Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
กว้านซื้อหนังสือมือสอง
อาหารสมองของ AI
ทุกวันนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงและหันไปใช้เวลากับการอ่านอะไรเร็วๆ บนหน้าจอมากขึ้น
แม้ยอดขายหนังสือที่เป็นรูปเล่มจะไม่ได้ถดถอยลงมากสักเท่าไร แต่ก็ชวนให้คิดว่าน่าจะไม่ได้เติบโตตูมตามเหมือนเมื่อก่อน
อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆ มานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตลาดหนังสือมือสอง
เพราะจู่ๆ ร้านหนังสือมือสองจำนวนมากก็เริ่มได้รับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่จนทำให้เจ้าของร้านประหลาดใจไปตามๆ กัน
The Guardian รายงานว่า ร้านหนังสือมือสองหลายแห่งในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ได้รับคำสั่งซื้อหนังสือล็อตใหญ่จากผู้ซื้อปริศนา
โดยเป็นคำสั่งซื้อที่แปลกไปจากปกติ เพราะเลือกประเภทของหนังสือแบบคละปะปนกันไป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา ผู้เขียน หรือประเภทของหนังสือก็ไม่มีอะไรเป็นรูปแบบที่เกี่ยวข้องกันเลย
หนังสือที่ถูกสั่งซื้อไปมีตั้งแต่หนังสือเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมไปจนถึงหนังสือเกี่ยวกับประวัติการแข่งรถ
ผู้สั่งซื้อใช้นามแฝง ในขณะที่คำสั่งซื้อของหลายร้านก็ถูกระบุให้ไปส่งที่โกดังเก็บของเดียวกันด้วย
เจ้าของร้านหนังสือแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า ลูกค้ารายเดียวกันนี้สั่งซื้อหนังสือล็อตใหญ่ถึง 6,000 เล่มในราคาหลายพันปอนด์โดยที่ไม่สนใจที่จะขอส่วนลดเลยสักนิด
คำสั่งซื้อหนังสือมือสองที่แปลกประหลาดแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอังกฤษกับไอร์แลนด์เท่านั้น
เพราะเมื่อลองตรวจสอบดูแล้วก็พบว่า มีเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับร้านหนังสือเก่าในอีกหลายประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ปรากฏการณ์ทุ่มเงินกว้านซื้อหนังสือมือสองทั่วโลกนี้น่าจะเป็นฝีมือของใคร แม้จะไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัด แต่เบาะแสทั้งหมดก็พุ่งไปที่บริษัทเทคโนโลยีผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์
สำนักข่าว The Washington Post เคยรายงานเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าบริษัท Anthropic ผู้พัฒนาแชตบ็อต Claude ซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเก่งกาจได้โปรยเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ไปกับการกวาดซื้อหนังสือมาครอบครองให้ได้มากที่สุด
หนังสือที่ซื้อมาได้เป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่สามารถใช้เพื่อเทรน AI ได้ หนังสือทั้งหมดจะถูกนำมาเฉือนออกจากสันหนังสือเพื่อสแกนเนื้อหาข้างในให้ AI ได้ใช้ในการเรียนรู้ จากนั้นหนังสือที่ถูกดึงทึ้งจนหมดสภาพเหล่านั้นก็จะถูกนำไปรีไซเคิล
แปลว่าหนังสือที่บริษัทเทคโนโลยีเหมาซื้อไปเพื่อใช้เทรน AI ทั้งหมดจะไม่อยู่ในสภาพที่ใช้อ่านได้อีกต่อไป หรืออาจจะเรียกได้ว่าถูกทำลายทิ้งนั่นเอง
เรื่องนี้สร้างความไม่สบายใจให้กับคนในแวดวงการอ่านเป็นอย่างมาก เพราะหนังสือเก่าหลายเล่มจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ใหม่อีกแล้ว หากถูกทำลายทิ้งไปจนหมดก็อาจจะสูญหายไปตลอดกาล
ทาง Anthropic ออกมาตอบคำถามว่า Claude ผ่านการเทรนด้วยข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตที่มีให้ใช้ได้โดยทั่วไป ชุดข้อมูลที่หาซื้อได้ในเชิงพาณิชย์ และข้อมูลที่ทางบริษัทสร้างขึ้นเอง การใช้หนังสือมาเทรนโมเดล AI ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง (ที่บริษัท AI เจ้าอื่นๆ ก็ทำกันทั้งวงการ)
