บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
ตามไปดูการใช้ AI ในโรงเรียน ‘ญี่ปุ่น’
กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นได้ออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ AI (Artificial Intelligent) ในโรงเรียน เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ปัญญาประดิษฐ์” ในปัจจุบัน
ให้โรงเรียนส่งเสริม “ความเข้าใจ AI” ให้กับนักเรียน โดยระบุถึงวิธีการนำ “ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์” มาใช้ในโรงเรียน และมาตรการป้องกันที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้เกี่ยวกับ AI สำหรับครู เนื่องจาก AI สามารถช่วยลดภาระงานของครูได้ ผ่านการปรับปรุงกระบวนจัดการเรียนการสอน และใช้ AI เป็นสื่อการสอนเพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการตรวจสอบ Fake News
ทุกวันนี้ ความก้าวหน้าของ AI ที่สามารถทำการบ้าน และเขียนเรียงความแทนเด็กๆ อาจหมายความว่า ครูต้องทบทวนกระบวนการสอบ และวิธีมอบหมายการบ้านแบบเดิมๆ
จึงถือว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ AI ในปัจจุบัน ที่เป็นการกระตุ้นให้ครูสร้างความคุ้นเคยกับ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งเรียนรู้วิธีใช้ และนำมาประยุกต์ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นอาจไปไกลถึงขั้นขอให้บริษัท AI ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่สำหรับใช้ในโรงเรียนอย่างเจาะจง
ซึ่งอาจหมายความถึง ส่งเสริมการคัดกรองเนื้อหาที่เป็นอันตราย การนำคุณลักษณะการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ และพัฒนาเครื่องมือ AI ที่ออกแบบสำหรับนักเรียนโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม แม้หลายฝ่ายจะมองเห็นถึงประโยชน์ของ AI ทว่า ผู้ปกครองของเด็กกลับมีความกังวล เห็นได้จากผลสำรวจของ Cyber Owl ที่ได้ออกแบบสอบถามผู้ปกครองนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมากถึง 70% เชื่อว่า การใช้ AI ของเด็กๆ ควรอยู่ในการควบคุม 49% รู้สึกวิตกกับ AI เช่น ChatGPT ขณะที่ 35% กังวลเกี่ยวกับ “ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กที่ลดลง” 34% วิตกว่าบุตรหลานของตนจะ “เชื่อข้อมูลเท็จ”
อย่างไรก็ดี AI ได้ก้าวเข้าสู่รั้วการศึกษาอย่างแน่นอนแล้ว ไม่ว่าโรงเรียนจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม
เพราะทุกวันนี้ หันหน้าไปทางไหนก็จะพบกับ Generative AI บนโทรศัพท์มือถือ, iPad, Notebook ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน และมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจ
ดังนั้น การตัดสินใจของกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องช่วยนำทางให้โรงเรียนทั้งในญี่ปุ่น และที่อื่นๆ ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้เป็นอย่างดี
เห็นได้จาก หนังสือเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายชุดล่าสุด ที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 48 เล่ม
ได้มีเนื้อหาที่พูดถึง “ปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง” หรือ Generative AI เกือบทุกเล่ม ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีหนังสือเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายเพียง 1 เล่มเท่านั้นที่กล่าวถึง Generative AI
การกล่าวถึง Generative AI ที่เพิ่มขึ้นนี้ ชี้ให้เห็นว่า Generative AI ได้ค่อยๆ ฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้นักการศึกษาตระหนักถึงความเร่งด่วนที่จะต้องเร่งกระบวนการปรับปรุงหลักสูตรทั่วประเทศ
เพื่อเป็นการตระเตรียมคนรุ่นต่อไปให้มีความพร้อมสำหรับการใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มหาศาลของ AI ทั้งแง่ดี และแง่ร้าย
เพราะในปัจจุบัน Generative AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในโรงเรียนต่างๆ ของญี่ปุ่น ในแง่การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น นักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่งในจังหวัดชิบะ ได้รับอนุญาตให้ใช้ AI ในการสร้าง Video Clip เพื่อทำรายงานเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้ใช้แรงงานนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
นักเรียนใช้ AI ในการสร้าง Video Clip เพื่อทำรายงานชิ้นนี้ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการซื้ออาหาร และการกินอาหารของคนญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน รวมถึงคนอังกฤษ
