จับตา อุดมศึกษาไทย ในสภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ เมื่อการเมืองรุกล้ำพื้นที่พัฒนาประเทศ
| การศึกษา
ถูกจับตามาตลอด หลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อิ๊งค์ 2 ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจนั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) อีกตำแหน่ง โดยโยก น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
มีการมองเหตุผลใน 2 ส่วน คือ นายกฯ ต้องการผลักดัน ‘นโยบายซอฟต์เพาเวอร์’ ที่เกี่ยวข้องกับ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ ในเรื่อง ‘แผนงาน-งบประมาณ’ และเพื่อเป็น ‘แผนสำรอง’ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงบทสนทนากับ ‘สมเด็จฮุน เซน’
ในส่วนของ น.ส.สุดาวรรณ หรือ รมว.ปุ๋ง สมาชิก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ก่อนถูกโยกมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และรัฐมนตรีว่าการ อว. ภายในเวลาเพียง 1 ปี 9 เดือน …
ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ อว. ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญ ดูแลการจัดการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาประเทศ!!
นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมาและนักวิชาการด้านการศึกษา ยอมรับว่า โดยภาพรวมการแต่งตั้งรัฐมนตรี ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ อว. รวมไปถึงการศึกษาของประเทศไทยถือว่าน่าเป็นห่วง การปรับ ครม.ในครั้งนี้เหมือนเป็นการแต่งตั้งตามส่วนแบ่งที่เหลือ เพื่อให้รัฐบาลประคับประคองตัวเองให้อยู่ต่อได้ไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น โดยที่ไม่ได้คำนึงประโยชน์ของประเทศชาติ
ในส่วนของ น.ส.สุดาวรรณ เป็นรัฐมนตรีใหม่ที่ทำงานมาแล้ว 3 กระทรวงในระยะเวลา 1 ปี 9 เดือน เหมือนกับเป็นรัฐมนตรีที่ถูกนำไปไว้ที่กระทรวงไหนก็ได้ ไม่มีน้ำหนักในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ก็เรียกว่ากำลังเรียนรู้งานของทั้ง 2 กระทรวง แต่กลับโดนย้ายกลางคันทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่องและต้องเรียนรู้ใหม่ ซึ่งในการย้ายมาที่ อว.ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
“การถูกย้ายมาบริหารที่ อว.ของ น.ส.สุดาวรรณถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก เพราะตอนบริหารงานที่ วธ. ก็กำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้งาน พอเปลี่ยนกระทรวง ทำให้การทำงานที่ผ่านมาไม่เกิดประโยชน์ อีกทั้ง อว.มีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากกว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) และ วธ. โดย อว.ประกอบไปด้วยหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัย ซึ่งค่อนข้างน่ากังวลเช่นเดียวกัน” นายอดิศรกล่าว
อว.มีมหาวิทยาลัยที่ต้องกำกับดูแลหลายร้อยแห่ง รัฐมนตรีว่าการ อว. ต้องการทำงานกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชื่อมั่นต่อตนเองสูง แต่ละแห่งก็มีความเป็นอิสระในการทำงาน ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องสำคัญในรัฐบาลชุดนี้…
นายอดิศรกล่าวด้วยว่า อยากให้ น.ส.สุดาวรรณทำการปรึกษาหารือกับอดีตรัฐมนตรีอย่างนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรี อว. ซึ่งทั้ง 2 คนนี้มีการบริหาร อว.ไปในทิศทางที่ดีในระดับหนึ่ง และอย่าไปเชื่อกลุ่มข้าราชการที่อาจจะมีการชี้นำในทุกเรื่อง ซึ่งข้าราชการส่วนใหญ่ได้ถูกวางตัวทางการเมืองไว้แล้วในกระทรวงขณะนี้
ขณะที่ ศ.น.ท.สุมิตร สุวรรณ อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวคล้ายกันว่า ไม่ค่อยคาดหวัง เพราะไม่เคยได้ยินชื่อรัฐมนตรีว่าการ อว.คนใหม่มาก่อน แต่เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้ว สิ่งที่อยากให้เร่งดำเนินการ และเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ในช่วง 3-6 เดือนคือ การปรับเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย เพราะข้าราชการครูมีการปรับเพิ่มไปแล้ว และสามารถเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ทันที เนื่องจาก อว.ได้มีการรวบรวมข้อมูลไว้ครบถ้วน
ขณะเดียวกัน ควรเร่งพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐที่ยังค้างอยู่อีกหลายแห่ง
อีกเรื่องคือ การแต่งตั้งตำแหน่งศาสตราจารย์ (ศ.) ซึ่งยังค้างอยู่ที่ อว.กว่า 300 คน เฉพาะ มก.ที่เดียว ค้างอยู่กว่า 50 คน อยากให้รัฐมนตรีลงมาดูแลว่าทำไมถึงเกิดความล่าช้า ขณะเดียวกัน อยากให้ลงมาดูรายละเอียด การประเมินสมรรถนะอาจารย์ตามมาตรฐาน Thailand PSF ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากำหนดให้อาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ต้องมีสมรรถนะระดับ 2 ขึ้นไป ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการรับรองหลักสูตร
รวมถึงการกำหนดให้อาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ไม่ได้จบปริญญาโท หรือปริญญาเอก สาขาบริหารการศึกษา จะต้องไปเรียนปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษาใหม่ ส่งผลกระทบกับอาจารย์ที่มีประสบการณ์ แม้เรื่องนี้จะเห็นด้วย แต่ก็ควรอนุโลมให้อาจารย์ที่มีประสบการณ์
“ส่วนตัวเห็นชื่อรัฐมนตรีว่าการ อว.แล้วไม่ค่อยคาดหวัง แต่ในระยะเวลาที่พอจะทำได้ ก็อยากให้เร่งดำเนินการในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เพราะสามารถทำได้ทันทีใน 3-6 เดือน ส่วนระยะยาวคือการแก้ปัญหาเด็กเข้ามหาวิทยาลัยลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดน้อย ดังนั้น อยากให้ช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยในจังหวัดให้เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ ให้เด็กได้เลือกเรียน โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณให้มหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพเปิดสอนในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ไม่ใช่ให้มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเน้นสอนเฉพาะสายสังคม”
“ส่วนจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีมากเกินจำนวนเด็กที่เข้าเรียนนั้น มหาวิทยาลัยในจังหวัดเดียวกันอาจพิจารณาไม่เปิดสาขาที่ซ้ำซ้อนกัน แต่การลดจำนวนสาขาวิชาจะไปกระทบกับจำนวนนักศึกษา และเงินรายได้ที่มหาวิทยาลัยจะได้รับ ดังนั้น อาจต้องมีการควบรวม ซึ่งก็คงไม่มีมหาวิทยาลัยไหนยอม แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้คิดถึงประเทศชาติ ยุบรวมเพื่อความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องทุ่มงบฯ เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบให้ครบทุกคณะ/สาขา เช่นเดียวกัน” ศ.น.ท.สุมิตรกล่าว
หากจะมองอย่างเป็นธรรม ก็คงต้องเห็นใจ น.ส.สุดาวรรณ ที่ถูกจับวางให้มาทำงานที่ไม่เหมาะสม
แต่ที่น่าเห็นใจยิ่งกว่าคือ การศึกษาไทย ที่ต้องถูกการเมืองรุกล้ำ ดึงเข้าไปอยู่ในเกมที่ไม่มีวันจบสิ้น ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ในห้วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างผันผวนทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี…
จนทำให้เกิดสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งตัวนักการเมืองและข้าราชการประจำ!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
