บวชนาค พิธีกรรมสัญลักษณ์ เปลี่ยนผ่าน คนพื้นเมือง ให้เป็นอารยชน
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
“นาค” เป็นคำใช้เรียก “มนุษย์” ผู้ชายที่จะขออุปสมบท คือบวชเป็นพระภิกษุ คนไทยนิยมบวชกันในช่วงเข้าพรรษา ก่อนบวชพระต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีล เรียกว่า “นาค” ถือเป็นประเพณีโบราณนานมาแล้ว ไม่เรียกพิธีอุปสมบทว่าบวช “คน” ให้เป็น “พระ” แต่เรียกบวช “นาค” ให้เป็น “พระ” เพราะเล่าต่อๆ กันมาโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มเล่าว่า มีนาคแอบมาบวชเป็นพระ แล้วพระพุทธเจ้าจับได้จึงให้สึก และด้วยน้ำพระทัยอันเมตตาของพระพุทธองค์ จึงได้มีพระพุทธบัญญัติให้เรียกคนที่เตรียมจะบวชเป็นพระว่า นาค เพื่อรำลึกถึงนาคตนนั้น
แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถึงแม้ว่าเรื่อง “นาค” ปลอมเป็น “มนุษย์” มาบวชเป็นมนุษย์แล้วถูกจับได้นั้นมีในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพระไตรปิฎก แต่ข้อความในพระไตรปิฎกจบลงที่พระพุทธเจ้าตัดสินให้ “สึก” เพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการให้ “บวชนาค” เพื่อเป็นการระลึกถึงอย่างที่เราเข้าใจ
พิธีบวชนาคจึงเป็นเรื่องพื้นเมืองของเรานี่เอง ไม่มีในอินเดียเสียหน่อย
ในพระวินัยของพระพุทธเจ้าจึงไม่มีเรื่อง “บวชนาค” เพราะมีแต่ “สึกนาค” ต่างหาก พิธีบวชนาคจึงไม่มีในชมพูทวีปคือ ไม่มีร่องรอยในอินเดียสมัยโบราณ แต่เป็นประเพณีพื้นเมืองของสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะบริเวณผืนแผ่นดินที่เป็นพม่า เขมร ลาว และไทยปัจจุบัน
ที่ลังกาก็มีการบวชนาค แต่ชาวลังกาเองก็ไม่สามารถอธิบายได้นะครับว่าคืออะไร? และมาจากไหน?
ดังนั้น จึงน่าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า พิธีบวชนาคในลังกานั้น เพิ่งรับใหม่ไปจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวพระอุบาลี จากวัดธรรมาราม อยุธยา รับนิมนต์ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนา “สยามวงศ์” ที่ลังกาทวีปเมื่อ พ.ศ.2295 นี้เอง
สรุปง่ายๆ อีกทีก็ได้ว่า เป็นคนในอุษาคเนย์แท้ๆ นี่แหละ ที่อธิบายไม่ได้ว่าพิธีบวชนาคคืออะไร? มาจากไหน? แล้วพากันโอนกลับไปที่อินเดีย ทั้งๆ ที่อินเดียไม่เคยมีบวชนาคเลยเสียหน่อย
ปราชญ์ และปัญญาชนไทยผู้ล่วงลับอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ (พ.ศ.2473-2509) เคยได้อธิบายเอาไว้ว่า คำว่า “นาค” ในภาษาไทยนั้น ยืมมาจากภาษาบาลี-สันสกฤตอีกทอดหนึ่ง โดยมีรากเก่าแก่มาจากคำว่า “nog” ในตระกูลภาษาอินโดยูโรเปียนอยู่อีกทอด
