนเพ้อเจ้อ…แต่งานวิจัยที่ออกมานั้นดูดีเว่อร์ เลยต้องขอไปเช็กประวัติดูว่าเขาเป็นใครกันแน่
ข้อมูลที่ได้ระบุชัด โนอัมนี่เป็นนักวิจัยตัวจริงเรื่องกลิ่น เขาจบปริญญาเอกด้านประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ก่อนที่จะย้ายไปเพิ่มพูนประสบการณ์วิจัยหลังปริญญาเอก หรือที่มักเรียกว่าโพสต์ดอกที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) แถมยังเคยเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California Berkeley) ด้วย ก่อนจะย้ายกลับไปรับตำแหน่งบริหารที่ไวซ์มันน์
ในมุมมองของโนอัม กลิ่นก็คือ “สารเคมี” ที่ลอยคลุ้งฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ ซึ่งหมายความว่ากลไกการรับรู้กลิ่นในสมองก็คือกลไกการรับรู้และตอบสนองต่อสารเคมีบางประเภทก็แค่นั้น
ซึ่งน่าสนใจ เพราะสารเคมีแห่งกลิ่นแห่งโทสะนั้นมีคนค้นพบแล้วตั้งแต่ปี 1985 ในตอนนั้น ทีมวิจัย นำโดยเจฟฟรี แอลเบิร์ตส์ (Jeffrey Alberts) และไมลอส โนวอตนี (Milos Novotny) จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University) ศึกษาองค์ประกอบในปัสสาวะหนู และพบว่าสารฟีโรโมนอยู่สองชนิด ซึ่งก็คือ 2-(เซก-บิวทิล)-ไดไฮโดรไทอะโซล (2-(sec-butyl)-dihydrothiazole) และ ดีไฮโดร-เอ็กโซ-เบรวิคอมิน (dehydro-exo-brevicomin) ที่สามารถกระตุ้นระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone)ได้ ทำให้หนูเกรี้ยวโกรธโกรธา
และลองจินตนาการว่าถ้าสารเคมีแบบเดียวกันแต่สำหรับผูกมิตร และจิตปรารถนา ถูกหาเจอ คุณค่าของมันจะมหาศาลขนาดไหนทั้งในเชิงการบำบัดทางการแพทย์ และในเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมน้ำหอม
แต่เขาต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า “มนุษย์อาจใช้กลิ่นกายเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างมิตรภาพฉับพลัน และในเคมีแห่งความสัมพันธ์นั้น จะยังมีสารเคมีจริงๆ ในกลิ่นกายเป็นตัวเอกซ่อนอยู่เบื้องหลัง”
แต่ในกรณีนี้ โนอัมไม่ได้มองหาสารตัวใดตัวหนึ่ง แต่กลับมองแบบแผนของกลิ่นโดยรวม เขาเชื่อว่า “เพื่อนที่ ‘คลิก’ กันตั้งแต่แรกมักมีกลิ่นกายที่ใกล้เคียงกัน”

และเพื่อหาคำตอบ พวกเขาคัดเลือก “คู่เพื่อนสนิทแบบคลิก” (click friends) ซึ่งหมายถึงเพื่อนเพศเดียวกันที่ไม่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่รู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งตั้งแต่พบกันครั้งแรก พวกเขาเก็บกลิ่นกายของเพื่อนแต่ละคู่ผ่านเสื้อที่สวมใส่ขณะนอนหลับ แล้วให้มนุษย์อิสระมาดมกลิ่นและให้คะแนนความคล้ายกัน และวิเคราะห์ซ้ำอีกทีเพื่อความแม่นยำด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ หรือ eNose ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมา
ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจน เพื่อนที่ “คลิก” กันตั้งแต่แรกมักมีกลิ่นกายที่ใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญทั้งในสายตาเครื่องจักร และจมูกของมนุษย์
และเมื่อกลิ่นกายเปรียบเสมือนถ้อยคำทักทายอวจนะภาษาที่สื่อสารกันก่อนที่จะเริ่มคุย เขาเดินหน้าทดลองกับ “คนแปลกหน้า” โดยในการทดลองนี้ เขาเอา eNose มาดมกลิ่นของอาสาสมัครแต่ละคน แล้วให้พวกอาสาสมัครเริ่มจับคู่กันและเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันแบบไม่ใช้คำพูด
