การท่องเที่ยวล้นเกิน (Overtourism) การต่อต้านการท่องเที่ยว (Anti-tourism) : จริยศาสตร์กับทางสองแพร่งของการท่องเที่ยว
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากท่ามกลางบรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศที่ฝุ่นยังตลบอบอวล ไม่จางจากหายไปง่ายๆ
ผู้เขียนเลยอยากชวนทุกท่านแวะพักคลายอารมณ์ด้วยการขบคิดถึงประเด็นอื่นบ้าง
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน มีการชุมนุมเดินขบวนประท้วงขับไล่นักท่องเที่ยวให้กลับบ้านเสีย มีการฉีดน้ำไล่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งชูป้าย “นักท่องเที่ยวกลับบ้านไปซะ” (tourists go home!) หรือ “การท่องเที่ยวกำลังฆ่าบาร์เซโลนา” (tourism is killing Barcelona) ฯลฯ
อันที่จริงเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก
แต่เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานจากปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกิน

การท่องเที่ยวล้นเกิน (overtourism) บางคนก็แปลว่า การท่องเที่ยวล้นเมือง โดยรวมแล้วหมายถึงสถานการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่อันเป็นที่นิยมจนเกินกว่าแหล่งท่องเที่ยวนั้นจะรองรับได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งด้านจิตวิทยาและการเมือง
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายและเป็นปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นอันเกิดจากการจัดการที่ไม่เหมาะสมของภาคการท่องเที่ยว
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนอย่างเดียว
อันที่จริงหากกล่าวเฉพาะเมืองบาร์เซโลนานั้นน่าจะเผชิญปัญหานี้ตั้งแต่หลังโอลิมปิกปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีการปรับปรุงสนามบิน สร้างชายหาดใหม่ และเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวชาติต่างๆ หลั่งไหลกันมาท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก
จากเดิมเคยรับนักท่องเที่ยวแค่ 1.7 ล้านคนในปี พ.ศ. 2533 แต่ภายในปี พ.ศ. 2547 ยอดนักท่องเที่ยวพุ่งขึ้นสูงถึง 4.5 ล้านคน
และก่อนสถานการณ์โควิด-19 ในปี พ.ศ. 2562 จำนวนนักท่องเที่ยวที่บาร์เซโลนาต้องรับมือมีถึง 16.1 ล้านคน
แน่นอนว่า สภาวะเช่นนี้นี่เองที่เรียกว่า การท่องเที่ยวล้นเกิน

ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยวล้นเกินก็อย่างเช่น ผู้อยู่อาศัยในแหล่งการท่องเที่ยวนั้นเกิดการแออัดยัดเยียดในการใช้พื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่สาธารณะอัดแน่นด้วยผู้คน ถนนหนทางเต็มไปด้วยการจราจรติดขัด
นอกจากนี้การดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ก็จะยากลำบากมากกว่าเดิม เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นสำหรับคนท้องที่ที่อาศัยอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวนั้น ตลอดจนเกิดความเบื่อหน่ายหรือเข็ดขยาดจากการท่องเที่ยว (tourism-phobia)
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำลายธรรมชาติและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว การสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่
นอกจากนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียมในด้านรายได้ ความเสี่ยงในด้านเศรษฐกิจสำหรับชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากปัญหาการท่องเที่ยวล้นเกินทั้งสิ้น
หลายคนคงสงสัยว่าอยู่ดีๆ สิ่งที่เรียกว่า การท่องเที่ยวล้นเกินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้เขียนคิดว่าปัจจัยหลักคงมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวในปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางที่เรามี จีพีเอส หรือกูเกิลแมปส์ ทำให้เราเดินทางได้ง่ายมากขึ้น สามารถเข้าไปในตรอกซอกซอยที่เราไม่เคยไป หรือสมัยก่อนก็ไปได้ยากแม้จะรู้ทางจากแผนที่ก็ตาม
นอกจากนี้ยังมี อูเบอร์ แกร็บ ฯลฯ ที่เป็นบริการเรียกรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้เกิดความสะดวกมากมายในการเดินทาง
ยังมิพักต้องพูดถึงสายการบินราคาถูก หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ที่เราคุ้นเคยกันในสมัยนี้ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นเรื่องสะดวกสบายเสียเหลือเกิน
ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ทำให้เกิดธุรกิจที่พักหรือโรงแรมแบบแอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ที่เปลี่ยนโฉมโลกของการท่องเที่ยวครั้งใหญ่
นอกจากที่พักราคาถูกแล้ว เส้นแบ่งระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนท้องที่ยิ่งพร่าเลือนมากยิ่งขึ้นไปอีก
นักท่องเที่ยวไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่แค่เฉพาะแหล่งท่องเที่ยวหรือที่โรงแรมอีกต่อไป หากแต่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ยังแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ชีวิตของคนท้องถิ่นหรือเจ้าบ้านแบบไม่ทันตั้งตัวเลยก็ว่าได้
ถ้าเราคิดว่าสภาวะแบบนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาตรงไหน ให้เราลองจินตนาการเล่นๆ ดูก็ได้ว่า ในแต่ละวันเราก็ใช้ชีวิตปกติที่บ้านของเรามาตลอด แต่วันดีคืนดีมีคนแปลกหน้าที่ไหนไม่รู้ เดินผ่านไปผ่านมา แวะมาดูหน้าบ้านเรา ถ่ายรูป นั่งพักเหนื่อยที่ริมรั้ว ส่งเสียงเอะอะพูดคุยตลอดวันใกล้บ้านเรา เราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง
สิ่งเหล่านี้รุกคืบเข้ามาในนามของการท่องเที่ยว