ศัพท์คำนี้แปลว่า “เปลือย” ซึ่งพอส่งต่อไปยังภาษาละติน ที่ก็เป็นลูกหลานของภาษาตระกูลอินโดยูโรเปียนไม่ต่างไปจากภาษาสันสกฤต ก็กลายเป็นศัพท์คำว่า “nake” (ที่ก็แปลว่า เปลือย นั่นแหละ) และรวมถึง “snake” ที่แปลว่า “งู”
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ตำนานหรือนิทานต่างๆ มักจะเรียก “คนท้องถิ่น” ด้วยศัพท์สัญลักษณ์ว่า “นาค” และมักจะให้ภาพคนเหล่านี้ว่า “เปลือย” พร้อมกับที่กล่าวถึงผู้นำวัฒนธรรมใหม่มาจากแดนอื่นว่า เป็น “มนุษย์” ผู้นำอารยธรรมคือ “เสื้อผ้า” มาสวมใส่ให้กับพวกนาค ดังปรากฏเป็นตำนานนิทานอยู่มากมายเลยทีเดียว
ในจารึกของพวกจามโบราณ มีนิทานการกำเนิดของฟูนัน รัฐเริ่มแรกของอุษาคเนย์ ที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ได้อ้างว่า พราหมณ์โกณฑิณยะ จากชมพูทวีปเดินทางข้ามสมุทร แล้วปราบปรามชนเผ่าพื้นเมืองที่มีหัวหน้าเป็นผู้หญิงชื่อ “นางนาคโสมา” ซึ่งก็คือ “นางเปลือยโสมา”
เอกสารจีนก็มีจดบันทึกนิทานเรื่องราวคล้ายๆ กันช่วงยุคสามก๊กไว้ในเอกสารของคังไท่ และจูยิง ว่า “ฮวนเตียน” (ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ของคำว่า “โกณฑิณยะ” ในภาษาสันสกฤต) จากชมพูทวีปเดินทางข้ามสมุทรแล้วปราบปรามชนเผ่าพื้นเมืองที่มีหัวหน้าเป็นผู้หญิง
เอกสารจีนเรียก “หลิวเย่” แปลว่านางใบมะพร้าว (ที่จริงควรแปลว่า ใบหลิว?) หมายความว่า ไม่นุ่งผ้า แต่เอาใบมะพร้าวมาห่อหุ้มร่างกายเท่านั้น ผลจากชัยชนะในครั้งนั้นทำให้โกณฑิณยะได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ของฟูนัน
น่าสังเกตด้วยว่า ในนิทานกำเนิดกรุงกัมพูชาของชาวเขมรเรื่อง “พระทอง-นางนาค” เอง ก็มี “นาค” เป็นสัญลักษณ์ของ “หญิงท้องถิ่น”
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พระทองเป็นโอรสของกษัตริย์จีน (บางสำนวนก็ว่า เป็นอาณาจักรจามปา ทางตอนกลางของเวียดนามต่างหาก) แต่ทำผิดร้ายแรงจนต้องระหกระเหินออกมาจนพบกับ “นางนาค” อยู่ที่โคกทะโลก
“นางนาค” ในนิทานเรื่องนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น “พญานาค” เมื่อพระทองเอ่ยปากขอนางนาคแต่งงาน นางนาคก็จึงพาว่าที่สามีของตนเองไปพบกับว่าที่พ่อตาของตนเอง ที่เมืองบาดาล อันที่ถิ่นที่อยู่ของสัตว์มหัศจรรย์อย่างบรรดาพญานาค
