หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
รัฐนาวา เดินหน้า ฝ่ากับดัก
จำเป็น มียุบสภา…ไม่มีลาออก
ถ้าดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน
การวิเคราะห์การเมืองช่วงเวลานี้ต้องวิเคราะห์ปัญหาเป็น 3 มิติ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน
และสามารถส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจได้
1.ปัญหาระหว่างประเทศ
กรณีความขัดแย้งกับกัมพูชา ถึงแม้ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่มาก แต่เมื่อมีการใช้ประเด็นชาตินิยมมาเป็นอาวุธทางการเมือง เรื่องนี้จึงอาจขยายได้ โดยจะทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทั้งเรื่องการค้าขายและเกี่ยวกับทรัพยากร
สำหรับกัมพูชานั้นการตกต่ำของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาลและประชาชนอย่างมากมาย การถอนตัวของนักลงทุนจีน ทำให้เกิดการว่างงาน
สงครามการค้าทำให้กัมพูชาจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในการส่งสินค้าออกโดยเฉพาะเมื่อมีการต่อต้านโดยตรงจากยุโรปและอเมริกา ดังนั้น โอกาสที่จะมีผู้ลงทุนในกัมพูชาจึงมีน้อยมาก
ส่วนการต่อต้านการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งปัจจุบันจีนและสหประชาชาติโดดออกมาต้านอย่างเต็มตัว ประเทศไทยซึ่งเสียผลประโยชน์โดยตรงอยู่แล้วก็ต้องกระทำการต่อต้าน เรื่องนี้ส่งผลเสียต่อกัมพูชามาก ทั้งต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ มองดูเผินๆ เหมือนมีเงินใต้ดินไหลเข้าประเทศ แต่เงินเหล่านี้ไม่ได้ตกถึงประชาชนทั่วไป กลับตกอยู่ในกลุ่มผู้มีอิทธิพล
กรณีที่ไทยจะทำเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เพราะมองว่าเงินตราที่ไหลออกเข้าไปในกาสิโนซึ่งตั้งอยู่ประเทศข้างเคียงนั้น แต่ละปีเป็นเงินมากมาย เรื่องนี้มีผลกระทบต่อกาสิโนที่อยู่ในเขตกัมพูชา นักเล่นขาใหญ่จะไม่มีใครเข้าไปเล่นในเขตที่ยากลำบากอีกแล้ว และที่น่ากลัวกว่ากาสิโนก็คือการพนันออนไลน์
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือทรัพยากรด้านพลังงานในทะเลที่เป็นเขตทับซ้อน มีข่าวว่ากัมพูชาได้ตกลงกับนักลงทุนไปแล้ว แต่ขณะนี้ไม่สามารถเปิดได้เพราะยังมีปัญหา แต่การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในเขตทับซ้อนทางทะเลต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ประเทศ เพราะถ้าทำไปโดยลำพังอีกประเทศไม่ยอมเกิดการก่อกวนขึ้น ฐานขุดเจาะจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะจะกลายเป็นเป้านิ่งให้โจมตี ความขัดแย้งจะยิ่งบานปลายกันไปใหญ่
ปัญหากับกัมพูชาคงคลี่คลายได้เนื่องจากกัมพูชายังต้องใช้สินค้าจำเป็นจากไทยและไทยก็อยากค้าขาย แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
2.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ต่อสู้อย่างหนัก จนเลือกตั้งใหม่
ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยอันเนื่องมาจากเหตุหลัก 2 ประการ คือ…การดำเนินคดีฮั้ว ส.ว. ขณะนี้ได้เดินมาจนถึงจุดที่มีการตั้งข้อหาไปถึงระดับกรรมการพรรคภูมิใจไทยแล้ว ซึ่งอาจมีผลไปถึงขั้นยุบพรรค
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการที่พรรคเพื่อไทยต้องการเข้ามาคุมกระทรวงมหาดไทยและปรับเปลี่ยนให้พรรคภูมิใจไทยไปรับผิดชอบกระทรวงอื่นซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม เมื่อมีการแตกแยกก็ต้องปรับ ครม.
