ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
แค่ลมหายใจ
ก็รู้ทันใดว่าอ้วน!!
“หมอคะ…หนูควบคุมอาหารมาตลอด แต่ทำไมมันไม่ลดเลย?”
หญิงสาววัยรุ่นเอ่ยถามเสียงเบา นัยน์ตาฉายแววผิดหวัง เธอเป็นสาววัยรุ่นที่ใครๆ ก็วาดฝันให้ผอมสวยหุ่นสเลนเดอร์ราวบาร์บี้จำแลง แต่ความจริงในห่างไกลจากความฝันยิ่งนัก เพราะไม่ว่าเธอจะอด จะคุมอาหาร จะออกกำลังกาย แต่น้ำหนักและดัชนีมวลกาย (BMI) ของเธอก็ยังไม่ยอมลดลงไปจนถึงจุดที่คาดหวังเสียที อย่างมากก็ได้ยินดีกับหุ่นลีนปนอวบอยู่แค่ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ช้าไม่นาน ก็โยโย่กลับมาเปล่งปลั่งเต่งตึงทุกที
แต่เธอไม่ได้โดดเดี่ยว ที่แผนกโรคทางเดินอาหาร ศูนย์การแพทย์ซีดาร์ส-ไซไน (Cedars-Sinai Medical Center) มาร์ก พิเมนเทล (Mark Pimentel) แพทย์เชี่ยวชาญทางเดินอาหารและทีมต้องผจญกับคำถามนี้แทบทุกวัน เช้า สาย บ่าย ค่ำ จนเห็น pain point ได้อย่างชัดเจน
และเริ่มคิดว่าบางที “ความอ้วนอาจไม่ได้มีสาเหตุอยู่แค่ที่อาหาร แต่อาจจะเป็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในที่เรานึกไม่ถึงก็เป็นได้”

งานวิจัยยุคใหม่เริ่มชี้ชัดว่าคนผอมมีจุลินทรีย์ดีๆ อยู่ในท้องมากกว่าคนอ้วน ช่วยเผาผลาญไขมันไม่นานมานี้ ก็มีชัดเจนว่าจุลินทรีย์ดีๆ หลายตัวที่พบในทางเดินอาหารของคนที่ลีน ก็ช่วยในการเผาผลาญได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ไขมันสะสมในร่างกายทั้งใต้ผิว ในเลือดและในตับลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กลไกจะยังไม่ชัดว่าพวกมันไปทำอะไรบ้างถึงให้ผลน่าตื่นเต้น แต่แค่นี้ก็ทำให้คนหันมาสนใจพวกมันมากมายแล้ว เพราะไม่แน่ว่าชุมชนเล็กๆ ของสิ่งมีชีวิตจิ๋วที่อาจทรงพลังกว่าเทรนเนอร์ที่ยิมเสียอีก
อยู่ในทางเดินอาหาร แน่นอนว่าจุลินทรีย์พวกนี้มักจะพบอยู่ในอุจจาระ อยู่กันเป็นไมโครไบโอตา (microbiota) หรือสังคมจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ยืดยาวของมนุษย์ และถ้าอยากตรวจก็น่าจะต้องตรวจจากอุจจาระและสิ่งขับถ่าย
แต่หมอมาร์กไม่หยุดแค่ตรงนั้น มาร์กเชื่อว่าบางทีจุลินทรีย์อาจจะมีสัญญาณความอ้วนที่ตรวจพบได้แม้แค่ในลมหายใจ
และเพื่อพิสูจน์ มาร์กและทีมตัดสินใจระดมอาสาสมัครหุ่นหมี BMI สูง (ที่ว่าสูงคือขั้นต่ำ 30 และขั้นสูงคือ 60) อายุระหว่าง 18 ถึง 65 ปี จำนวน 58 คน เอาเครื่องวัดลมหายใจมาจ่อปากพวกเขา และแล้วดูว่าในลมหายใจของแต่ละคนนั้นมีอะไรแปลกปลอม
ผลออกมาชัดเจนและน่าทึ่ง แม้เทียบสี เทียบกลิ่นจะไม่มีอะไรต่างกันแม้แต่น้อย ราวหนึ่งในห้าของกลุ่มทดลองนั้นมี “มีเทน” สูงปรี๊ด ราวกับเรอวัวที่เพิ่งเคี้ยวหญ้าสดจากทุ่ง ไม่ใช่เพราะกินถั่วเยอะ แต่เพราะจุลินทรีย์บางตัวในลำไส้ของพวกเขาผลิตมันออกมา
และคนกลุ่มที่มีมีเทนสูงนี่แหละ ที่น้ำหนักขึ้นง่าย ลดเท่าไรก็ไม่ลง