เมื่อพ่อตาได้พบว่าที่ลูกเขยก็ถูกชะตาอย่างไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ พร้อมกับยกลูกสาวให้ แถมยังใจดีขึ้นมาจากเมืองบาดาลแล้วสูบน้ำที่ท่วมทับแผ่นดินบริเวณที่พระทองได้ปิ๊งรักกับลูกสาวของตนเองเสียจนแห้ง แล้วก็ยกดินแดนแห่งนั้นเป็นสินสอดที่มาพร้อมกับเจ้าสาวให้กับพระทอง ซึ่งก็คือดินแดนอันสืบมาเป็นกัมพูชาในปัจจุบัน
ไม่ต้องสังเกตอะไรมากก็คงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “นาค” ในบรรดาตำนานนิทานข้างต้นนี้ เป็นสัญลักษณ์ของ “ชนพื้นเมือง”
ในวรรณกรรมชิ้นเอกยุคต้นรัตนโกสินทร์อย่าง “พระอภัยมณี” นั้น ผู้แต่งคือสุนทรภู่เรียก “ทะเลอันดามัน” ว่า “นาควารินทร์สินธุ์สมุทร” แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีใครเรียกทะเลอันดามันอย่างนี้จริงๆ หรอกนะครับ เพราะชื่อดังกล่าวนี้เป็นเพียงแค่ชื่อสมมุติ ที่สุนทรภู่ตั้งขึ้นมาเก๋ๆ ไว้สำหรับใช้ในวรรณกรรม
แต่ก็ไม่ใช่ว่าสุนทรภู่จะยกเมฆคำว่า “นาควารินทร์” ขึ้นมาเลยเสียทีเดียว เพราะท่านเอาชื่อมาจาก “หมู่เกาะนิโคบาร์” ที่อยู่ระหว่างกลางในทะเลอันดามัน ซึ่งในเอกสารโบราณของไทยเรียกว่า “เกาะนาควารี”
ชื่อ “นาควารี” ไทยเราน่าจะเอามาจากคำว่า “นาควารัม” ในภาษาทมิฬ ทางใต้ของอินเดีย (แน่นอนว่า ชื่อ “นิโคบาร์” เองก็เช่นกัน) แต่คำทมิฬที่ว่านี้ก็มีรากมาจากคำว่า “นาควาระ” ในภาษาสันสกฤตอีกทอดหนึ่ง ซึ่งหากจะแปลอย่างตรงตัวตามรูปศัพท์แล้วก็จะมีความหมายว่า “ที่อยู่ของนาค”
แต่ในความเป็นจริงแล้ว “นาค” ในที่นี้น่าจะหมายถึง “คนเปลือย” มากกว่าที่จะหมายถึง “พญานาค” เพราะมีหลักฐานอยู่ให้เพียบด้วยว่า หมู่เกาะแห่งนี้ถูกรู้จักกันในชื่อ “เกาะคนเปลือย”
หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในบันทึกการจาริกแสวงบุญของพระภิกษุชาวจีนที่ชื่อว่า “อี้จิง” ซึ่งไปเรียนพุทธศาสนา และภาษามลายูที่ศรีวิชัย (ปัจจุบันคือเมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา) แล้วเดินทางจากเกาะสุมาตรา ไปที่หมู่เกาะนิโคบาร์เมื่อ พ.ศ.1216 โดยท่านได้เรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า “อาณาจักรคนเปลือย” มาตั้งแต่ในครั้งนั้นแล้ว
อี้จิงจะเดินทางไปอินเดีย โดยเมื่อออกจากหมู่เกาะนิโคบาร์แล้ว ท่านก็ได้เดินทางต่อไปยังเมืองตามรลิปติ (อ่านว่า ตาม-ระ-ลิ-ปะ-ติ) อันเป็นเมืองท่าสำคัญที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา แต่ผู้คนจากโลกตะวันออกถ้าจะเดินทางโดยเรือตัดข้ามทะเลอันดามันไปยังโลกตะวันตก ก็ย่อมต้องมีหมู่เกาะนิโคบาร์เป็นจุดแวะพักสำคัญเหมือนกันทั้งนั้น