ในขณะที่เหตุการณ์เข้าจุดวิกฤตที่ต้องตัดสินใจก็เกิดเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้น และมีคลิปที่ฮุน เซน เปิดออกมาเพื่อโจมตีนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศลาออกในจังหวะนั้นทันที ขณะเดียวกันกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต้องการล้มรัฐบาลนายกฯ แพทองธารก็ประกาศชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก
ทุกอย่างสอดรับกันพอดี ทำให้เพื่อไทยเสียเปรียบ การปรับ ครม.จึงต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแม้จะมีปัญหาต่างๆ ที่ยังไม่ลงตัวก็ตาม
การตั้ง ครม.ชุดใหม่ ดูแล้วยังไม่สามารถปรับให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่มั่นคงมาก ถ้าเสียงปริ่มน้ำก็ต้องหาเสียงมาเพิ่ม เป้าหมายคือ 270 เสียง เพื่อเป็นหลักประกันว่าในการโหวตกฎหมายต่างๆ จะไม่พลาดจนถูกล้มกลางสภา
นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งไม่ใช่เพียงแต่ระหว่างพรรคการเมืองแต่เป็นการขัดแย้งภายในพรรคเดียวกัน
ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยผ่านรัฐสภา จะเต็มไปด้วยการต่อรอง ดังนั้น รัฐบาลถ้าไม่เร่งทำผลงานอำนาจต่อรองจะน้อย ถ้าผลงานดีจะทำให้สามารถยืดระยะออกไปได้พอสมควร
3.ปัญหาที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและคดีทางศาล
จากช่วงเวลานี้ไป การที่พรรคการเมือง ตัวนายกฯ หรือรัฐมนตรี กรรมการพรรค นักการเมือง จะถูกชี้มูลความผิดจากองค์กรอิสระ หรือมีคดีที่ศาลรับเรื่องไว้พิจารณา จะเป็นเรื่องปกติ และมีมากขึ้น แต่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกตัดสินอย่างไร เป็นอีกขั้นตอน
ในระยะเฉพาะหน้า ถ้ารัฐนาวาผ่านไปได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจบแล้ว รัฐบาลจะยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคง
ประชาชนกำลังจับตาดูว่ากระบวนยุติธรรมวันนี้จะเดินหน้าอย่างไร?
ทั้งคดีนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร รองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คุณเนวิน ชิดชอบ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และคดีพรรคก้าวไกล
ดูจากคดีฮั้ว ส.ว. พรรคภูมิใจไทยหนักที่สุด เพราะถึงขั้นยุบพรรค ตัดสิทธิ์ทางการเมืองทั้งแกนนำและทายาทของแกนนำ การดิ้นรนออกจากกับดักของตัวเองจึงต้องลงทุนลงแรงอย่างมาก
ถัดมาก็คือพรรคก้าวไกล (ซึ่งปัจจุบันมี ส.ส.ที่ย้ายมาอยู่ในพรรคประชาชน) ในคดีที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ผลกระทบคือ ส.ส.ตัวหลักในปัจจุบัน
ส่วนพรรคเพื่อไทย ถ้าตัวนายกรัฐมนตรีมีปัญหาก็ต้องดูว่าถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือไม่? นี่อาจจะเป็นไม้เด็ดที่กลุ่มต่อต้านหวังเอาไว้ จากนี้พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมนายกฯ รักษาการไว้ตลอด จนกว่าจะยุบสภา
จัดม็อบขับไล่
แล้วให้ศาลถอดถอน
เคยทำแล้วและจะทำอีก
รูปแบบการเคลื่อนไหวเป็นไปแบบเดิม คือจัดม็อบขับไล่ แล้วใช้องค์กรอิสระและศาลถอดถอน ดูจากการปรากฏตัวของแกนนำแล้วจะพบว่า ลักษณะเชิงอุดมการณ์ ตัวบุคคลส่วนใหญ่คือศัตรูทางการเมือง หรือคู่แค้นทักษิณ พวกเขาเคยใช้มาแล้ว เช่น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองตั้งแต่ช่วงปี 2550-2551 และปรากฏซ้ำอีกครั้งในช่วงปี 2556-2557 ของกลุ่ม กปปส.
