Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเมฆ Mamma
เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2568 ช่วงเย็น หลายท่านอาจจะได้เห็นภาพรุ้งอันงดงามที่กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเห็นด้วยตาตนเอง หรือจากภาพที่แชร์กันมากมายในข่าวและโซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ดี ในวันและช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น ท้องฟ้าก็มีปรากฏการณ์น่าทึ่งไม่แพ้กัน นั่นคือเกิดเมฆรูปร่างแปลกตาน่าฉงน โดยเฉพาะสำหรับคนที่ได้เห็นเป็นครั้งแรก
เมฆที่ว่านี้เป็นก้อนกลมๆ ขนาดต่างกัน มีลักษณะร่วมคือ ดูเหมือนว่าก้อนกลมๆ เหล่านี้ถูกแขวนห้อยลงมา ลองชมภาพที่นำมาฝากกันได้ครับ
คุณมัลลิกา เจียจันทร์พงษ์ ผู้ถ่ายภาพที่ 1 ระบุว่า “เริ่มต้นเห็นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เวลาประมาณ 5 โมงเย็นเศษๆ อากาศเย็นสบายมีลมเย็นเบาๆ” จากนั้นก็ “เฝ้าดูจนเคลื่อนไปสิ้นสุดทางทิศตะวันตก ประจวบกับจันทร์เสี้ยวขึ้นพอดีค่ะ”
คุณจินตนา ศรีธิหล้า ผู้ถ่ายภาพที่ 2 เล่าว่า “ถ่ายภาพจากบนรถ ถนน 347 ขับจากอยุธยามาปทุมธานี (เลยศูนย์ศิลปาชีพบางไทรมาแล้ว) อาจจะมีฝนตกที่อื่นในบริเวณใกล้ๆ นี้ เพราะมองเห็นรุ้งเล็กๆ ก่อนที่จะเห็นเมฆนี้ค่ะ”

คุณบงกช พิศาลวรวิทย์ ผู้ถ่ายภาพที่ 3 และ 4 บันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดว่า “เวลา 18.03 น. เริ่มมีคู่แรก 2 ก้อนเท่านั้น ยังไม่มีก้อนอื่นปรากฏให้เห็น ทำให้เห็นว่าเมฆแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในปริมาณมากในคราวเดียวเสมอไป” (ดูภาพที่ 3)
“ทั้งนี้ ทิศที่ปรากฏคู่แรกเมื่อ 18.03 น. คือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (มองจากเขตพญาไท) โดยแรกเห็นเมื่อหลังฝนหยุดตกได้ไม่นาน อากาศเย็นสบาย ไม่มีแดด เกิดเวลาไล่เลี่ยกับที่ปรากฏรุ้งสองชั้นที่เกิดทางทิศตะวันออก”
“แต่พอถึง 18.04 น. เริ่มมีมากขึ้นต่อไปทางขวาจากคู่แรก จากนั้นในช่วง 18.05 น. ถึง 18.18 น. ก็ปรากฏจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนลาท้องฟ้าไปในเวลา 18.18 น.”
ภาพที่นำมาให้ชมเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่ต้องการแสดงให้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีคนจำนวนมากพบเห็นเมฆลักษณะนี้ ภาพและข้อมูลจากกลุ่มชมรมคนรักมวลเมฆที่ https://www.facebook.com/CloudLoverClub ระบุว่าจังหวัดที่มีรายงานการพบเห็น ได้แก่ กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี (อ.สามโคก) และนนทบุรี

