หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
วันนั้น ผมกำลังเดินกลับจากการไปสำรวจโป่งแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่า ในระยะการเดินสองวัน ทีมลาดตระเวนแวะเข้าไปส่ง ให้คนไว้เป็นเพื่อนหนึ่งคน และกลับมารับอีก 5 วันต่อมา
ผมพบว่าสภาพโป่งค่อนข้างกว้าง อยู่ห่างจากลำห้วยสายหลักราว 500 เมตร
หลายวันผมพบวัวแดงตัวผู้ สีคล้ำจัดเพียงหนึ่งตัว โป่งมีร่องรอยสัตว์ป่ามาก บนด่านทางเข้า นอกจากรอยช้าง มีรอยเสือโคร่ง และรอยอันทำให้ใจเต้นแรงของสมเสร็จ เป็นทำเลทำงานที่ดี ผมตั้งใจว่า จะกลับและเดือนหน้าจะเข้ามาอีกครั้ง
หลังจากพักแรมหนึ่งคืน เราออกเดินตั้งแต่เช้า คิดว่าจะไปกินข้าวกลางวันที่หน่วยตอนบ่ายๆ
อีกราวสามชั่วโมงจะถึงจุดหมาย ขณะเดินเลาะไปตามด่านริมลำห้วย เราพบช้างโขลงหนึ่ง กำลังจะเดินลงลำห้วย ช้างได้กลิ่นคน เกือบทุกตัวหันกลับ เดินอย่างรวดเร็วไปตามด่าน ตัวเล็กถูกขนาบด้วยช้างโตๆ เสียงโครมคราม พุ่มไม้ไหว
ช้างตัวหนึ่งยืนนิ่งหลังกอไผ่ มันคงเป็นตัวพี่เลี้ยงที่คอยดูแลช้างเล็กๆ ใบหูโบกช้าๆ
ผมแนบสายตากับกล้อง ขยับเข้าไปอีกสองก้าว จากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ ซึ่งเรียกได้ว่า ผมถูกช้างเข้า ชาร์จ
ผมขยับจะถอย แต่ช้างเข้าใกล้แล้ว ช้างเหวี่ยงงวงหมายจะใช้งวงคว้า โชคยังเข้าข้าง งวงวืดผ่านห่างไปราวๆ คืบ
มันขยับเข้ามา ยกตีนสูง ผมตั้งหลักได้ ถอยมาอยู่หลังกอไผ่ ช้างลดตีนลง ร่างทะมึนยืนมองผมสักพักก็หันหลังวิ่งเหยาะๆ ตามฝูงใหญ่ไป
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพบกับเหตุการณ์แบบนี้ และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก
แต่เป็นครั้งแรก อันทำให้ผมเข้าใจในเรื่องของระยะห่าง
การเข้าโจมตีของช้างบอกให้รู้ว่า ในป่ามีกฎของการอยู่ร่วมกัน เป็นเพียงแค่การสั่งสอน เป็นบทเรียนซึ่งผมต้องยอมรับ
รอยตีนเสือโคร่งที่เราเห็นบนด่านอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ช้างพี่เลี้ยงอารมณ์ไม่ดีนัก
ลูกช้างตัวเล็กนั่นคือเป้าหมาย เป็นงานยากของเสือ แต่นี่คืองานของมัน เป็นหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมา
เสียงช้างตะบึงห่างไปไกลแล้ว
ผมเช็ดมือที่ชื้นเหงื่อกับกางเกง ผ่านนาทีอันค่อนข้างฉิวเฉียดกับความบาดเจ็บมา ผมยังเชื่อมั่นว่า ในป่าไม่มีสัตว์ร้าย
แต่เรื่องของอารมณ์ ใครจะคาดเดาได้
วันนี้ดูเหมือนว่าเป็นเวลาที่คนท่องเที่ยวในป่า อีกทั้งไม่ใช่ช่วงเวลาซึ่งสัตว์ป่าหายากแล้ว โดยเฉพาะช้าง และกระทิง การปกป้องดูแลอย่างเอาจริงของคนทำงานในป่ามายาวนานส่งผล