บันทึกที่น่าสนใจอีกเล่มเป็นของ “หม่าฮวน” (เลขานุการของอีกหนึ่งเซเลบในประวัติศาสตร์โลกอย่าง “เจิ้งเหอ” มหาขันทีผู้บุกเบิก และสำรวจโลกด้วยกองทัพเรือของจักรวรรดิหมิง แห่งจีน) เพราะในบันทึกของหม่าฮวน ที่เดินทางไปหมู่เกาะนิโคบาร์เมื่อ พ.ศ.1964 นั้น ได้จัดหมู่เกาะแห่งนี้เข้าอยู่ในบทเดียวกับเกาะลังกา ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นถึงเกาะแห่งนี้ในฐานะจุดแวะพักเมื่อจะเดินทางไปยังศรีลังกาด้วย และหม่าฮวนเองก็ได้เดินทางต่อไปยังเกาะลังกา หลังจากแวะพักที่เกาะนี้จริงๆ
ที่สำคัญก็คือ หม่าฮวนเองก็เรียก “หมู่เกาะนิโคบาร์” ว่า “ประเทศของคนเปลือย” และได้บรรยายถึงการเปลือยของผู้คนบนหมู่เกาะไว้อย่างค่อนข้างละเอียด
ในเอกสารข้างไทยเอง อย่างบันทึกของพระสงฆ์ที่รัชกาลที่ 2 ทรงส่งไปลังกาเมื่อ พ.ศ.2357 ก็แสดงให้เห็นว่า รู้จักทั้งผู้คนที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะนิโคบาร์ โดยได้บรรยายถึงผู้คนบนเกาะเอาไว้ว่า
“แลเกาะนาควารีย์นั้น ผู้คนอยู่เป็นอันมาก คนเหล่านั้นไม่กินข้าว กินแต่เผือกมันแลหมากพร้าว ครั้นเห็นเรือเข้าไปใกล้เกาะแล้ว ก็เอาเผือกมันหมากพร้าวกล้วยอ้อยลงมาแลกยา”
ถึงแม้ว่าในบันทึกของพระสงฆ์ดังกล่าวจะไม่ได้พูดถึง “คนเปลือย” บนหมู่เกาะนิโคบาร์ แต่ก็อาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักแน่ เพราะในบันทึกของพระสงฆ์ที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงส่งไปประดิษฐานพุทธศาสนาสยามวงศ์บนเกาะลังกาเมื่อ พ.ศ.2298 นั้น ได้บรรยายถึงหมู่เกาะนิโคบาร์เอาไว้ว่า
“ในเกาะนั้นมีคนอยู่เป็นอันมาก แต่ว่าหามีข้าวกิน หามีผ้านุ่งห่มไม่ ผู้หญิงนั้นนุ่งเปลือกไม้แต่พอปิดที่อายหน่อยหนึ่ง ผู้ชายนั้นเอาเชือกคาดเอวแล้วเอาผ้าเตี่ยวเท่าฝ่ามือห่อที่ความอายไว้”
นอกจากนี้ ในสมุดภาพไตรภูมิทั้งฉบับที่เขียนในยุคอยุธยา และยุครัตนโกสินทร์ ต่างก็วาดรูป “คนเปลือย” ไว้บนเกาะนิโคบาร์ด้วย ดังนั้น ความรู้เรื่องเกาะนาควารี หรือเกาะนิโคบาร์ คือเกาะคนเปลือย ซึ่งมีความหมายถึงความไม่มีอารยะของชนพื้นเมือง จะต้องเป็นที่รู้จักกันดี อย่างน้อยก็ในหมู่ชนชั้นนำ สุนทรภู่จึงได้ใช้ทั้งเกาะนาควารี และชีเปลือย เป็นฉาก และตัวละคร ในพระอภัยมณีของท่าน
การบวชนาคที่ไม่มีในอินเดีย ก็ควรมีความหมายในทำนองเดียวกันนั่นแหละครับ คือใช้ “นาค” เป็นสัญลักษณ์ของทั้งความเป็น “คนพื้นเมือง” ที่ยังไม่มีอารยะ (เพราะยังไม่ได้เข้าอยู่ในร่มพระพุทธศาสนา ผ่านทางผ้ากาสาวพัสตร์) ให้เกิดมี “อารยะ” ผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่า “บวชนาค” นั่นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