และสิ่งที่เขาพบดูเหมือนจะยืนยันสิ่งที่นักปรัชญาและนักเขียนจากทุกยุคเคยพูดไว้ว่า “มิตรภาพไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเสมอไป” คนแปลกหน้าที่มีกลิ่นคล้ายกัน มักรู้สึกผ่อนคลายต่อกัน มีพฤติกรรมร่วมมือ และปฏิสัมพันธ์ที่ดีโดยไม่รู้เหตุผล

กลิ่นยังเชื่อมโยงกับระบบลิมบิก (limbic system) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ ความทรงจำ และความกลัวในสมอง การที่เขาค้นพบว่ากลิ่นกายของเพื่อนสนิทสามารถกระตุ้นสมองในแบบที่กลิ่นของคนแปลกหน้าไม่สามารถทำได้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะมีการเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างสมอง ประสาทรับกลิ่น และความเป็นเรา
กลิ่นของญาติพี่น้องมักมีความคล้ายกันซึ่งมนุษย์สามารถแยกแยะได้โดยสัญชาตญาณ บางทีเคมีในที่นี้อาจไม่ใช่คำเปรียบเปรยถึงแรงดึงดูดให้เชื่อมสัมพันธ์ แต่เป็น “เคมี” จริงๆ
ซึ่งอาจจะช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเรารู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ “ใครบางคน” โดยไม่รู้ว่าเพราะอะไร และในทางกลับกัน ทำไมบางคน “ขัดใจ” โดยที่ยังไม่เคยสนทนาด้วยเลย ความลับอาจจะอยู่ที่กลิ่นที่เราสูดเข้าไปและรู้สึกโดยไม่รู้ตัว
โนอัมไม่ได้พยายามลดทอนมิตรภาพให้เหลือแค่โมเลกุลหรือกลิ่น แต่เขากำลังชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องของ “หัวใจ” อาจมี “ร่างกาย” เป็นรากฐาน และมิตรภาพนั้นอาจมีจุดเริ่มต้นที่ลึกกว่านั้นตั้งแต่เรื่องของกลิ่นและระบบประสาทรับกลิ่นที่วิวัฒนาการมาตั้งแต่บรรพบุรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ก่อนที่ภาษา ศีลธรรม และมารยาทจะเข้ามาครอบทับ
นี่ไม่ใช่การลดทอนความงามของมิตรภาพ-แต่เป็นการศึกษาที่ลงลึกถึงแก่นในแบบที่เราไม่เคยมอง การรู้ว่าโน้ตดนตรีถูกเรียงยังไง ไม่ได้ทำให้ดนตรีเพราะน้อยลง
ในเปเปอร์ โนอัมยกคำจากนิยายอมตะ อาชญาและการลงทัณฑ์ (Crime and Punishment) ของฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี (Fyodor Dostoeffsky) นักเขียนชาวรัสเซียขึ้นมาอ้าง
“บางครั้ง เราพบเจอใครบางคน-แม้จะเป็นคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง แต่กลับดึงดูดใจเราได้ตั้งแต่แรกเห็น ฉับพลัน ราวกับกระแสบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นก่อนที่ถ้อยคำใดจะถูกเปล่งออกมา”
ไม่แน่ว่าการทดลองของเขา อาจเป็นคำอธิบายที่เป็นรูปธรรมที่สุดของความรู้สึกนั้น กลิ่นอาจเป็นหนึ่งในช่องทางดั้งเดิมสุดของมนุษย์ ที่บอกเราว่า “นี่คือใครบางคนที่คุณอาจจะไว้ใจได้” แม้ยังไม่รู้ชื่อ และยังไม่ได้พูดหรือสื่อสารอะไรกันแม้เพียงครึ่งคำ
น่าสนใจ เพราะในยุคแห่งโลกโซเชียลมีเดีย ที่แวดวงสังคมของเรา บางทีก็ไม่ได้กำหนดด้วยตัวเราเองผ่านการพบปะกันทางกายภาพ แต่จากอัลกอริธึ่มที่คอยคัดเลือกเพื่อนมาแนะนำจากความสนใจร่วมกัน เอาแค่คนที่คิดเหมือนเรา
การเลือกแบบไหนจะปลอดภัยกว่า—ระหว่างกายภาพ กับ อัลกอริธึ่ม และโครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคมของมนุษย์เราจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?
ส่วนตัวผมว่า ถ้าอนาคต เทคโนโลยีไอทีสามารถผสานเอากลิ่นเข้ามาด้วยได้ คงจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น
เพราะถ้าเราได้กลิ่นผ่านมือถือ เราอาจจะรู้ก็ได้นะว่าคนนี้ไม่น่าไว้ใจ คนนี้น่าจะเป็นมิจจี้ และปัญหาเรื่องคอลเซ็นเตอร์อาจจะลดลงหรือหมดไป…
“กริ๊งงงงงงงงงงงง” มีสายเข้าอีกแล้ว เบอร์ใครก็ไม่รู้…ขอไปรับก่อนนะครับ
แต่ก่อนไป…ไปหาน้ำหอมมาพ่นก่อนดีกว่า…