เพื่อยืนยันสิ่งนี้ให้ชัดเจนไร้ข้อกังขา รูจิ มธุร (Ruchi Mathur) แพทย์เชี่ยวชาญโรคเบาหวาน หนึ่งในทีมวิจัยเริ่มตามเก็บตัวอย่างเพิ่มขึ้น คราวนี้จากอาสาสมัครจำนวนมากถึงเกือบ 800 คนเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภายในลมหายใจของแต่ละคนอีกทีอย่างละเอียด และเธอก็พบว่าในกลุ่มอาสาสมัครที่อ้วนจัด BMI สูง มักจะมีปริมาณก๊าซมีเทนและก๊าซไฮโดรเจนสูงตามไปด้วย
การค้นพบมีเทนในลมหายใจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีเทนผลิตจากจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารอยู่แล้ว ที่จริง เคยมีงานวิจัยในสัตว์ที่เชื่อมโยงระหว่างมีเทนกับน้ำหนักอยู่บ้างแล้วด้วย “ความหวังของเราก็คือค้นหาจิ๊กซอว์อีกหนึ่งชิ้นที่จะทำให้เราเข้าใจโรคอ้วนให้ได้” รูจิกล่าว
มาถึงตรงนี้ ผมนึกย้อนไปถึงเรื่องมีเทนในเรอวัว ในวัว ก๊าซพวกนี้ส่วนใหญ่จะถูกผลิตในกระบวนการหมักโดยจุลินทรีย์ในกระเพาะผ้าขี้ริ้ว (Rumen) เก็บสะสมคลุกเคล้าอยู่กับก้อนอาหาร และเมื่อถึงยามที่พวกมันขยอกขย้อนก้อนอาหารที่ย่อยอยู่นั้น ออกมาเคี้ยวเอื้อง พวกมันก็จะเรอมีเทนออกมา กลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับสิ่งแวดล้อม
เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้โลกร้อน ถ้ามองในมุมนี้ โรคอ้วนก็คงมีส่วนที่จะทำให้โลกร้อนได้สินะ…

รุจิพบว่า คนผอมมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายมากกว่า ซึ่งเธอเปรียบเปรยเหมือนกับมี ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ในขณะที่กลุ่มคนอ้วนมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายน้อยกว่า ถ้าเปรียบก็คงประมาณบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยสารอาหารแต่มีสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดยึดครองเป็นเจ้าของพื้นที่
ซึ่งน่าสนใจ เพราะไปสอดคล้องกับงานวิจัยที่อีกมากมายที่พบว่าการกินอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด ที่ให้พลังงานสูง แต่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการเท่าไร ทำให้ผู้คนหันมาสนใจอาหารแบบคลีนและพวกอาหารพื้นเมืองที่มีสารอาหารที่หลากหลาย และน่าจะเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ได้มากกว่า จนถึงขนาดที่ว่ามีนักวิจัยพยายามที่จะไปศึกษาอาหารและสังคมจุลินทรีย์ของพวกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลจากยุคดึกดำบรรพ์เลย ด้วยความหวังที่ว่าเผื่อจะได้จุลินทรีย์จากยุคนีแอนเดอร์ทัลมาช่วยเสริมจุลินทรีย์ในคอลเล็กชั่นสังคมจุลินทรีย์ของมนุษย์ยุคปัจจุบันบ้าง
คำถามคือแล้วมีเทนเกี่ยวอะไรกับความอ้วน จะตอบให้ชัดแบบฟันธงก็คงยาก และน่าจะต้องศึกษาอีกค่อนข้างเยอะ แต่สำหรับรูจิ เธอคิดว่าก๊าซมีเทนที่เกินมาน่าจะทำให้เกิดการชะลอการเคลื่อนที่ของอาหารผ่านลำไส้ และพออาหารติดค้างอยู่นาน ร่างกายก็จะดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น ทำให้ “กินเท่าเดิม แต่ได้แคลอรีเพิ่มเติมมาตรึม”
แต่คำถามที่แท้จริงที่รูจิอยากรู้ คือจุลินทรีย์ตัวไหนที่อุตริมาปล่อยมีเทนอยู่ในตัวเรา?