แต่ Anthropic ก็ยืนยันว่าข้อมูลที่ใช้ไม่ได้มาจากการซื้อและทำลายหนังสือเก่าแก่หายากแน่นอน
ไม่ว่าบริษัทพัฒนา AI จะอยู่เบื้องหลังคำสั่งซื้อหนังสือเก่าล็อตมหึมาหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่นอนก็คือ มีการสแกนหนังสือเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการเทรน AI จริงๆ
เครื่องมือ AI ได้รับการเทรนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยให้มันสามารถสร้างคำตอบและผลลัพธ์มามอบให้ผู้ใช้งานได้ บริษัท AI ต่างก็มองหาแหล่งข้อมูลที่สดใหม่เพื่อนำมาใช้ในการป้อนให้กับโมเดลของตัวเอง
หนังสือนับเป็นแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ชั้นยอดของ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเก่าที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ก่อนการถือกำเนิดของ ChatGPT เนื่องจากเนื้อหาในหนังสือเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นมาจากสมองของมนุษย์จริงๆ ไม่เหมือนกับทุกวันนี้ที่เนื้อหาจากทั้งในอินเตอร์เน็ตและหนังสือต่างก็ปนเปื้อนไปด้วยภาษาของ AI หมดแล้ว
สิ่งที่น่ากังวลก็คือ กระบวนการสแกนหน้าหนังสือให้ AI ได้เรียนรู้ไม่ต่างอะไรจากการทำลายหนังสือเลย มีคลิปวิดีโอที่ถ่ายให้เห็นว่าหนังสือแต่ละเล่มจะถูกนำมาเฉือนสันหนังสือทิ้งก่อนที่จะนำไปสแกน
คนรักหนังสืออย่างฉันดูคลิปสั้นนั้นได้ไม่จบด้วยซ้ำ ใจหายทุกครั้งที่เห็นใบมีดคมๆ สับลงไปอย่างไร้เยื่อใย
Ars Technica บอกว่าอันที่จริงแล้วการจะสแกนหรือดิจิไทซ์หนังสือที่เป็นรูปเล่มไม่จำเป็นต้องทำให้มันอยู่ในสภาพใช้งานต่อไม่ได้อีกเสมอไป
โปรเจ็กต์อย่าง Google Books เคยสแกนหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดไปแล้วเป็นหลายล้านเล่มด้วยวิธีการใช้กล้องที่ไม่สร้างความเสียหายให้กับหนังสือเลย และยังสามารถส่งคืนหนังสือให้ห้องสมุดได้เมื่อใช้งานเสร็จ
แต่ก็ยังมีบริษัทที่เลือกใช้วิธีแบบทำลายล้างเพราะมันรวดเร็วและประหยัดกว่า
หากถามว่าแล้วทำไมจะต้องรีบขนาดนั้น ก็คงเป็นเพราะการแข่งขันในการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือ LLMs ในตอนนี้เป็นไปอย่างดุเดือด
ใครก็ตามที่มีข้อมูลเยอะที่สุดในเวลาที่เร็วที่สุด คนนั้นก็จะมีโมเดลที่เก่งที่สุดและเป็นผู้ชนะ
ตามปกติแล้ว สำนักพิมพ์จะเป็นเจ้าของเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือซึ่งบริษัท AI ต้องการมาใช้เทรน AI แต่หากจะเจรจาต่อรองเพื่อซื้อลิขสิทธิ์มาก็จะมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น วิธีที่จะพอซิกแซ็กได้ก็คือการซื้อหนังสือเป็นรูปเล่มจับต้องได้
ครั้นจะซื้อหนังสือใหม่ทั้งหมดก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงลิบลิ่ว หนังสือเก่าหรือหนังสือมือสองจึงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด ได้ทั้งเรื่องปริมาณ ได้ทั้งเรื่องคุณภาพ และถึงจะสแกนจนหนังสือพังยังไงก็ไม่มีใครทำอะไรได้เพราะซื้อมาแล้ว
ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวอ้างว่าไม่มีการทำลายหนังสือที่เก่าแก่หรือหนังสือหายาก แต่ฉันก็คิดว่ามันเป็นเรื่องยากมากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพิสูจน์ หนังสือบางเล่มอาจจะไม่ได้เก่าแก่โบราณ แต่หากไม่มีการตีพิมพ์เพิ่มก็แปลว่าเรื่องนั้นจะหายไปตลอดกาล ถ้าฉบับที่มีอยู่ถูกทำลายทิ้งไปจนหมด
ก็ได้แต่หวังว่าจะมีวิธีการป้องกันบางอย่างไม่ให้ความรู้ของมนุษย์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านหน้ากระดาษเหลือเพียงแค่ข้อมูลดิจิทัลที่อยู่กับ AI ซึ่งกลายเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอะไรก็ไม่รู้เท่านั้น
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงน่าเศร้าใจมาก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