Video Clip ดังกล่าว ได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้ใช้แรงงานใช้เวลาในการทำงานต่อเนื่องมากขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ใช้แรงงานในญี่ปุ่นจะกินอาหารวันละ 3 มื้อแทนที่จะเป็น 2 มื้อ ขณะเดียวกัน Fish & Chip ที่เป็นอาหารยอดนิยมในอังกฤษก็มียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน
เมื่อถึงเวลาต้องตั้งชื่อ Video Clip บรรดานักเรียน (สมาชิกในกลุ่ม) ไม่รู้จะตั้งชื่ออย่างไร จึงหันไปขอความช่วยเหลือจาก Generative AI
หลังจากดูคำแนะนำต่างๆ ที่ Generative AI ให้มาแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจเลือกชื่อ Video Clip
นักเรียนคนหนึ่งกล่าวว่า พวกเขาไม่เก่งเรื่องการตั้งชื่อ Video Clip ให้สะดุดหู แต่ Generative AI ได้ให้ตัวเลือกบางอย่างที่เป็นประโยชน์
นอกจากการทำ Video Clip นักเรียนอีกกลุ่มได้สอนให้ Generative AI รู้จักการเล่น “เป่ายิ้งฉุบ” โดยแสดงรูปสัญลักษณ์มือต่างๆ ให้ Generative AI ดู เพื่อเรียนรู้
พวกเขาค้นพบว่า ยิ่งแสดงรูปสัญลักษณ์มือต่างๆ ให้ Generative AI เห็นมากเท่าไร ความสามารถในการจดจำของ Generative AI ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้นักเรียนจะได้เรียนรู้ถึงความสามารถอันน่าทึ่งของ Generative AI แต่ความกังวลเรื่องข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นจาก Generative AI ก็ยังคงมีอยู่
คุณครูเองก็กังวลไม่น้อยกว่านักเรียน จึงมีการจัด Forum เพื่อถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจาก Generative AI กับนักเรียนอยู่เสมอ
คณะครูพยายามอธิบายว่า Generative AI สามารถเข้าถึงข้อมูลใน Social Media ของนักเรียนได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่ข้อมูลนักเรียนใน Social Media อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
นักเรียนคนหนึ่งกล่าวว่า เคยได้ยินเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้มาบ้าง และเสริมว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงดังกล่าวจากการใช้ Generative AI ในห้องเรียนนั้นมีประโยชน์มาก
ครูอีกท่านกล่าวว่า นักเรียน ม.ต้น ส่วนใหญ่ใช้ Generative AI เพื่อการค้นคว้า ขณะที่นักเรียน ม.ปลาย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของ Generative AI
ครูชี้ว่า การตระหนักรู้ถึงข้อเสียของ Generative AI ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาที่ใกล้ตัวพวกเขา เช่น การเพิ่มขึ้นของ Fake News นั้นให้บทเรียนแก่เด็กๆ ว่า ภาพปลอมแบบ Deepfake ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
นี่คือความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องให้ความรู้เรื่องนี้แก่ครู อาทิ การสร้างระบบฝึกอบรมเพื่อให้ครูได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Generative AI
ดังเช่น นโยบาย “Generative AI ที่บ้าน-พจนานุกรมที่โรงเรียน” ที่หมายถึง การส่งเสริมให้ใช้ Generative AI แยกกันระหว่างบ้านกับโรงเรียน
โดยนักเรียนได้รับมอบหมายให้ใช้พจนานุกรมที่โรงเรียน ส่วนการใช้ Generative AI นั้นจะถูกสนับสนุนให้ใช้ที่บ้าน ปฏิบัติกันแบบนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการใช้ Generative AI ในการเรียนรู้มีข้อดีหลายประการ
ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถของ Generative AI ในการตรวจหาข้อผิดพลาดในประโยคภาษาอังกฤษของนักเรียน ความสามารถดังกล่าวช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Generative AI ยังสามารถสนับสนุนแนวทางการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนค้นหาข้อมูลตามความสนใจเฉพาะตัวของพวกเขาได้อีกด้วย
จะเห็นได้ว่า Generative AI มีประโยชน์อย่างมากในฐานะเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ ทว่า นักเรียนจำเป็นต้องเข้าใจว่า Generative AI ก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้เช่นกัน
ทำให้กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ AI ในโรงเรียนดังได้กล่าวไปในตอนต้นนั่นเอง
สิ่งสำคัญต่อจากนี้ก็คือ การนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนต่างๆ ต้องแสดงเร่งให้ข้อมูลกับครู ถึงวิธีการใช้ Generative AI
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องจัดฝึกอบรมครู เพื่อช่วยให้ครูมีทักษะที่สามารถนำ Generative AI ไปใช้ในชั้นเรียนได้
และนักเรียนเองก็ควรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล และความรู้ด้านสื่อ เมื่อพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับ Generative AI เช่นกันนั่นเอง