คําตอบก็คือ “Methanobrevibacter smithii” ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ในตระกูลอาร์เคีย (Archaea) หรือพวกแบคทีเรียโบราณ ที่พบพานอยู่ได้ในพื้นที่เอ็กซ์ตรีม อย่างเช่นน้ำพุร้อน ทะเลลึก ภูเขาไฟ และที่สำคัญที่สุด ในลำไส้
นี่คือการค้นพบที่น่าสนใจ เพราะว่าในอดีต หากอยากผอม ในกรณีที่อ้วนจนไม่ไหวแล้ว แพทย์บางคนก็จะจัดการหาวิธีรักษาเพื่อให้คนไข้ดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง แคลอรีจะได้ไม่สะสมจนอ้วนฉุ โดยมาก เนื่องจากเป็นพวกอาการค่อนข้างหนัก แพทย์ก็มักจะแนะนำการรักษาแบบเชิงรุก ซึ่งค่อนข้างน่ากลัว ซึ่งก็คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะที่เรียกว่า Gastric bypass surgery
แต่ในเมื่อจับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว เราก็อาจจะใช้ยาปฏิชีวนะบางขนานเข้าไปล้างบาง M. smithii ให้วอดวายหายสิ้นไปได้โดยตรง
เมื่อ M. smithii ไม่สามารถแผลงฤทธิ์ได้ ก๊าซมีเทนก็จะลดลง กากอาหารก็จะเคลื่อนผ่านกระเพาะลำไส้ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ดูดซึมสารอาหารได้ลดลง โอกาสผอมก็จะมากขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง…มันจะเป็นวิวัฒนาการใหม่ของการลดความอ้วนที่ไม่ต้องพึ่งมีดหมอ ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องเลาะกระเพาะ ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ แค่หากลยุทธ์มาจัดการกับจุลินทรีย์
ว่าแล้วก็แอบคิดย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับแวดวงปศุสัตว์ไม่ได้ เพราะจำนวนวัวเลี้ยงทั่วโลกในฟาร์มวัวมีราวๆ หนึ่งพันห้าร้อยล้านตัว แต่ละตัวช่วยกันเรอมีเทนออกมาคละคลุ้งทั้งวัน เดินไปเรอไป เรอจนโลกร้อน ปัญหาน่าจะไม่ต่างเท่าไร ของคนอาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำเพราะมีกระเพาะเดียว
ยิ่งในตอนนี้ เทคนิคการลดมีเทนเรอวัว ยิ่งมีการพัฒนาขึ้นมาเยอะแยะเต็มไปหมด ตั้งแต่การใช้ยาลดก๊าซในกระเพาะอาหารอย่าง 3-NOP (3-Nitroxypropanol) เข้าไปลดการทำงานของเอนไซม์ผลิตมีเทนอย่างเอนไซม์ Methyl-coenzyme M reductase หรือ MCR ของจุลินทรีย์ ไปจนถึงการใช้สาหร่ายแดงหน้าตาเหมือนหน่อไม้ฝรั่งที่มีชื่อว่า Asparagopsis taxiformis ที่ผลิตสารออกฤทธิ์ Bromoform ที่จะไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของอาร์เคียสร้างมีเทนในทางเดินอาหารของวัวได้อย่างชะงัดจนทำให้มีเทนจากวัวลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ยังมีหนึ่งประเด็นน่าคิด ซึ่งก็คือ กลวิธีพวกนี้จะเวิร์กกับคนได้เหมือนกับที่เวิร์กกับวัว (และสัตว์เคี้ยวเอื้องตัวอื่นๆ) ด้วยไหม?
และถ้าจะมีการทดสอบในคน ก็คงต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานกว่าที่ตัวเทคโนโลยีจะสุกงอมและพร้อมใช้อย่างจริงๆ จังๆ นั่นหมายความว่าสำหรับตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้
แต่หากวันใดทำได้สำเร็จ…อนาคตของการลดความอ้วนก็อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตาชั่ง หรือแอพพ์นับแคลอีกต่อไป แต่อยู่ที่การปรับแต่ง “ลมหายใจ” ให้ไร้มีเทน