แต่ในหลายแหล่งอาศัยคงต้องยอมรับความจริงด้วยว่าชีวิตในป่าขาดสมดุล ประชากรกระทิง, ช้างเพิ่มจำนวนอย่างไร้การควบคุม และเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในหลายแห่งหนักหนาขึ้น มีชีวิต มีทรัพย์สินมากมายสูญเสีย
ปัญหาเหล่านี้กำลังดำเนินไป บางพื้นที่คล้ายจะเป็นสงคราม และก็อย่างที่เรารู้กันดีว่า เมื่อเป็น “สงคราม” ก็ไม่มีผู้ชนะ

สัตว์ป่าหาไม่ยาก ป่า ภูเขา ดอยสูง ชายทะเลเกาะแก่งห่างไกล เต็มไปด้วยรอยเท้าคน กล้อง, อุปกรณ์เดินป่าพัฒนาไปไกล การท่องเที่ยวในป่าเป็นที่นิยม
โอกาสที่คนกับสัตว์จะเผชิญหน้ากันเกิดขึ้นเสมอ ในอุทยานแห่งชาติบางแห่งช้างกับคนเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ทั้งรถทั้งคน ช้างส่วนหนึ่งปรับตัว พบเจอคนรุมล้อมได้ บางตัวแสดงอาการหงุดหงิด เมื่อถูกคนไล่ตามถ่ายรูป
กระทิงบางตัวยืนมองคนที่เข้าใกล้นิ่งๆ บางตัวเลือกเข้าโจมตีทันที หากเผชิญหน้ากันในระยะใกล้
ช่วงเวลาสร้างรังวางไข่ และเลี้ยงดูลูกของนกต่างๆ คือช่วงเวลาทองของการบันทึกภาพ รังนกตามหมายต่างๆ มีคนจำนวนมากเฝ้าถ่ายรูป
นี่เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่สุดของพ่อแม่นก หากถูกรบกวนมากๆ มีโอกาสที่การเลี้ยงลูกจะล้มเหลวได้
กล้อง เป็นเครื่องมือที่ดีในการนำพาเราไปพบกับความเป็นจริงที่ชีวิตในป่าเป็น หากทำความเข้าใจว่า ภาพนก ภาพสัตว์ป่าสวยๆ นั้นเป็นแค่ผลพลอยได้ บทเรียนต่างๆ ที่ป่าพยายามสอน คือความหมายของการเข้าป่าอย่างแท้จริง
แม้ว่าจะเคยถูกสัตว์ป่า “ชาร์จ” เคยบาดเจ็บ ทุกครั้งเกิดขึ้นเพราะผมไม่รักษาระยะห่าง เข้าไปใกล้เกินระยะที่สัตว์ป่าจะอนุญาต
ผมยังคงเชื่อมั่นว่าในป่าไม่มีสัตว์ร้าย แต่มีสัตว์ที่ป่วยเพราะเครียด สัตว์ที่หงุดหงิด
วันหนึ่งเราเข้าใกล้กระทิงได้ในระยะนี้ อีกวันกับกระทิงอีกตัวอาจไม่เป็นเช่นนั้น
สัตว์ป่าส่วนใหญ่จะเตือนเรื่องของระยะ ในระยะที่พวกมันคิดว่าปลอดภัยมันจะใช้ชีวิตไปตามปกติ เช่น กวาง หรือกระทิง ก้มกินหญ้าไปเรื่อยๆ หากเราเข้าไปอีก มันจะเงยหน้าขึ้น เงยหน้าจมูกสูดกลิ่น เรายังก้าวเท้าเข้าไป กวางจะจ้องเขม็ง ยกตีนหน้ากระทืบพื้น นี่คือระยะที่มันไม่อนุญาตแล้ว ช้าง, กระทิงก็จะมีการเตือนเช่นกัน
การเรียนรู้ ทำความเข้าใจในเรื่องของระยะห่าง ยอมรับและไม่ละเมิด
กฎแห่งการอยู่ร่วมกันจำเป็น
ผมทำงานในป่ามานานพอสมควร สิ่งสำคัญที่ได้รู้คือ ภาพ และเรื่องราวต่างๆ เป็นผลพลอยได้
สิ่งที่ป่าสอนบทเรียนต่างๆ ให้คือ ความหมายแท้จริงที่ป่าต้องการบอก
โดยเฉพาะในเรื่องของ “ระยะห่าง” นั้น
ป่าต้องการให้ผมเรียนรู้ เข้าใจ เพื่อมาใช้ขณะอยู่ร่วมกับคน