คนที่มาร่วมชุมนุมและแกนนำเหล่านี้จะไม่ปรากฏตัวมาคัดค้านต่อต้านการรัฐประหาร แม้เมื่อคณะรัฐประหารเข้ามาปกครองตั้งแต่ปี 2557 และมาตั้งรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งปี 2562 นั่นเป็นเพราะความเห็นชอบทางอุดมการณ์
การเลือกตั้งล่าสุดคะแนนปาร์ตี้ลิสก้าวไกลได้ 14.4 ล้าน เพื่อไทย 10.96 ล้าน แต่ของพรรคกลุ่มอนุรักษนิยมรวมกันก็ยังมีมากกว่า 7 ล้านเสียง
การชุมนุมที่ผ่านมาบางคนอาจจะบอกว่าเป็นการเกณฑ์คนมาว่าจ้างมา แต่ในจำนวนนั้นก็มีคนที่มาร่วมชุมนุมในเชิงอุดมการณ์ด้วย อย่าลืมว่า 1% ของ 7 ล้านเสียงก็คือ 70,000 คน ดังนั้น จึงสามารถจัดการให้คนเหล่านี้มาปรากฏตัว 5,000-20,000 คนได้เสมอ
ถ้าย้อนกลับไปดูอดีตในยุคที่มีเส้นใหญ่ พวกเขาชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาหลายเดือน กล้าปิดสนามบิน กล้าปิดกรุงเทพฯ ยึดกระทรวงทบวงกรม สำนักข่าว โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ กล้าแม้กระทั่งขัดขวางการเลือกตั้ง
ดังนั้น การต่อต้านรัฐบาลด้วยการชุมนุมน่าจะเกิดขึ้นอีก เพราะตอนนี้เห็นท่อน้ำเลี้ยงชัดเจน ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา คือถ้ารัฐบาลทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งพลาด หรือพวกเขาต้องการปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสภา หรือสร้างแรงกดดันในการฟ้องร้องคดี
สำหรับในประเทศไทยเสียงจากประชาชนไม่ใช่เสียงสวรรค์ เหตุการณ์การเมืองในอดีตตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเสียงข้างมากในประเทศนี้ไม่สามารถเอาชนะโครงสร้างทางอำนาจ ที่ดำรงอยู่ตามสภาพความเป็นจริงของแต่ละยุคสมัยได้ อุดมการณ์ทางประชาธิปไตยยังเป็นเพียงตัวหนังสือ
ทางแก้
คือรัฐบาลต้องสร้างผลงานโดยเร็ว
ไม่ใช่แค่เพิ่ม ส.ส.
รัฐบาลคงไม่สามารถทำได้ในเรื่องเศรษฐกิจซึ่งกำลังมีผลกระทบต่อทั้งโลก สิ่งที่จะทำได้ก็คือการแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจจะต้องแก้กฎหมายให้รุนแรงมากขึ้นและควบคุมระบบธนาคาร เพื่อให้การโอนเงินออกยากขึ้นแม้ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร
เรื่องการคอร์รัปชั่นนั้นจะไปเกี่ยวพันกับองค์กรอิสระโดยเฉพาะ ป.ป.ช. ถ้าไม่สามารถสร้างกฎเกณฑ์และกฎหมายให้รวดเร็วและยุติธรรมก็จะทำงานด้านนี้ไม่สำเร็จและจะเป็นผลระยะยาวต่อประเทศเพราะคนทำผิดกฎหมายจะไม่กลัวเกรง
ถ้าพิจารณาทุกมิติที่เกี่ยวข้องกันซึ่งอยู่ ก็ประเมินได้ว่ารัฐบาลนี้จะต้องพยายามประคองเรือให้ผ่านกับดักทุ่นระเบิด ถ้าผ่านเดือนนี้ไปได้ ก็จะไปต่อได้อีกระยะหนึ่ง แม้เป้าหมายคือปี 2570 แต่คงต้องก้าวไปทีละขั้น
ถ้า 3 เดือนแรกผ่านกับดักได้ ก็มีโอกาสไปได้ถึง 1ปี จากนั้นก็ต้องดูสถานการณ์จริงเพราะหลังกลางปี 2569 ทุกพรรคคงพร้อมเลือกตั้ง
แต่ถ้ามีปัญหาจริงๆ ไม่ว่าเมื่อไร ไม่ต้องพูดถึงเรื่องลาออก คงต้องแวะขึ้นเกาะกลางทะเล ด้วยการยุบสภา