ไม่ใช่เพียงเมืองบาร์เซโลนาเท่านั้นที่ประสบปัญหาจากการท่องเที่ยวล้นเกิน จนต้องมีมาตรการหยุดการสร้างโรงแรมใหม่เพื่อควบคุมจำนวนผู้เข้าพัก แต่เมืองใหญ่ๆ ในยุโรปก็ล้วนเผชิญปัญหาลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ต้องถูกสั่งปิดให้บริการชั่วคราวเนื่องจากการประท้วงของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป
ส่วนกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการเปิดตัวแคมเปญ “เพลิดเพลินแต่ยังเคารพกัน- Enjoy and Respect” เพื่อปรับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเพิ่มค่าปรับให้มากขึ้นสำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยว
และที่เมืองซานโตรินี ประเทศกรีซ เผชิญกับความท้าทายจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน
จากตรงนี้นี่เองทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งขึ้นมาอันเป็นปฏิกิริยาจากการท่องเที่ยวล้นเกินก็คือ การต่อต้านการท่องเที่ยว (anti-tourism) ซึ่งก็คือ สถานการณ์หรือปฏิริยาของคนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และไม่สามารถทนหรือยอมรับได้อีกต่อไป จึงรวมตัวกันขับไล่นักท่องเที่ยวให้ออกจากพื้นที่ของชุมชน
ย้อนกลับไปบาร์เซโลนาในปี ค.ศ. 2017 มีผู้ชุมนุมมากกว่า 150,000 คนที่ออกมาต่อต้านการท่องเที่ยว พร้อมทั้งถือป้ายชูคำขวัญไล่นักท่องเที่ยวกลับบ้านซึ่งไม่ต่างจากข่าวในปัจจุบันแต่อย่างใด
ชาวเมืองเรียกร้องให้มีการจำกัดโรงแรม ห้ามสร้างที่พักแบบแอร์บีเอ็นบี และขอให้มีมาตรการควบคุมที่พักเหล่านี้ให้เคร่งครัดมากกว่าเดิม
ในวิชาปรัชญาการท่องเที่ยว (philosophy of travel) ที่ผมรับผิดชอบสอนอยู่ที่ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นั้นเนื้อหาส่วนนี้จะเป็นประเด็นให้เราอภิปรายกันในส่วนที่เรียกว่า จริยศาสตร์กับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะด้านหนึ่งเวลาเราพูดถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (tourism) ไม่ว่าหน่วยงานทางราชการหรือเอกชน ต่างก็อยากให้จำนวนนักท่องเที่ยวมีให้มากที่สุด
ยิ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักแล้ว ยิ่งต้องทำทุกวิถีทางให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศของตนให้มากที่สุด
แต่ในอีกทางหนึ่ง หากเราเปิดรับนักท่องเที่ยวมากเกินความสามารถที่เราจะจัดการได้ ก็จะนำไปสู่สภาวะการท่องเที่ยวล้นเกินได้
และก็จะนำมาสู่ปรากฏการณ์ต่อต้านการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน
ตรงนี้เองในปรัชญาการท่องเที่ยวจึงเรียกว่า “ทางสองแพร่งของการท่องเที่ยว” (dilemma of tourism)
อธิบายตรงนี้อีกครั้ง การท่องเที่ยวล้นเกินกับการต่อต้านการท่องเที่ยวนั้นมีความสัมพันธ์กันโดยตรงอันเป็นผลจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเน้นการทำกำไรให้มากที่สุดจากการท่องเที่ยว เมื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย นักท่องเที่ยวก็จะมีปริมาณล้นเกินซึ่งอาจส่งผลกระทบกับคนที่อาศัยอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว
เมื่อมีผลกระทบในด้านต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีกระแสการต่อต้านนักท่องเที่ยวเกิดขึ้น
แต่ครั้นจะลดหรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวลง ก็จะทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวซบเซาได้
ที่สำคัญก็ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามที่ต้องการ
ตรงนี้จึงเป็นภาวะความลักลั่นของการท่องเที่ยว
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราควรทำอย่างไร
เมื่อมีคำถามว่าเราควรทำอย่างไร คำถามนี้ก็จะนำเราไปสู่การพิจารณาปัญหาดังกล่าวในทางจริยศาสตร์นั่นเอง
ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าความคิดเรื่องความยั่งยืน (sustainability) สิทธิ (rights) ความรับผิดชอบ (responsibility) และความอดทนอดกลั้น (tolerance) จะเป็นมโนทัศน์สำคัญทางจริยศาสตร์ที่ช่วยในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวได้
ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากนักท่องเที่ยวให้คำนึงถึงสิทธิของคนในพื้นที่ และต้องมีความรับผิดชอบในพฤติกรรมการท่องเที่ยวของตนด้วย
ส่วนเจ้าบ้านหรือผู้คนพื้นที่การท่องเที่ยวก็อาจจะต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายและคำนึงถึงสิทธิของนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐหรือสังคมมีความสำคัญที่สุดว่ารัฐเองจะมองว่าการท่องเที่ยวนั้นเป็นเพียงที่ตักตวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น
หรือมองว่าการท่องเที่ยวนั้นเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาสังคมและชีวิตผู้คน พยายามแสวงหาวิธีการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนพอเหมาะพอสมกับการหารายได้
และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนที่เป็นเจ้าบ้านของแหล่งท่องเที่ยวนั้นไปพร้อมๆ กัน จึงจะไม่เกิดปัญหาการต่อต้านการท่องเที่ยวตามมา
แม้ว่าการท่องเที่ยวจะมีประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตผู้คน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชนท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญมาก
การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่เหมาะสมและความร่วมมือจากทุกฝ่าย
เพื่อให้การท่องเที่ยวสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