เพื่อให้ประเด็นความรู้เกี่ยวกับเมฆลักษณะนี้คมชัด ผมจะขอแบ่งเป็น 7 ประเด็นย่อย ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง – แหล่งข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับเมฆระดับสากล คือ International Cloud Atlas ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่าเมฆลักษณะนี้เรียกว่า mamma ซึ่งมาจากคำในภาษาละตินแปลว่า เต้านม นั่นเอง ส่วนพจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็บัญญัติชื่อเรียกว่า เมฆเต้านม ด้วยเช่นกัน
คำว่า mamma จะเขียนทับศัพท์ว่า “แมมมา” แต่ออกเสียงเป็น “แมม-ม่า” นะครับ
ประเด็นที่สอง – อย่างไรก็ดี มีการใช้คำว่า mammatus clouds โดยหนังสือเรียน (เช่น Meteorology Today : An Introduction to Weather, Climate, and the Environment, Ninth Edition เขียนโดย C. Donald Ahrens) รวมทั้งวารสารวิชาการ (เช่น Journal of the Atmospheric Science Volume 63 October 2006)
ในกรณีเช่นนี้ ควรแปลคำว่า mammatus clouds ว่า “เมฆแมมมาตัส” อย่างไรก็ดี การใช้คำว่า “แมมมาตัส” นี้อาจทำให้เข้าใจผิดไปว่าแมมมาเป็นสกุลของเมฆ (ซึ่งไม่ถูกต้อง) ดูประเด็นที่สาม (ถัดไป) เลยครับ
ประเด็นที่สาม – เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก็คือ แมมมาไม่ใช่เมฆเดี่ยวๆ แต่จะต้องเกิดร่วมกับเมฆบางสกุลเสมอ นี่คือเหตุผลหลักที่ International Cloud Atlas จัดให้แมมมาเป็นลักษณะเสริม (supplementary feature) หรืออาจพูดง่ายๆ ว่า แมมมาเป็นเพียง “เครื่องประดับ” รูปแบบหนึ่งในบรรดา 11 รูปแบบที่เป็นไปได้ทั้งหมด
ผมเคยนำเสนอลักษณะเสริมทั้ง 11 รูปแบบเอาไว้แล้วในบทความ “ลักษณะเสริมของเมฆ” มี 2 ตอน ที่ www.matichon.co.th/columnists/news_877474 และ www.matichon.co.th/columnists/news_888156
แต่ถ้าคุณผู้อ่านอยากรับชมคลิป ผมก็ได้อธิบายไว้แล้วในรายการ Eureka ของ Thai PBS ตามลิงค์นี้ครับ https://www.youtube.com/watch?v=-HSPt8f3vpA
ประเด็นที่สี่ – สกุลของเมฆที่อาจมีแมมมา หรือ “เต้านม” เป็นลักษณะเสริมได้มี 6 สกุล ได้แก่ ซีร์รัส (Cirrus) ซีร์โรคิวมูลัส (Cirrocumulus) แอลโตคิวมูลัส (Altocumulus) แอลโตสเตรตัส (Altostratus) สเตรโตคิวมูลัส (Stratocumulus) และคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus)
เรื่องสกุลของเมฆ (genus หรือพหูพจน์ genera) นี้ ผมได้อธิบายไว้ในคลิปเช่นกันที่ https://www.youtube.com/watch?v=Dasj97i4uuQ
ประเด็นที่ห้า – แม้ว่าแมมมา หรือ “เต้านม” จะเกิดกับเมฆได้ 6 สกุล แต่หากแมมมาเกิดกับเมฆคิวมูโลนิมบัส (เมฆฝนฟ้าคะนอง) ก็จะมีโอกาสดูโดดเด่นได้
ทั้งนี้ แมมมาที่เกิดกับคิวมูโลนิมบัสจะห้อยอยู่ใต้ส่วนที่ยื่นออกไปจากยอดเมฆส่วนบนที่เรียกว่า อิงคัส (incus) โดยอิงคัสเองก็จัดเป็นลักษณะเสริมรูปแบบหนึ่งของเมฆฝนฟ้าคะนองด้วยเช่นกัน คำว่า incus มาจากภาษาละติน แปลว่า ทั่ง เพราะฝรั่งมองเห็นเมฆฝนฟ้าคะนองที่มีส่วนบนยื่นออกมาเหมือนทั่งสำหรับใช้ตีโลหะนั่นเอง ดูภาพที่ 5 ครับ
ประเด็นที่หก – แมมมามักจะมีมากกว่า 1 เต้า แต่ละเต้ามีขนาดระดับร้อยเมตรถึงกิโลเมตร และคงตัวอยู่นานหลายนาที คำว่า ‘เต้า’ ในที่นี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า lobe หมายถึง แต่ละก้อน
จากการสืบค้นพบว่าประเด็นเรื่องขนาดของแมมมามีข้อมูลหลากหลาย แต่ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งอ้างถึงในบทความปริทรรศน์ชื่อ The Mysteries of Mammatus Clouds : Observations and Formation Mechanisms ตีพิมพ์ใน Journal of the Atmospheric Sciences เดือนตุลาคม ค.ศ.2006 ระบุว่าอายุเฉลี่ยของแมมมาแต่ละเต้าคือ 10 นาที (เฉลี่ยจาก 14 เต้า) และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยคือ 350 เมตร (เฉลี่ยจาก 54 เต้า) [จากเอกสารที่อ้างถึง หน้า 2414]
อย่างไรก็ดี เนื่องจากแมมมามักมาทีละหลายๆ เต้า ผลก็คือ แมมมาทั้งกลุ่มอาจปรากฏตรงบางส่วนใต้รูปทั่งของเมฆคิวมูโลนิมบัส หรืออาจแผ่ไปไกลเกินกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร ส่วนระยะเวลาก็อาจคงตัวอยู่นานกว่า 10 นาที หรืออาจนานได้ถึง 2-3 ชั่วโมงก็เป็นไปได้ [จากเอกสารที่อ้างถึง หน้า 2420]
สนใจบทความดังกล่าว ตามไปที่ https://journals.ametsoc.org/view/journals/atsc/63/10/jas3758.1.xml
ภาพที่ 6 แสดงขนาดของแมมมาเมื่อเทียบกับเครื่องบิน จากการสอบถามนักบินมืออาชีพคือ กัปตัน Nattaya Kwanrak พบว่าเครื่องบินในภาพน่าจะเป็น Airbus A330-300 ซึ่งมีความยาว 63.67 เมตร จากภาพจะเห็นว่าแมมมาแต่ละเต้าใหญ่กว่าเครื่องบินราว 5 เท่า นั่นคือ แมมมากว้างราว 320 เมตร (ซึ่งสอดคล้องกันดีกับค่าเฉลี่ย 350 เมตรที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้)
ประเด็นที่เจ็ด – จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่พบว่าแมมมาเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวแต่อย่างใด
เมฆแมมมาเป็นหนึ่งในความน่าทึ่งของธรรมชาติ ซึ่งเรามีโอกาสได้เห็นของจริงหากหมั่นมองท้องฟ้าให้บ่อยขึ้นครับ

9 มิถุนายน พ.ศ.2555 18.21 น.
สวนหลวง ร.๙ มองไปทางทิศตะวันออก
ภาพ : พิเชษฐ อิทธิสัทธากุล

ที่มา : https://kids.weather.gov.hk/eBook/ebook_cloud/m_ebook_cloud09_e.htm

เสาร์ 28 มิถุนายน พ.ศ.2568
เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
ภาพ : บงกช พิศาลวรวิทย์

เสาร์ 28 มิถุนายน พ.ศ.2568
เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
ภาพ : บงกช พิศาลวรวิทย์
